โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้นกลุ่ม ปตท. กัดฟันปันผล "PTTEP" จ่ายสูงสุด "OR" จ่ายครั้งแรก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 มิ.ย. 2565 เวลา 02.57 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 17.06 น.

สัปดาห์ก่อนกลุ่มบริษัท ปตท.ทยอยประกาศผลดำเนินงานงวดไตรมาส 4/2563 และภาพรวมทั้งปี 2563 กันไปแล้ว โดยพบว่า ภาพรวมกำไรสุทธิของกลุ่มชะลอตัวลงกว่าประมาณการที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้

เริ่มจากบริษัทแม่ บมจ.ปตท. (PTT) กำไรสุทธิงวดปี 2563 อยู่ที่ 37,766 ล้านบาทลดลง 59.4% จากปีก่อน (YOY) ส่วนไตรมาส 4/63 มีกำไรสุทธิ 13,147 ล้านบาท ลดลง 24.6% YOY และลดลง 6.9%

เทียบกับไตรมาสก่อน (QOQ) ถัดมา บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ทั้งปีมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 720 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (22,664.01 ล้านบาท) ลดลง 54% YOY ส่วนไตรมาส 4/63 กำไรที่ 81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 79% YOY และ 65% QOQ

ขณะที่ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) มีกำไรสุทธิทั้งปีอยู่ที่ 200 ล้านบาท ลดลง 98% YOY ส่วนไตรมาส 4/63 กำไรสุทธิ 6,405 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า200% ทั้ง YOY และ QOQ

ต่อมา บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) กำไรสุทธิปี 2563 อยู่ที่ 8,490 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% จากปีก่อน ส่วนไตรมาส 4/63 มีกำไรสุทธิ 1,769 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% YOY แต่ลดลง 36% QOQ

ด้าน บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ปี 2563 ขาดทุน 3,301 ล้านบาท ลดลง 153% YOY ส่วนไตรมาส 4/63 กำไรสุทธิ 7,257 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 266% YOY และเพิ่มขึ้น 915% QOQ ส่วน บมจ.ไออาร์พีซี(IRPC)

ปี 2563 ขาดทุน 6,152 ล้านบาทส่วนไตรมาส 4/63 กำไรสุทธิ 1,608 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YOY และสุดท้าย บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) น้องใหม่ที่เพิ่งเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ กำไรสุทธิปี 2563 ที่ 8,791 ล้านบาท ลดลง 19.3% ส่วนไตรมาส 4/63 กำไรสุทธิที่ 2,923 เพิ่มขึ้น 50.1% YOY แต่ลดลง 15.3% QOQ

โดยทั้ง 7 บริษัท ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลงวดปี 2563 (ดูตาราง) ซึ่ง PTTEP จ่ายสูงสุดที่ 2.75 บาทต่อหุ้น ส่วน OR จ่ายปันผลครั้งแรกหลังเข้าตลาดหุ้น 0.10 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ เมื่อรวมปันผลระหว่างกาล จะพบว่า PTTEPจ่ายปันผลรวมทั้งสิ้น 4.25 บาทต่อหุ้น ถัดมา GPSC จ่าย 1.50 บาทต่อหุ้น ขณะที่ PTT จ่าย 1 บาทต่อหุ้น ส่วน PTTGC, TOP และ IRPC งดจ่ายปันผลระหว่างกาล จากผลกระทบโควิด-19 ทั้งนี้ ทางกลุ่ม ปตท.คาดว่าปี 2564 จะกลับมาจ่ายปันผลปีละ 2 ครั้งได้ตามปกติ

“อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่ม ปตท. กล่าวว่า ได้จัดเตรียมวงเงินลงทุนของ ปตท. และบริษัทที่ ปตท.ถือหุ้น100% ระหว่างปี 2564-2568 รวม 103,267 ล้านบาท

แบ่งเป็น ลงทุนธุรกิจก๊าซ 30% การร่วมทุนและการลงทุนในบริษัทย่อย 26% การลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว(PTTLNG) 21% ธุรกิจท่อส่งก๊าซ 13% และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน การค้าระหว่างประเทศ รวมถึงปิโตรเลียมขั้นปลาย 10%

ทั้งนี้ ยังไม่รวมเม็ดเงินที่จัดเตรียมไว้ต่างหาก (provisional) อีกประมาณ 3.32 แสนล้านบาท ขณะที่วงเงินลงทุนของบริษัทฯ ในกลุ่ม ปตท.ที่ได้รับการอนุมัติรวมมูลค่า 8.51 แสนล้านบาท ได้แก่ ธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น PTTEP 51% ธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย TOP, PTTGC, IRPC, OR 31% ธุรกิจ ปตท. 12% และ GPSC 6%

“การเติบโตของกลุ่ม ปตท. ต่อจากนี้ ยอมรับว่าต้องปรับพอร์ตไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ได้แก่ ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) เป็นต้น แต่ต้องทำให้ครบทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม (value chain) รวมถึงธุรกิจใหม่ๆ อย่างวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (life science) จะเห็นได้ว่าเรามีการจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อเข้ามาโฟกัสกับธุรกิจใหม่อย่างจริงจัง รวมถึงมีการร่วมมือกับพันธมิตร หรือรวมรวบกิจการเข้ามา ซึ่งจะมีต่อหลังจากนี้อีกเรื่อย ๆ”

“วิจิตร อารยะพิศิษฐ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ภาพรวมกำไรปี 2563 ของกลุ่ม ปตท.ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยสาเหตุหลักมาจากการบันทึกรายการด้อยค่าของสินทรัพย์จาก PTTEP มูลค่า 7.7 พันล้านบาท

ส่งผลให้ PTT และ PTTEP ที่มีสัดส่วนงบกำไรขนาดใหญ่ ฉุดภาพรวมกำไรของกลุ่ม ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ กำไรสุทธิออกมาใกล้เคียงกับประมาณการ อย่างไรก็ดี เมื่อมองภาพการลงทุนในปี 2564 กลุ่ม ปตท.ยังน่าสนใจ เนื่องจากธุรกิจได้อานิสงส์จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความน่าสนใจในแง่ของอัตราการจ่ายเงินปันผลของกลุ่มที่ 4-5% โดยกำหนดจ่ายปีละ 2 ครั้งครั้งละประมาณ 2%

“แม้กลุ่ม ปตท.จะมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 30% ของกำไรสุทธิ แต่เชื่อว่าบริษัทจะพยายามจ่ายคืนในอัตราที่สูง เพื่อให้นักลงทุนรายใหญ่อย่างกระทรวงการคลังนำไปใช้ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตต่อไปเช่น PTT ประกาศปันผล 0.82 บาท อัตราเงินปันผล (dividend yield) 2.05% ที่ระดับราคา 40 บาท คาดว่ากระทรวงการคลังจะได้รับเงินปันผลรวมมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท” นายวิจิตรกล่าว

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ฯ เลือก TOP เป็นหุ้นเด่นน่าลงทุนที่สุดในกลุ่ม ปตท. โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 65.00 บาท เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่นที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันอากาศยาน (jet fuel) เพิ่มขึ้นในปี 2564 และมองว่าราคาหุ้นที่ย่อตัวลงมาเป็นโอกาสทยอยสะสม

ขณะที่หุ้นมหาชนอย่าง OR ฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ฯ มองว่า ไม่ได้มีความสำคัญต่อผลดำเนินงานของกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเฉลี่ยกำไรปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

โดยคาดว่า PTT ที่มีสัดส่วนถือหุ้น 74.16% จะได้กำไรจาก OR แค่ประมาณ 7,500 ล้านบาท ไม่สามารถเทียบได้กับกำไรของ PTT ที่ตกปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท (ยังไม่รวมการ spin-off OR)

ด้าน “นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์” ผู้อำนวยการอาวุโส บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า PTT ประกาศจ่ายปันผลในงวดครึ่งปีหลังของปี 2563 หุ้นละ 0.82 ล้านบาท คิดเป็น dividend yield ครึ่งปีประมาณ 2% ขณะที่ราคาหุ้นยังค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มเดียวกัน โดยฝ่ายวิจัย ประเมินมูลค่าพื้นฐาน (EPS) ปี 2564 เท่ากับ 48.5 บาท/หุ้น จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” และมองเป็นจังหวะทยอยสะสมลงทุนระยะยาว

ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ในกลุ่มอย่าง PTTEP ได้รับปัจจัยบวกจากการค้นพบแหล่งกักเก็บก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในประเทศมาเลเซีย ผ่านโครงการซาราวักเอสเค 410 บี ที่บริษัทมีสัดส่วนถือหุ้น 42.5%

โดยแหล่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าว ถือเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดของ PTTEP ขณะที่บริษัทเผยว่าจะประกาศการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ภายในปี 2565 ทั้งนี้ ประเด็นข้างต้นถือเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้นในระยะยาว ประเมินราคาเหมาะสมของ PTTEP ระหว่าง 134.00-145.00 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ”

ส่วนการลงทุนในหุ้น OR บล.เอเซีย พลัส มองว่า ราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรงและเร็วจนเกินมูลค่าพื้นฐานในปี 2564 ไปแล้ว แม้ว่าบริษัทจะประกาศจ่ายปันผล 0.1 บาทหุ้น แต่คิดเป็น dividend yield ที่ 0.3% เท่านั้น ดังนั้น ในช่วงสั้นจึงปรับลดคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “สับเปลี่ยน” (switch) ไปยังบริษัทแม่ PTT ที่มีแนวโน้มราคาปรับขึ้นมากกว่า

คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ปี 2564 นี้ กลุ่ม ปตท.ที่กำลังขยายสู่ธุรกิจใหม่ ๆมากขึ้น จะทำผลงานได้ดีเพียงใด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...