โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดูบ้านหลังแรกของ "อินจัน" แฝดสยามก้องโลก สู่การรวมตัวทายาททั้งคู่ครั้งแรก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 พ.ค. 2568 เวลา 06.17 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. 2568 เวลา 23.30 น.
อินจัน แฝดสยาม

บ้านหลังแรกของอินจัน แฝดสยามก้องโลก สู่การรวมตัวทายาททั้งคู่ครั้งแรก

อินจัน ถือกําเนิดในครอบครัวชาวประมงที่อําเภอแม่กลองในวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2354 ทั้งสองมีท่อนเอ็นยาวประมาณ 4-5 นิ้ว เชื่อมร่างกายของแต่ละฝ่ายไว้ตั้งแต่เกิดจนตาย เมื่ออายุเกือบ 18 ปี นายโรเบิร์ต ฮันเตอร์ กับ กัปตันเอเบิล คอฟฟิน ได้โอกาสพา อิน-จัน เดินทางออกจากสยามเพื่อไปแสดงตัวในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยใช้ชื่อว่า “แฝดสยาม”

อินจัน มิได้เพียงแค่ปรากฏตัวให้คนดูเท่านั้น แต่ได้พัฒนาความสามารถและเรียนรู้กลเม็ดต่างๆ ในการแสดงที่ทําให้ผู้ชมรู้สึกทึ่งและประทับใจ จนเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่ว เมื่ออายุประมาณ 22 ปี ทั้งสองได้พบกับพี่น้องสองสาวชาวอเมริกัน ซึ่งต่อมาอีก 4 ปี ได้กลายมาเป็นคู่สมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อินมีทายาท 11 คน ส่วนจันมี 10 คน ทั้งคู่เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2417 โดยจันเป็นฝ่ายเสียชีวิตก่อน

มรณกรรมของอิน-จันไม่เพียงแต่นําความโศกเศร้ามาสู่ครอบครัวเท่านั้น แต่ชาวโลกด้วย ข่าวการเสียชีวิตของแฝดสยามปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ของสหรัฐฯ ติดต่อกันเกือบทุกวันนานถึง 6 เดือน

เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “อินจัน”

เรื่องเล่าบางเรื่องเป็นข้อมูลที่น่าจะมีต้นกําเนิดมาจากโรงน้ำแข็ง เป็นต้นว่า อินจันเดินทางไปทั่วโลก เรื่องนี้เป็นจริงเฉพาะในกรณีที่คําว่าทั่วโลกหมายความถึงสหรัฐฯ และยุโรปเท่านั้น ทั้งสองไม่เคยเดินทางมายังเอเชียหรือไปแอฟริกา หรือเรื่องที่ว่าตระเวนแสดงกับคณะละครสัตว์ทั่วสหรัฐและยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคณะของนาย พี.ที. บาร์นัม เรื่องนี้ไม่ถูกต้องนัก เพราะตามประวัติแล้ว ในช่วงแรก ทั้งสองไม่ได้ไปร่วมแสดงในคณะละครสัตว์ แต่เป็นการเร่ปรากฏตัว/แสดง

อินจันไปร่วมงานกับนายบาร์นัมเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ครั้งแรกเป็นการปรากฏตัวในช่วงเวลา 6 สัปดาห์ที่พิพิธภัณฑ์ของนายบาร์นัมขณะที่ทั้งสองมีอายุ 49 ปี ส่วนครั้งที่ 2 เป็นการไปปรากฏตัวในยุโรปตามที่ได้ตกลงกับนายบาร์นัมไว้

ทั้งคู่เคยร่วมเวทีกับคณะละครสัตว์จริงๆ เพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือที่ประเทศเยอรมนี และไปในลักษณะการปรากฏตัวเป็นแขกรับเชิญพิเศษ ไม่ใช่การแสดงในคณะละครสัตว์อย่างที่เข้าใจกัน

อิน-จันได้อําลาเวทีการแสดงหลังจากที่เก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง และไปอาศัยอยู่ที่เมืองนอร์ทวิลค์สบอโร (North Wilkesboro) ตามด้วยเมืองแทร็ปฮิลล์ (Trap Hill) ก่อนย้ายไปปักหลักถาวรอยู่ที่เมืองเมาต์แอรี (Mt. Airy) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของมลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ใกล้กับมลรัฐเวอร์จิเนีย สถิติประชากรใน พ.ศ. 2553 บอกว่ามีพลเมืองประมาณหมื่นกว่าคน เมืองนี้มีชื่อเสียงในฐานะที่มีเหมืองหินแกรนิตแบบใกล้ผิวดิน (open-face quarry) ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ว่ากันว่ามีหินแกรนิตให้ขุดต่อไปได้อีกประมาณ 500 ปีจึงจะหมด นอกไปจากหินแกรนิตและอินจันแล้ว บุคคลที่ทําให้เมืองนี้มีชื่อเสียงไม่แพ้กันคือนักแสดงโทรทัศน์ชื่อแอนดี กริฟฟิท (Andy Griffith) คนไทยส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่) คงไม่ค่อยรู้จักนักแสดงคนนี้ เขาเคยแสดงเป็นตัวเอกในหนังโทรทัศน์ชื่อ “ดิ แอนดี กริฟฟิท โชว์” (The Andy Griffith Show) เชื่อกันว่าเมืองเมาต์แอร์เป็นแรงบันดาลใจของชุมชนที่เรียกว่าเมย์แบร์รี (Mayberry) ในหนังโทรทัศน์เรื่องนี้

ทุกๆ ปี ในวันเสาร์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม นับตั้งแต่ พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา ทายาทของอิน-จันจะจัดงานชุมนุมทายาทที่เมืองเมาต์ แอรี ประมาณกันว่าขณะนี้จํานวนทายาททั้งหมดมีประมาณพันกว่าคน ในสาขาอาชีพต่างๆ ตั้งแต่ลูกจ้างทั่วไป ครู ทหาร นักธุรกิจ วิศวกร ทนายความ พยาบาล และแพทย์ ประมาณ 10% ในจํานวนทายาททั้งหมดนี้อาศัยอยู่ที่เมืองเมาต์แอรี

ก่อนหน้า พ.ศ. 2533 ทายาทแต่ละฝ่ายจัดงานสังสรรค์แยกกันต่างหาก แต่เมื่อคณะผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีจากบริษัทกันตนาติดต่อขอไปถ่ายทําสารคดีเกี่ยวกับอิน-จันในปีดังกล่าวจึงมีการออกข่าวเชื้อเชิญให้ทายาททั้ง 2 ฝ่ายมาชุมนุมสังสรรค์ร่วมกันเป็นครั้งแรก และถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา…

พินัยกรรมของแฝดสยาม

พินัยกรรมของอินมี 3 หน้า ส่วนของจันมีเพียงหน้าเดียว แต่ทั้ง 2 ฉบับแสดงให้เห็นถึงความรักใคร่ อาทร และความผูกพันที่ทั้งสองมีต่อครอบครัวอย่างเห็นได้ชัด

บ้านหลังแรกของอินจัน

บ้านหลังแรกของอิน-จันที่เมืองแทร็ปฮิลล์ ซึ่งใช้เวลาขับรถจากเมืองเมาส์แอร์ไปไม่เกิน 45 นาทีก็ถึง บ้าน หลังนี้สร้างขึ้นบนที่ดิน 150 ไร่ (ข้อมูลบางแหล่งบอกว่า 110 ไร่) ที่อิน-จันซื้อรวมกัน โดยจ่ายค่าที่ดินด้วยถุงบรรจุเหรียญเงินมูลค่า 300 เหรียญสหรัฐ

พอซื้อแล้ว เพื่อนบ้านก็สมัครใจช่วยกันปลูกเรือนให้ บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้ 2 ชั้น พร้อมระเบียงกว้างล้อมชั้นล่างของตัวบ้านไว้ 3 ด้าน มีทั้งหมด 4 ห้อง ชั้นละ 2 ห้อง โดยมีปล่องไฟขนาดยักษ์ กว้าง 5 ฟุต ทําหน้าที่ระบายควันไฟจากเตาผิงที่มีประจําห้องทุกห้อง หน้าต่างในห้องแต่ละห้องมีขนาดใหญ่จากพื้นจรดเพดาน เพราะทั้งสองชอบแสงแดด

บันไดที่ทอดจากชั้นล่างสู่ชั้นบนมีความกว้างกว่าบันไดปกติ เพื่อให้ทั้งสองขึ้นลงสะดวก ส่วนครัวนั้น สร้างแยกออกจากตัวบ้าน และมีเตาผิงขนาดใหญ่ที่สุดในละแวกนั้น นอกจากนี้ยังมีคอกม้าและอาคารหลังใหญ่ซึ่งใช้เป็นเรือนทาสและที่เก็บของ

เมื่ออิน-จันสร้างบ้านหลังนี้เสร็จ ก็ส่งนายชาร์ลส์ แฮร์ริส (ผู้จัดการและเพื่อนของอิน-จัน – กองบรรณาธิการ) ไปนิวยอร์กเพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ เช่น พรม เชิงเทียน ภาพแขวนห้อง เครื่องเงิน และอื่นๆ มาแต่งบ้าน เสียค่าใช้จ่ายไป 467 เหรียญสหรัฐ

ส่วนเตียง เก้าอี้ กว้าง 2 เท่าสําหรับนั่งคู่กัน และโต๊ะนั้น อิน-จันซื้อหรือสั่งทําจากชุมชนของตนหรือ บริเวณใกล้เคียง ในราวเดือนมิถุนายนของปี พ.ศ. 2383 ทั้งสองได้ย้ายเข้าบ้านหลังนี้ในฐานะชาวอเมริกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หลังจากที่ผมเห็นบ้านหลังนี้แล้ว จึงเข้าใจว่า ในเวลานั้น อิน-จันคงอยากใช้ชีวิตที่เงียบเชียบและพ้นจากสายตาของผู้คนให้มากที่สุดจริงๆ เพราะตัวบ้านซุกอยู่ที่ปลายทางเล็กๆ ที่ห่างจากถนนใหญ่มากพอสมควร หากไม่สังเกตก็คงมองไม่เห็น

ยิ่งกว่านั้น ในละแวกใกล้เคียงยังแทบไม่มีบ้านเรือนตั้งอยู่เท่าใดนัก สถิติจํานวนประชากรในปี พ.ศ. 2543 บอกว่า เมืองแทร็ปฮิลล์มีประชากรประมาณ 1,900 คนเท่านั้น จริงอยู่ที่ว่าในอดีตอาจเป็นชุมชนที่หนาแน่นกว่านี้แต่คงเป็นไปได้น้อยมาก ถ้าให้เดาก็ต้องบอกว่า คงไม่หนาแน่นไปกว่าในปัจจุบันนี้

บ้านหลังนี้เพิ่งเปลี่ยนมือจากเจ้าของเดิม หลังจากที่ติดประกาศขายมานานในราคาตั้งต้นที่ 650,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมที่ดินประมาณ 67.5 ไร่ ปรากฏว่าประกาศขายอยู่นานก็ไม่มีผู้สนใจ

ทายาทบางคนคิดจะซื้อเก็บไว้ แต่เปลี่ยนใจเมื่อเห็นสภาพบ้านที่ค่อนข้างทรุดโทรม วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เป็นเหตุให้เจ้าของจําเป็นต้องตัดใจขายไปในราคา 150,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมที่ดินประมาณ 55 ไร่ ซึ่งนับว่าถูกมาก ทราบมาว่าเจ้าของบ้านปล่อยให้คนเช่า ผมลองไปเคาะประตูบ้านแล้วปรากฏว่าไม่มีใครมาเปิดรับ

ที่ฝั่งตรงข้าม เยื้องกับปากทางเข้าบ้านหลังนี้เป็นสุสานเก่า คุณเมลวิน (เมลวิน ไมล์ส-Melvin Miles ทายาทของนายชาร์ลส แฮร์ริส) บอกให้ผมแวะไปดูหลุมฝังศพของภรรยานายแฮร์ริส ดูเหมือนว่าที่นี่เป็นสุสานสําหรับคนในตระกูลฝ่ายภรรยาของนายแฮร์ริสหลายคน

ส่วนร่างของนายแฮร์ริสเองนั้น คุณเมลวินบอกว่าเจ้าตัวต้องการให้ฝังไว้ใต้ธรณีประตูทางเข้าโบสถ์แห่งหนึ่ง เดาเอาว่าคงเพราะต้องการอุทิศร่างเพื่อให้คนเดินข้ามระหว่างทางไปสู่พระเจ้าหรือสวรรค์อะไรทํานองนั้น…

ทุกครั้งที่มีโอกาสไปร่วมงานชุมนุมทายาทของอิน-จัน ผมอดรู้สึกชื่นชมในตัวบุคคลคู่นี้ไม่ได้ อิน-จันเป็น บุคคลตัวอย่างที่ดีคู่หนึ่ง ซึ่งถ้าพูดตามภาษาปัจจุบันก็ต้องบอกว่า รู้จักพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส แล้วใช้โอกาสนั้นสร้างสมโชคลาภ

อิน-จันสามารถผันเปลี่ยนชีวิตจากเด็กชาวบ้านธรรมดาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ขณะที่เดินสวนกระแสสังคมที่จับจ้องมองดูด้วยความรู้สึกในเชิงลบ ทั้งคู่ประกอบอาชีพโดยสุจริตจนมีฐานะเป็นเศรษฐีย่อยๆ ในเมืองของตน และสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตนฝันใฝ่มาตลอด คือการมีคนรักและชีวิตครอบครัวที่เป็นสุข

ทายาททุกคนคือเลือดเนื้อเชื้อไขของอิน-จันที่ช่วยนําพาตํานานชีวิตของคนทั้งคู่ข้ามยุคข้ามสมัยตามกระแสของกาลเวลา เพื่อยืนยันว่าครั้งหนึ่งทั้งสองเคยมีตัวตนที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงชื่อที่เราอ่านพบในชีวประวัติบุคคลสําคัญเท่านั้น

น่าเสียดายอยู่หน่อยตรงที่ว่า ตํานานชีวิตของอิน-จันที่เล่าสืบต่อกันมาในครอบครัวจําต้องขาดตอนไปช่วง หนึ่ง เพราะดูเหมือนทายาทรุ่นหลานของอิน-จันรู้สึกอับอายในบรรพบุรุษของตนเนื่องจากสภาพสังคมในเวลานั้น (ผิดกับรุ่นลูกซึ่งรู้สึกรักใคร่และภูมิใจในตัวผู้บังเกิดเกล้ามาก) ทําให้ทายาทรุ่นต่อมาไม่ได้รับฟังเรื่องราวที่เป็นเกร็ดชีวิตอันน่าสนใจไปอย่างน่าเสียดาย

ผู้สนใจเรื่องอิน-จันคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตกับผมว่าดูเหมือนคนไทยไม่ค่อยให้ความสนใจกับอิน-จันเท่าฝรั่ง ลองนึกดูแล้วก็คงจะจริง และมีเหตุผลที่นํามาอธิบายได้ร้อยแปด แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่าหนึ่งใน เหตุผลเหล่านั้นเป็นผลมาจากพื้นฐานทางศาสนา

คนไทยส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธที่เชื่อว่าเราเกิดมาเพื่อใช้กรรม ฉะนั้น ในความรู้สึกของคนไทย ผลกรรมทําให้อิน-จันมีตัวติดกัน เราจึงไม่เห็นว่าอิน-จันเป็นอะไรมากไปกว่าชีวิตคนคู่หนึ่งในอดีตกาล แต่ฝรั่งที่นับถือ ศาสนาคริสต์ส่วนใหญ่มักเชื่อว่า ทุกคนเกิดมาพร้อมกับพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า

ด้วยเหตุนี้ฝรั่งจึงอาจมองว่า อิน-จันเกิดมาเพื่อเป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆ เห็นว่า ความขัดแย้งอยู่ร่วมกันได้ อิน-จันจึงเป็นสัญลักษณ์ที่นักคิด นักเขียนหลายคนเคยนํามาเปรียบเปรยกับกรณีขัดแย้งต่างๆ นานา เช่น สงครามกลางเมืองในสหรัฐ

ฉะนั้น ในยุคที่การเมืองผ่าประเทศไทยเป็น 2 ซีก เราอาจต้องอาศัย “อินจัน” เป็นแบบอย่าง เผื่อจะมีโอกาสนำพาประเทศไปสู่ความเจริญมั่นคงและมั่งคั่งกับเขาบ้าง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “ไปงานฉลอง 200 ปีชาตกาลอิน-จัน” เขียนโดย วิลาส นิรันดร์สุขศิริ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2554

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 มิถุนายน 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดูบ้านหลังแรกของ “อินจัน” แฝดสยามก้องโลก สู่การรวมตัวทายาททั้งคู่ครั้งแรก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...