คอลัมน์ เคี้ยวตุ้ย...ตะลุยกิน : Karmakamet Diner เพชรน้ำงามที่แฝงเร้นอยู่กลางกรุง (คลิป)
มีคนบอกว่าถ้าไม่อยากเลิกคบกันก็อย่าลงทุนทำธุรกิจกับเพื่อน สิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ แต่เราไม่เชื่อว่าจะเกิดกับคู่ซี้แห่ง “Karmakamet” แน่ๆ
เพื่อนรักทั้งสอง คนหนึ่งคือนักปรุงกลิ่น สร้างแบรนด์เครื่องหอมของตัวเอง Karmakamet (คาร์มาคาเมท) จนโด่งดัง ส่วนอีกคนเป็นนักปรุงรส ที่ภายหลังเล่าเรียนจบภาพพิมพ์จากอินเดีย ก็หันเหเข้าสู่โลกใบที่หลงใหลมาตั้งแต่เด็ก ตระเวนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตามครัวชื่อดังในอเมริกา แล้วกลับมาจับมือกับเพื่อนรัก เปิดร้าน “Karmakamet Diner” อาหารสไตล์ยุโรปกลิ่นอายเอเชีย ในปี 2556
ทั้งคู่เลือกทำเลที่ตั้งของร้านอยู่ในซอกเล็กๆ ในซอยเมธีนิเวศน์ ถนนสุขุมวิท อยู่ระหว่างศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม กับ สวนเบญจสิริ
เนื่องจากที่จอดรถค่อนข้างจำกัด ทางที่สะดวกที่สุดสำหรับคนขับรถมา คือ จอดไว้ที่ ดิ เอ็มโพเรียม แล้วเดินทะลุที่จอดรถก็จะโผล่มาที่ซอยเมธีนิเวศน์ เลี้ยวซ้ายเดินไปนิดเดียวก็จะเจอป้ายร้านอยู่ทางซ้ายมือเดินตรงเข้าไปจนสุดทางไม่ไกลนัก
ด้านนอกร่มรื่นไปด้วยต้นไม้หลากชนิด เปิดเข้าไปภายในโอ่อ่ากว่าที่คิด กลิ่นเครื่องหอมจากห้องโซนด้านหน้าลอยฟุ้งทั่วทั้งร้าน ยิ่งขับเน้นบรรยากาศภายในร้านที่ตกแต่งสไตล์อินดัสเทรียลที่เรียบหรูอยู่แล้วให้เพิ่มขึ้นอีกโข สร้างความเบิกบานใจอย่างที่สุด
การตกแต่งภายในร้านยังมีดีเทลต่างๆ ที่บ่งบอกถึงความเป็น Karmakamet ทั้งหมดตกแต่งโดย คุณเอก-ณัทธร รักษ์ชนะ หุ้นส่วนคนสำคัญ ที่นำแบบร้านยาจีนของอากงมาใส่ไว้ ขณะที่เลือกใช้ที่รองแก้วเป็น
กระดาษจดหมายที่ทั้งคู่เขียนส่งหากันมาพับครึ่ง แน่นอนเราก็อดไม่ได้ที่จะคลี่ออกมาอ่านแล้วอมยิ้มตามกับความผูกพันของเพื่อนซี้คู่นี้
หมายมั่นปั้นมือวันนี้จะได้ชิมฝีมือของ เชฟส้ม-จุฑามาศ เทียนแท้ หัวหน้าเชฟ นักปรุงสาววัย 48 ที่ยังความเท่ทั้งท่วงท่า และความคิด ผู้ที่มองอาหารอย่างรู้คุณค่า และมีความหมายในทุกกระบวนการ
และก็สมใจเรา เชฟส้มบรรเลงฝีมือเองทุกจาน เริ่มจาก “Crab pasta” ราคา 490 บาท เป็นส่วนผสมที่แสนจะลงตัวระหว่างเส้นพาสต้าหนึบกรุบแบบอัล เดนเต้ คลุกเคล้ากับความเค็มปะแล่มของไข่แซลมอนและเนื้อปูกรรเชียงก้อนโตฉ่ำหวาน
ตามด้วย “A can’t resist waffle” หรือ ภาษาไทยน่าจะประมาณว่า โอ้ย วาฟเฟิลจานนี้..ห้ามใจไม่ไหวแล้ว เป็นวาฟเฟิลแบบคาว ราคา 890 บาท ประกอบไปด้วยวาฟเฟิล มันฝรั่งหั่นลูกเต๋าอบ เบคอนกรอบ เป็ดตุ๋นที่นำไปอบอีกรอบ ซาวครีมเปรี้ยวสดชื่น ไข่ลวก และฟัวกราที่หอมกลิ่นย่างนุ่มละมุนลิ้น
มาถึงจานบิ๊กบึ้ม “Surf and Turf” เมนูสุดเลิฟของคนรักทั้งเนื้อและอาหารทะเล คัดวัตถุดิบชั้นเลิศจากท้องทุ่ง และท้องทะเลมาเสิร์ฟในจานใหญ่พร้อมเครื่องเคียงในราคา 2,750 บาท
เปิดฉากเล้าโลมกันก่อนด้วยรสหวานฉ่ำผสมเค็มนิดๆ จากท้องทะเลลึกกับ “โฮล เมน ล็อบสเตอร์” บิ๊กไซซ์เนื้อแน่นหนึบ จะจิ้มมัสตาร์ด หรือมายองเนสตามใจชอบ ตามด้วยความนุ่มละมุนจาก “ฟัวกรา” คุณภาพเยี่ยม เบรกด้วยเฟรนช์ฟรายชิ้นโตก่อนจะหันไปจัดการ “บีฟ เทนเดอลอยด์” ที่เย้ายวนอยู่ตรงหน้า ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวังกับสัมผัสหวานฉ่ำนุ่มละมุนลิ้น เสิร์ฟมาพร้อมบลู ชีส ซอส และเอสปันญ่อล ซอส ยิ่งเพิ่มความหฤหรรษ์เข้าไปใหญ่ ก่อนจะสลับไปหาความสดชื่นจากสลัดที่ผสมผสานความหลากหลายไว้ในจานเดียว มีทั้งราทาทุยสุดคลาสสิกแบบฝรั่งเศส แครอต สตู ที่ปรุงด้วยเมล็ดยี่หร่าแขกให้กลิ่นอายอาหรับเล็กๆ และ กะหล่ำดอกที่นำไปเซียร์ในกระทะจนนิ่มและหอมกลิ่นไหม้บางๆ รวมทั้งจานนั้นอร่อยเกินบรรยาย รับประทาน 2 คนก็อิ่มแปล้ มีเรี่ยวแรงยาวทั้งวัน
ส่วนคนรัก egg benedict ต้องลอง “Avocado eggs Benedict” 590 บาท ที่เปลี่ยนจากอิงลิช มัฟฟิน มาเป็นอโวคาโด วางด้วยมัชรูม ฟลอเรนทีน ท็อปด้วยเนื้อปู เบคอน ไข่โพช และซอสฮอลแลนเดซ เหมาะสำหรับบรันช์เบาๆ ให้พลังงานสูง อร่อยกินแล้วอยู่ท้อง
ส่วนของหวานแนะนำ “Camembert Donut” (กามองแบร์ โดนัท) 360 บาท เป็นโดนัทแป้งเนื้อดีชุบด้วยกามองแบร์ ชีส ตักกินพร้อมกับไอศกรีมรสหวาน ตบท้ายมื้อสุดประทับใจ
ได้คุยกับเชฟส้ม ในฐานะหัวเรือใหญ่ฝั่งการปรุงอาหารถึงแรงบันดาลใจว่าอะไรที่ทำให้สาวเท่นักเรียนศิลปะหันมาอยู่ในห้องครัวได้
“เราโตมากับตายาย เล่นคนเดียว ทำอะไรคนเดียว ทุกๆ วันจะรอเวลาสองทุ่ม เพราะเป็นเวลาที่คุณยายคุณตาทานข้าว จะมีสำรับมาตั้ง เป็นเวลาที่อบอุ่นมาก เราโตมากับการเขียนเมนูให้คุณยายว่าจะกินอะไรบ้าง เป็นเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตตอนนั้น เป็นจุดเริ่มต้นการรักอาหาร”
เชฟส้มบอกว่า รู้สึกอยากทำอาหารมาตลอด แต่คนโบราณจะมองว่าไปเป็นแม่ครัวเหรอ เลยหันไปเรียนศิลปะเหมือนคุณแม่ แต่พอจบรู้สึกว่าเราเลือกเองได้ ก็ไปหาประสบการณ์หลายที่ในซานฟรานซิสโก ทั้งในครัวโรงแรม ร้านอินดิวิดวล เชฟเก่งๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากตรงนั้น แต่ตอนหลังมาเรียนทฤษฎีวิชาการเพิ่ม ช่วงหนึ่งมีโอกาสไปสอนวิชา Kitchen managemet ระดับ ป.ตรี-โท ที่สถาบันวาแตล ม.ศิลปากร
“เมื่อก่อนอีโก้ว่านี่คืออาหารฉันคนเดียว คิดว่าเป็นความสุขที่ได้เติมเต็มสิ่งที่เราโบรกเค่นในอดีต แต่ต่อมาเราเปลี่ยนกลายเป็นอยากอยู่กับทีม ไม่ต้องเป็นอาหารของเราคนเดียว นึกถึงคนมารับประทานแล้วมีความสุข เราทำงานเราก็มีความสุขด้วย”
มุมมองของเชฟส้มจึงนอกจากอาหารที่ต้องมีมาตรฐานที่ดีเยี่ยมแล้ว เรื่องคุณภาพชีวิตของพนักงานเป็นสิ่งที่เชฟส้มก็ให้ความสำคัญ เธอปฏิวัติวงการอาหาร ให้พนักงานได้มีคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมเหมือนอาชีพอื่นๆ ทำงานอาทิตย์ละ 5 วัน หยุด 2 วัน และวันนักขัตฤกษ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย
ยิ่งได้รู้ถึงกระบวนการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเยี่ยมตามฤดูกาล ขนมปังทำเอง ผักหลายชนิดบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากออสเตรเลีย ดินแดนแห่ง
ออร์แกนิค ของทุกอย่างล้วนปลอดสาร ปรุงอย่างใส่ใจเรียบง่ายใช้เพียงแค่ดอกเกลือเท่านั้น แต่กลับดึงรสชาติที่ยอดเยี่ยมของวัตถุดิบแต่ละอย่างออกมาล้ำลึกให้เราได้ฟินไม่หยุด ไหนจะความสร้างสรรค์ในการตกแต่งจานอาหาร ยิ่งรู้สึกว่าราคาที่แพงกว่านั้นคุ้มค่าแก่การใช้จ่ายแล้ว
สำหรับผู้ที่สนใจ ที่ร้านจะเป็นช่วงเวลา คือ ช่วง 10.00-15.00 น. จะเป็นอาหารเช้า กลางวัน เป็นอาหารคอมฟอร์ตฟู้ด สไตล์ตะวันตกกลิ่นอายเอเชีย และช่วง 15.00-17.30 น. จะเป็นสแน็คไทม์ และ 18.00-22.00 น. เป็นฟายน์ ไดนิ่ง เสิร์ฟอาลาคาร์ท เฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ที่สองของเดือนจะมีเซตสเปเชียลเมนูให้เลือกชิมกัน
สำรองโต๊ะโทร 0-2262-0700-1 หรือดูรายละเอียดที่ www.karmakametdiner.com