โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

8 วิธีการป้องกันกำจัดโรคไวรัสด่างวงแหวนมะละกอโดยไม่ต้องใช้สารเคมี

รักบ้านเกิด

อัพเดต 11 ส.ค. 2563 เวลา 05.27 น. • เผยแพร่ 11 ส.ค. 2563 เวลา 05.27 น. • รักบ้านเกิด.คอม

ไวรัสด่างวงแหวน เป็นโรคฮิตคู่ชีวิตมะละกอ ที่ไม่ว่าจะมือเซียนแค่ไหน ถ้าปลูกมะละกอเป็นต้องได้เจอกับอาการใบหงิกเหลืองตรงยอดอ่อนแล้วลามลงมาสู่ผลและต้น มองเห็นเป็นจุดด่างดวงช้ำน้ำตามชื่อ ซึ่งเป็นโรคที่เหมือนกับจะฝังไว้ใน DNA ของมะละกอไปแล้ว เพราะเป็นโรคที่ยากจะกำจัด และมีแมลงตัวเล็กจ้อยเป็นพาหะ ผู้ปลูกมะละกอทั้งมือใหม่และมือเก๋าจำต้องมีเทคนิควิธีที่ใช้รับมือกับโรคดังกล่าว เพราะการป้องกันนั้นย่อมดีกว่าการแก้ไข เนื่องจากเป็นโรคที่แก้ไขลำบาก หากปล่อยไว้ไม่ใส่ใจจัดการให้ทันท่วงทีก็จะมีแต่เจ๊งลูกเดียว

Hilight-Kaset/47_1_17499277_963372630466326_5714203855583763577_n.jpg

อาการของโรคที่เกิดบนใบ

 

ภาพ : มะละกออินทรีย์เงินล้าน

โรคไวรัสด่างวงแหวนมะละกอ เกิดจากเชื้อไวรัส Papaya ringspot virus (PRV) ซึ่งมีแมลงหวี่ขาว เป็นพาหะ โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสนี้ถ้าเป็นแล้ว มีแต่ตายกับตายลูกเดียว แก้ไขได้ยาก เพราะเชื้อทำลายลึกลงไปในระดับเซลล์และกระจายไปทั่วต้นผ่านระบบการลำเลียงอาหารและน้ำของพืชเหมือนโรคคนที่ไปกับเลือด จึงไม่เหมือนโรคพืชที่กิดจากเชื้อราหรือแบคทีเรียที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด เฉพาะส่วน ดังนั้น หากมีการจัดการและป้องกันกำจัดดี ก็สามารถทุเลาอาการให้เบาลงหรือหายไปได้เช่นกัน ด้วย
 

8 วิธีการป้องกันกำจัด โรคไวรัสด่างวงแหวนมะละกอ โดยไม่ต้องใช้สารเคมี ดังนี้

1. ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชเป็นประจำสม่ำเสมอ แมลงศัตรูพืชที่เป็นพาหะสำคัญของโรคนี้คือแมลงหวี่ขาว รวมไปถึงแมลงปากดูดทุกชนิด เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรแดงและวัชพืชที่เป็นแหล่งอิงอาศัยของแมลงเหล่านั้น การควบคุมจำนวนประชากรแมลงจึงกลายเป็นการป้องกันการเกิดโรคขึ้นในสวนมะละกอได้ ซึ่งสามารถควบคุมได้ด้วยสูตรสมุนไพรเหล่านี้
-การใช้ผงกาแฟ กำจัดเพลี้ยชนิดต่างๆ
-น้ำหมักสูตรน็อคเพลี้ย
-กำจัดเพลี้ยด้วยหัวกลอย
-น้ำหมักสูตรฆ่าเพลี้ย
-ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย
2. ไม่ควรใช้ปุ๋ยขี้ไก่จากฟาร์มเลี้ยงทั่วไปในแปลงปลูกมะละกอ เพราะมีโซดาไฟตกค้าง เนื่องจากตามฟาร์มใหญ่ๆ จะนำโซดาไฟมาใช้ระงับกลิ่นเหม็นจากขี้ไก่ และความเป็นกรดรุนแรงของโซดาไฟ จะทำให้เซลล์มะละกออ่อนแอ ต้านทานโรคแมลงได้ไม่ดี หากเป็นขี้ไก่จากฟาร์มอินทรีย์นั้นสามารถนำมาใช้ได้ แต่ควรปล่อยให้ ความร้อนสะสมลดลงก่อน

Hilight-Kaset/47_2_ด่างวงแหวน_ต้น.jpg

อาการของโรคที่เกิดบนต้น

 

ภาพ : มะละกออินทรีย์เงินล้าน

3. ไม่ควรปลูกพืชที่มีประวัติการเกิดโรคไวรัสได้ง่ายแซมในสวนมะละกอ โดยเฉพาะพืชในวงศ์มะเขือ( Solanaceae) เช่น พริก มะเขือ ยาสูบ มันเทศ และ วงศ์ Cucurbitaceae เช่น แตง บวบ มะละ เมล่อน ฯลฯ ซึ่งเกิดโรคจากเชื้อไวรัสได้ง่าย การนำเข้าไปปลูกแซมสวนมะละกอ จึงเอื้อต่อการระบาดของโรคได้ดี เพราะเป็นที่อาศัยชั้นเลิศของแมลงพาหะนำโรคนี้
4. เลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวหรือมากเกินไป แม้ว่ามะละกอจะเป็นพืชที่ไวต่อปุ๋ยเคมีก็ตามที แต่การปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์นั้นเป็นการค่อยๆ สร้างการเติบโตให้แก่พืชได้ดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว เพราะการใช้ปุ๋ยเคมีเพียวๆ นั้นจะทำให้พืชโตพรวดพราดเกินไป ทำให้ผนังเซลล์ที่เกิดใหม่นั้นมีความอ่อนแอ จากการถูกเร่งให้ขยายขนาด หรือ เร่งโต จึงง่ายต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง
5. ไม่ควรใช้สารกำจัดวัชพืชใบกว้างในแปลงปลูกมะละกอ เช่น 2-4D ที่เลือกทำลายเฉพาะพืชใบเลี้ยงคู่หรือพืชใบกว้าง หรือ ไกลโฟเสต และ พาราคว็อท เพราะเป็นสารกำจัดวัชพืชแบบไม่เลือกทำลาย จึงทำลายทั้งวัชพืชตระกูลหญ้า(ใบเลี้ยงเดี่ยว)และวัชพืชใบเลี้ยงคู่อย่างมะละกอด้วย เนื่องจากมะละกอเป็นพืชใบเลี้ยงคู่หรือพืชใบกว้าง การนำสารกำจัดวัชพืชที่สามารถฆ่ามะละกอได้ มาใช้ในการจัดการวัชพืชในสวน จึงทำให้มะละกออ่อนแอ หากต้องการกำจัดวัชพืชในสวนมะละกอ ควรเลือกใช้สารกำจัดวัชพืชตระกูลหญ้า เช่น บิวตาคลอร์ (Butachlor) , โพรพานิล (Propanil) ,เพนดิเมทธอลิน (Pendimethalin) และ ไพราโซซัลฟูรอน-เอทิล (Pyrazosulfuron-ethyl) หรือ เลือกใช้แนวทางอินทรีย์ด้วยสูตรการผสมสารกำจัดวัชพืชใช้เอง เหล่านี้
การใช้เกลือทะเลและน้ำตาลกำจัดวัชพืช
กำจัดวัชพืชด้วยน้ำส้มควันไม้
กำจัดวัชพืชด้วยน้ำหมักผลมะม่วงหิมพานต์
-กำจัดวัชพืชด้วยจุลินทรีย์หน่อกล้วย

Hilight-Kaset/47_3_ไวรัสมะละกอ_ด่างวงแหวน.jpg

อาการของผลที่เป็นโรค

 

ภาพ : http://www.apsnet.org/publications/

6. กำจัดต้นที่เป็นโรคไวรัสด่างวงแหวนทิ้งแบบถอนรากถอนโคน เมื่อพบต้นที่เป็นโรคให้ขุดแบบถอนรากถอนออกจากแปลงไปเผาทิ้งไกลๆ สวน เพราะถ้าเกิดมีแมลงไปดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นที่เป็นโรคแล้วไปดูดกินต้นที่ไม่เป็นโรคต่อ แค่ตัวเดียวก็จบชีวิตมะละกอได้เช่นกัน เนื่องจากโรคนี้จะแสดงอาการของโรคได้เร็วมาก แค่ 15 - 30 นาทีพืชก็ออกอาการแล้วเรียบร้อย
7. รักษาด้วยเกลือแกง สูตรเด็ดเคล็ดลับจากภูมิปัญญาของชาวสวน
8. เยียวยาต้นที่เป็นโรคด้วยจุลินทรีย์หน่อกล้วย
ใช้อาหารจานด่วน(ข้อ 18) 10 ช้อนโต๊ะ + น้ำ 10 ลิตร รดโคนต้นทุกๆ 7 วัน ติดต่อกันประมาณ 3 ครั้ง จะสามารถหยุดยั้งการเกิดโรคได้ และทำให้ต้นมะละกอแข็งแรงขึ้น กลับมาติดผลดกมีรสชาติดี และหลังจากมะละกอกลับสู่ปกติแล้วให้ใช้ในอัตรา 5 ช้อนโต๊ะ+น้ำ 20 ลิตร รดโคนต้นมะละกอ ทุก 7 วัน จะทำให้ต้นแข็งแรงดีไม่อ่อนแอต่อโรคและยืดอายุการเก็บเกี่ยวได้นานขึ้น ผลที่ได้จะทนทานต่อการเน่าเสีย ทำให้เก็บรักษาได้นานขึ้น
หมายเหตุ : ไม่ควรปลูกเกิน 2 ปี ยิ่งมะละกออยู่นานยิ่งสะสมโรคมาก และไม่ควรปลูกซ้ำในพื้นที่เดิม ติดต่อกันหลายฤดูการผลิต เพราะจะเกิดการสะสมเชื้อโรคในดินไว้มากมายจึงง่ายต่อกการแพร่ระบาดได้ใหม่อีกครั้ง
เขียน/เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์Web Content Editor @ www.rakbankerd.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...