โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพลี้ยไฟกุหลาบ (Thrips)

รักบ้านเกิด

อัพเดต 25 ธ.ค. 2562 เวลา 06.29 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2562 เวลา 06.29 น. • รักบ้านเกิด.คอม

เพลี้ยไฟกุหลาบจะเข้าดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบกุหลาบทำให้ใบบิดเบี้ยวเป็นคลื่น มีรอยสีน้ำตาล, ดำ และแห้งตาย

Plant/266_1_กุหลาบ4-3.jpg

ชื่อวิทยาศาสตร์ : เพลี้ยไฟกุหลาบมี 2 ชนิด คือ
1. Scirtothrips dorsalis Hood
2. Thrips coloratus Schmutz
 

Plant/266_2_เพลี้ยไฟกุหลาบ5.gif

อาการของกุหลาบที่ถูกเพลี้ยไฟเข้าทำลาย
ลักษณะการทำลาย : (ใบกุหลาบบิดเบี้ยวเป็นคลื่น มีรอยสีน้ำตาล, ดำ และแห้งตาย)
เพลี้ยไฟกุหลาบทั้งตัวอ่อนและตัวแก่ จะดูดกินน้ำเลี้ยงส่วนอ่อนของพืช เช่น ยอดอ่อน, ตา, ดอก ทำให้ดอกมีสีซีดเป็นทางขาวๆ หรือมีสีน้ำตาล, ดำ และเหี่ยวแห้ง ทำให้ใบหงิกงอเป็นคลื่น มีรอยสีน้ำตาล, ดำ และแห้งตาย หรือทำให้ดอกและใบบิดเบี้ยวเสียรูปทรง ดอกไม่บาน ตามปกติทำให้เสียคุณภาพ ขายไม่ได้ราคา
รูปร่างลักษณะและชีวประวัติ : เพลี้ยไฟมีขนาดเล็กมาก รูปร่างเรียวยาว ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยที่มีลักษณะคล้ายกันแต่ตัวอ่อนไม่มีปีก ตัวเมียจะวางไข่ในเนื้อเยื่อพืช จะฟักออกเป็นตัวภายใน 2-3 วัน ตัวอ่อนจะมีสีเหลือง หรือสีฟางข้าว แล้วแต่ชนิด จะเริ่มดูดน้ำเลี้ยงส่วนอ่อนของพืช ต่อมา 4-5 วัน จะเข้าดักแด้ ไม่เคลื่อนไหว ไม่กินอาหาร สังเกตได้โดยหนวดจะหดสั้นชี้ตรงไปข้างหน้า ระยะนี้ใช้เวลา 1-2 วัน ก็เจริญเป็นตัวเต็มวัย มีปีก 2 คู่ ตัวเมียวางไข่โดยไม่ต้องผสมพันธุ์กับตัวผู้ ทำให้ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว
การแพร่กระจาย : เพลี้ยไฟมีการระบาดรุนแรงมากในฤดูร้อนช่วงที่มีอากาศแห้งแล้ง เคลื่อนที่โดยลม ส่วนมากเคลื่อนไหวในเวลากลางวัน ช่วงเวลา 08.00-12.00 น.
พืชอาหาร : นอกจากทำลายกุหลาบแล้วไม้ดอกอื่นๆ ด้วย เช่น กล้วยไม้, เบญจมาศ, มะลิ, ดาวเรือง, แกลดิโอลัส, เยอบีร่า, ราตรี, อัญชัน ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบในพืชเศรษฐกิจทั้งพืชไร่ พืชผัก ในไม้ผล และไม้ประดับ เช่น ไทร, หูกวาง, หูปลาช่อน ฯลฯ
การป้องกันกำจัด :

  1. การใช้กับดักกาวเหนียว เพื่อเป็นการพยากรณ์การแพร่ระบาด และลดปริมาณเพลี้ยไฟ
  2. การใช้สารเคมีกำจัดแมลง เช่น คาร์บาริล, เอ็นโดซัลแฟน, มาลาไธออน, เมทธิโอคาร์บ, คาร์โบซัลแฟน, อะบาเมคทิน, เบนฟูราคาร์บ, ฟิโพรบิล ฯลฯ
    ** การใช้สารเคมีให้พิจารณาถึงปริมาณเพลี้ยไฟว่ามีความรุนแรงขนาดไหน หลังฉีดพ่นแล้วให้ตรวจสอบดูอีกครั้งว่าจะปริมาณลดลงหรือไม่ ตลอดจนพืชอาศัยบริเวณใกล้เคียงซึ่งเป็นแหล่งสะสมด้วย
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...