โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เผยเอกสารเก่า ขุนนางผู้ใหญ่ชีวิตตกอับ ขายตัวเองเป็นทาสสมัยรัชกาลที่ 5 มีใครบ้าง?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 01 พ.ค. 2565 เวลา 04.44 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2565 เวลา 04.41 น.
ทาสชาวสยาม มีสภาพชีวิตแทบไม่ต่างจากไพร่สามัญในทัศนะของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 5 จากหอสมุดดำรงราชานุภาพ) / ภาพซ้ายคือ เอกสารโบราณลำดับที่ 84

พ.ศ. 2445 ก่อนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคตไม่กี่ปี (รัชกาลที่ 5 สวรรคต พ.ศ. 2453) ยังมีการขายตัวเป็นทาสนายเงิน ดังเอกสารโบราณลำดับที่ 23 เป็นสัญญาขายตัวของอ้ายเพชร เมื่อวันที่ 6 กันยายน ร.ศ. 121

หนังสือสัญญาดังกล่าวเรียกว่า สารกรมธรรม์ เป็นแบบฟอร์มที่พิมพ์จำหน่ายจากโรงพิมพ์หลวง (ตะพานเหล็กโรงหวย) แบบฟอร์มดังกล่าวพิมพ์ข้อความสำคัญไว้เกือบทั้งสิ้น และมีส่วนว่างให้เติมข้อความสำคัญอื่นๆ เช่น ชื่อทาส ชื่อนายเงิน จำนวนเงิน และตำแหน่งพนักงานที่จดทะเบียนสารกรมธรรม์ พร้อมกับประทับตราประจำตำแหน่ง ฯลฯ

เอกสารกรมธรรม์ซื้อทาสดังกล่าวเป็นเอกสารโบราณของทางราชการเมืองนครราชสีมา เพิ่งค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2538 จำนวน 138 ฉบับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

การซื้อทาสขายทาส รวมทั้งยอมขายตนเองเป็นทาสแก่นายเงินนั้น มีกฎหมายบังคับก่อนที่จะมี พ.ร.บ.เลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ตามที่ทราบกันอยู่ทั่วไปนั้น แต่ยังไม่พบหลักฐานการทำหนังสือสัญญายอมขายตัวเป็นทาส รวมทั้งขบวนการเข้าสู่ระบบทาส ซึ่งมีการสอบถามความยินยอมพร้อมใจของทาสผู้ยอมขายตัวเองต่อหน้าข้าราชการผู้ใหญ่ และพยานดีแล้ว ทางราชการจึงจะทำหนังสือสารกรมธรรม์ หรือหนังสือสัญญาขายตัว โดยมีนายอำเภอ (เจ้าเมืองหรือข้าราชการผู้ใหญ่) มีพยาน และเสมียน นั่งพร้อมกันสอบถามความสมยอมพร้อมใจของผู้ขายตัวเป็นทาส และนายเงิน เมื่อเห็นว่าไม่ได้บังคับกดขี่คดโกงกัน จึงจะประทับตราประจำตำแหน่ง (ตรารูปหนุมานทรงเครื่อง) ไว้เป็นสำคัญอย่างน้อย 3 แห่ง คือ 1. ศก (วัน เดือน ปี) 2. เรือนเงิน (คือจำนวนเงินที่ซื้อขาย) 3. ชื่อทาส (ชื่อทาส ชื่อเมีย และพ่อแม่ถ้ามี)

เอกสารโบราณว่าด้วยสารกรมธรรม์การขายตัวเป็นทาสนี้พบจำนวนมาก (ประมาณ 138 ฉบับ) ที่บ้านคุณยายยี่สุ่น ไกรฤกษ์ บ้านอยู่ถนนมหาดไทยในเขตเทศบาลนครราชสีมา เมื่อ พ.ศ. 2538 (เมื่อพ.ศ. 2547 อยู่ในความครอบครองของนางเสริมศรี โชรัมย์ ทายาท) และได้มอบให้สำนักศิลปวัฒนธรรมสถาบันราชภัฏนครราชสีมา ต่อมา พ.ศ. 2545 สำนักศิลปวัฒนธรรมได้พิมพ์เผยแพร่ชื่อว่า เอกสารโบราณ เล่ม 1 สารกรมธรรม์ มีเอกสารโบราณจำนวน 138 ฉบับ ฉบับเก่าสุดลงศักราชตรงกับ พ.ศ. 2399 และฉบับล่าสุดลงศักราช พ.ศ. 2445 ซึ่งเอกสารโบราณดังกล่าว เป็นสารกรมธรรม์ขายตัวเองเป็นทาสส่วนใหญ่ มีบางส่วนเป็นสารกรมธรรม์นายเงินขายทาสให้นายเงิน โดยความยินยอมของนายเงินและทาส และบางส่วนเป็นสัญญากู้เงิน

เอกสารโบราณดังกล่าว เขียนด้วยอักษรไทย ลายมือโบราณส่วนหนึ่ง (สารกรมธรรม์ พ.ศ. 2399-พ.ศ. 2429) ส่วนเอกสารทำหลัง พ.ศ. 2429 ถึง พ.ศ. 2445 จะมีแบบฟอร์มพิมพ์จากโรงพิมพ์หลวง และมีคำชี้แจงด้านหลังว่า กระดาษที่จะใช้ทำหนังสือสัญญาต่างๆ ที่ทำเพื่อใช้เป็นพยานในโรงศาลทั้งปวงที่มีสารกรมธรรม์สัญญา เป็นต้น ควรใช้กระดาษหลวงที่มีตราหลวงสำหรับการนั้นๆ ให้ผู้ทำพิเคราะห์จงดี จึงจะเป็นการมั่นคงดี ที่อำเภอจะต้องใช้กระดาษต่างๆ และกระดาษต่างๆ ซึ่งเป็นที่ต้องการทุกสิ่งทุกอย่างนี้ จำหน่ายที่โรงพิมพ์หลวง แลที่ตึกแถวถนนใหม่ที่สุดริมตะพานเหล็กโรงหวย แลบ้านอำเภอทุกๆ แห่ง

จากหลักฐานเอกสาร สารกรมธรรม์ ข้างต้นนั้น เป็นหลักฐานว่า ในหัวเมืองนครราชสีมายังมีการขายตัวเป็นทาสจนถึง พ.ศ. 2445 แม้ว่าทางราชธานีจะประกาศเลิกทาสแล้วก็ตาม อีกประการหนึ่ง ในตอนต้นรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าฯ ที่ยังมิได้ประกาศเลิกทาสนั้น ทางราชการยังพิมพ์แบบฟอร์มสัญญาสารกรมธรรม์ขายตัวเองเป็นทาส ซึ่งมีรายละเอียดรูปพรรณของตัวทาส และมีพยาน มีการสอบถามความสมัครใจทั้งสองฝ่าย ลงชื่อ ประทับตราประจำตำแหน่งกันอย่างเป็นระบบ

จากการศึกษาเอกสารโบราณที่พบอยู่บ้านคุณยายยี่สุ่น ไกรฤกษ์ ในเขตเทศบาลเมืองนครราชสีมา เมื่อ พ.ศ. 2538 นั้น ทำให้เข้าใจขบวนการขายตัวเป็นทาสนายเงินหลายกรณี นั่นคือ 1. กรณีเกิดยากจนเป็นหนี้สิน จึงยอมขายตนเองเป็นทาส 2. กรณีนายทาส (เจ้าของทาส) มีความประสงค์จะขายทาสให้นายเงินคนอื่น 3. กรณีเป็นคดีความถูกศาลสั่งปรับไหมเป็นเงินจำนวนมาก (1 ชั่ง 2 ชั่ง) จึงต้องขายตนเองและลูกเมียเป็นทาส เพื่อนำเงินไปใช้ค่าปรับไหม 4. กรณีมูลนายขายตนเองเป็นทาสนายเงิน 5. กรณีทาสขอเพิ่มค่าตัวโดยเปลี่ยนนายเงินใหม่

สำหรับกรณีที่ 1 นั้น พบว่ามีขุนนางผู้ใหญ่ขายตนเองเป็นทาสด้วย

หลวงภักดีสงคราม

ในกรณีขุนนางผู้ใหญ่ขายตนเองและเมียเป็นทาส นายเงินที่เป็นชาวจีน ไม่มีรายละเอียดว่าท่านหลวงภักดีสงคราม ยากจนเพราะเหตุใด และเงินค่าขายตัวเพียง 2 ชั่ง 14 ตำลึง (ทั้งสองคนผัวเมีย) ก็ไม่ได้สูงกว่าไพร่เลวอื่นๆ ที่ขายตัวเป็นทาสในสมัยเดียวกัน (พ.ศ. 2416) และไม่พบรายละเอียดเกี่ยวกับตัวท่านหลวงภักดีสงครามและนางคล้าย (ภรรยา) ว่ามีอายุมากน้อยเท่าใด อยู่ในราชการหรือถูกปลดออกจากราชการ เงินเบี้ยหวัดทรัพย์สมบัติสูญสิ้นไปไหนหมด จึงสิ้นเนื้อประดาตัว จนต้องขายตนเองเป็นทาสแก่จีนทองจีน และนางนกแก้วภรรยา ซึ่งนายเงิน (จีนทองจีนและนางนกแก้ว) พบชื่ออยู่ในสารกรมธรรม์สมัยเดียวกันนี้หลายฉบับ แสดงว่ามีบ้านเรือนอยู่ที่เมืองนครราชสีมา

ส่วนหลวงภักดีสงครามและนางคล้าย (ภรรยา) คงเป็นขุนนางตกยากของเมืองนครราชสีมา และน่าจะถูกปลดประจำการเพราะพบในสารกรมธรรม์บางแห่งเขียนว่า อ้ายหลวงภักดีสงคราม สารกรมธรรม์ฉบับนี้อยู่ในเอกสารโบราณลำดับที่ 84 หน้า 109 มีใจความดังนี้

๐ วันพุธ เดือนสิบเอ็ด ขึ้นสามค่ำ จุลศักราช ๑๒๓๕ ปีระกาเบญจศก (พ.ศ. ๒๔๑๖) ตูข้าอ้ายหลวงภักดีสงคราม อีคล้ายผู้เมีย ทุกข์ยาก พร้อมใจกันทำหนังสือสารกรมธรรม์ขายตัวเองอยู่กับท่านจีนทองจีนผัว นางนกแก้วเมีย (แต่ต้น) เป็นเงินตราสองชั่งสิบสี่ตำลึง ตูข้าเข้าอยู่รับใช้สอยการงานต่างกิริยาดอกเบี้ยของท่าน ถ้าตูข้าขัดแข็งบิด (พลิ้ว) หลบ (หนีไป) มามิให้ท่านใช้สอยการงานต่างกิริยาดอกเบี้ยของท่านไซร้ ให้ท่านคิดเอาต้นเงินและดอกเบี้ยกับตูข้าจงเต็ม (ถ้า) ตูข้าขัดแข็งบิดพลิ้วไปมามิให้ต้นเงินและค่าป่วยการของท่านไซร้ ให้ท่านเอาหนังสือสารกรมธรรม์ (ขายตัว) เองใบนี้ ออกร้องเรียกว่ากล่าวเอาตามความแผ่นดินกะบิลเมืองของท่านเถิด ตูข้าหลวงภักดีสงครามผัว คล้ายผู้เมีย ขีดแกงได ให้ไว้แก่ท่านเป็นสำคัญ

ขุนอินทร์

อีกกรณีหนึ่งขุนอินทร์ อายุสี่สิบห้าปีขายตัวเองเป็นทาสของแม่เลื่อนนายเงิน เป็นเงิน 1 ชั่ง 5 ตำลึง เมื่อวันอาทิตย์ เดือนสิบเอ็ด ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีระกานพศก จุลศักราช 1259 (วันที่ 26 กันยายน ร.ศ. 116/พ.ศ. 2440) โดยมีพระเจริญราชกิจ นายอำเภอเป็นผู้ออกหนังสือสารกรมธรรม์

รูปแบบหนังสือสารกรมธรรม์ฉบับนี้ เป็นฉบับพิมพ์จากโรงพิมพ์หลวง เป็นแบบฟอร์มที่มีรายละเอียดมากกว่าสารกรมธรรม์ที่เขียนด้วยลายมือ เช่น ลงชื่อพระเจริญราชกิจ-ผู้นั่ง (ประธาน) นายยอด-เสมียน ขุนอินทร-ตัวทาส จีนทองคำ-มาแทนนายเงิน นายหมา-พยาน ส่วนตอนท้ายของสัญญาจะมีตารางบันทึกรายละเอียดของตัวทาส ได้แก่ ชื่อผู้สัญญา-อ้ายขุนอินทร์ตัวทาส บิดามารดาหรือบุตรภรรยา-เมียชื่อสายราย อายุ-สี่สิบห้าปี ตำหนิ-มีไฝริมจมูกขวา ผิวเนื้อ-ดำแดง รูปพรรณ-สันทัด ลงชื่อ-อ้ายขุนอินทร์ นายหมา-พยาน

หมายเหตุ หลังจากทำสารกรมธรรม์ฉบับนี้เพียง 11 วัน ขุนอินทร์ก็เอาเงินมาคืน 15 ตำลึง คงค้างค่าตัวอีก 10 ตำลึง ดังปรากฏบันทึกด้านหลังสารกรมธรรม์ว่า วันที่ 7 ตุลาคม ร.ศ. 116 ขุนอินทร์ ตัวทาส ได้เอาเงินมาส่งแม่เลื่อน นายเงิน 15 ตำลึง ต้นเงินยังคงค้างอยู่ในสารกรมธรรม์เป็นเงิน 10 ตำลึง จึงให้สลักหลังสารกรมธรรม์ไว้เป็นสำคัญ

การที่ขุนนางที่ยอมขายตัวเองเป็นทาสนายเงิน ทั้งหลวงภักดีสงคราม และขุนอินทร์ แสดงให้เห็นว่าขุนนางจำนวนหนึ่งที่ยากจนเพราะถูกออกจากราชการ หรือถูกลงโทษ และมีความประพฤติเสื่อมเสีย มีหนี้สินมากมายถึงขั้นขายตัวเป็นทาส และไม่ได้มีค่าตัวมากกว่าไพร่เลว นั่นคือ หลวงภักดีสงครามกับภรรยาขายตัวเองเป็นเงิน 2 ชั่ง 14 ตำลึง ส่วนขุนอินทร์ (คนเดียว) ขายตัวเองเป็นเงิน 1 ชั่ง 5 ตำลึง ซึ่งเป็นราคาที่ขายตัวเองเป็นทาสกันในสมัยนั้น

หมายเหตุ: เนื้อหานี้คัดย่อ จัดย่อหน้าใหม่ และเรียบเรียงจากบทความ “ซื้อทาส สมัยรัชกาลที่ 5” โดย ธวัช ปุณโณทก ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม พ.ศ. 2547

(เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 มิถุนายน 2563)

บรรณานุกรม

สำนักศิลปวัฒนธรรมสถาบันราชภัฏนครราชสีมา. เอกสารโบราณ เล่ม 1 สารกรมธรรม์. เอกสารสำเนา, พ.ศ. 2545.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...