โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทางออกอยู่ตรงไหนและโรคระบาดสิ้นสุดอย่างไรในอดีต : ว่าด้วยโรคระบาดในประวัติศาสตร์โลก

a day magazine

อัพเดต 27 มี.ค. 2563 เวลา 13.11 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. 2563 เวลา 15.00 น. • มนสิชา รุ่งชวาลนนท์

ฝีดาษ กาฬโรค อหิวาตกโรค และบรรดาโรคระบาดทั้งหลาย คือหายนะและความกลัวที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์ความเป็นมนุษย์

ในทางศาสนาพระคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ระบุว่า โรคระบาดคือ 1 ใน 4 จตุรอาชาแห่งวันสิ้นโลก ตำนานเล่าว่าพระผู้เป็นเจ้าจะส่งจตุรอาชาแต่ละตนมาตามลำดับเพื่อใช้ในยามโลกถึงวันพิพากษา เหล่าจตุรอาชาประกอบไปด้วยโรคระบาด (อัศวินขี่ม้าสีขาวที่สวมมงกุฎและถือคันศร) สงคราม (อัศวินขี่ม้าสีแดงและกวัดแกว่งดาบที่มีประกายไฟขนาดใหญ่) ความอดยาก (อัศวินบนม้าสีดำในมือถือตราชั่ง สัญลักษณ์ของความอดอยากทั้งมวล) และความตาย (อัศวินโครงกระดูกขี่ม้าสีเขียวหม่น)

Four Horsemen of the Apocalypse, an 1887 painting by Viktor Vasnetsov.

ในทางวิทยาศาสตร์โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่วิวัฒนาการมาก่อนการเกิดขึ้นของมนุษยชาติ แบคทีเรียมีวิวัฒนาการราว 3.5 หมื่นล้านปี ไวรัสเกิดขึ้นบนโลกมากกว่า 1.5 หมื่นล้านปี ในขณะที่มนุษย์เพิ่งเริ่มปรากฏตัวบนโลกราว 1.3 แสนปีก่อน 

เมื่อโรคร้ายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศใดประเทศหนึ่ง กระทั่งกระจายตัวไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เราเรียกสิ่งนี้ว่า โรคระบาด (epidemic) และเมื่อการระบาดกระจายตัวข้ามทวีปจนกลายเป็นสิ่งที่มีร่วมกันทั่วโลก เรายกระดับความรุนแรงของอุบัติการณ์ด้วยชื่อใหม่ที่เรียกว่า การระบาดใหญ่ (pandemic) 

มนุษยชาติเผชิญกับการระบาดใหญ่หลายครั้งในประวัติศาสตร์ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสีย แต่บางครั้งนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดของระบบสังคม ความเชื่อ ไปจนถึงศิลปวิทยาการ โรคระบาดไม่เพียงส่งผลต่อชีวิตประจำวัน แต่สร้างความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ในระดับที่ไม่ด้อยไปกว่าสงครามและความขัดแย้ง 

การระบาดใหญ่ที่ร้ายแรงที่สุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปได้ไกลกว่า 8,000 ปีก่อนคริสตกาล เราพบว่าโรคระบาดสำคัญอย่างโรคฝีดาษถูกพบในมัมมี่ของฟาโรห์อียิปต์ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 ปี ทุกวันนี้เรากำจัดโรคฝีดาษได้ด้วยการใช้วัคซีนหรือที่เรียกกันว่าการปลูกฝี แต่หลายครั้งที่การระบาดไม่ได้จบลงด้วยดีเสมอไป 

 

กาฬโรคแห่งจัสติเนียน (Plague of Justinian) กับการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

กาฬโรคแห่งจัสติเนียนตั้งชื่อตามจักรพรรดิจัสติเนียนแห่งอาณาจักรไบแซนไทน์ เชื่อกันว่าโรคระบาดนี้มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีน แต่เดินทางข้ามทวีปมาผ่านเส้นทางการค้า

กาฬโรคที่ว่ามาถึงอาณาจักรไบแซนไทน์ใน ค.ศ. 541 โดยมีหมัดที่เกาะอยู่บนหนูเป็นพาหะ และระบาดหนักจากการส่งเสบียงอาหารผ่านทางเมืองอเล็กซานเดรียในอียิปต์ เมื่อโรคร้ายมาถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิล (เมืองหลวงของอาณาจักรไบแซนไทน์ ปัจจุบันคือกรุงอิสตันบูลของตุรกี) มีผู้คนเสียชีวิตราว 5,000 คนต่อวัน และส่งผลสำคัญต่อความมั่นคงของอาณาจักรเพราะไม่มีแรงงานพอในการดูแลรักษาประชากรและดินแดนที่มีขนาดใหญ่

ไร่นาที่ปราศจากคนไถหว่านนำมาซึ่งภาวะขาดแคลนทางอาหารครั้งสำคัญ เงินทองที่เก็บไว้ใช้เพื่อทำสงครามขยายอาณาเขตถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมโรคระบาด ผลที่ตามมาคือพรมแดนของอาณาจักรถูกรุกรานและยึดครองโดยเหล่าอนารยชน

คนในยุคนั้นไม่เข้าใจสาเหตุของโรคระบาด โทษว่าเป็นความผิดของจักรพรรดิจัสติเนียนและกล่าวหาว่าพระองค์เป็นปีศาจ ถูกสาปโดยพระผู้เป็นเจ้า การกล่าวโทษลุกลามไปไกลกระทั่งสาปแช่งพระนางทีโอดอรา พระมเหสีของพระองค์ ว่าเป็นผู้นำมาซึ่งโชคร้าย

โอกาสเสียชีวิตจากการติดกาฬโรคแห่งจัสติเนียนสูงมาก คือราว 80 เปอร์เซ็นต์ โรคยังสามารถแพร่กระจายทางอากาศทำให้เกิดการติดเชื้อในปอดซึ่งเพิ่มโอกาสเสียชีวิตเป็น 90 เปอร์เซ็นต์ และหากใครโชคร้ายเจอการติดเชื้อแทรกซ้อนในกระแสเลือด โอกาสที่จะเสียชีวิตอาจกลายเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ทันที 

Emperor Justinian

กาฬโรคแห่งจัสติเนียนระบาดอยู่เพียง 1 ปี (ค.ศ. 541-542) แต่เชื่อว่ามีผู้เสียชีวิตทั่วโลกรวมกันราว 30-50 ล้านคน ประชาชนกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของกรุงคอนสแตนติโนเปิลเสียชีวิต “ผู้คนไม่รู้ว่าจะต่อสู้กับโรคร้ายยังไง อย่างเดียวที่พวกเขาทำได้คือการหลีกเลี่ยงผู้ป่วยในทุกทาง” Thomas Mockaitis ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย DePaul ในแคลิฟอร์เนีย กล่าว “ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการแพร่ระบาดจบลงได้ยังไง เชื่อกันว่าผู้ติดเชื้อบางส่วนรอดชีวิตและสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นมาหลังประชากรจำนวนมากเสียชีวิต” 

แม้มีหลักฐานเหลืออยู่ไม่มาก แต่นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันสันนิษฐานว่าโรคระบาดนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการล่มสลายของอาณาจักรไบแซนไทน์ในอีกหลายร้อยปีต่อมา 

Saint Sebastian pleads with Jesus for the life of a gravedigger afflicted by plague during the Plague of Justinian. (Josse Lieferinxe, c. 1497–1499)

 

กาฬมรณะ (Black Death) และการกักตัวครั้งแรกของโลก 

ในช่วงศตวรรษที่ 14 กาฬโรคหรือ Black Death แพร่จากเอเชียมายังยุโรป เชื่อกันว่าโรคนี้มาพร้อมการรุกรานของกองทัพมองโกลโดยมีหนูและเห็บหมัดเป็นพาหะสำคัญ โดยสมัยนั้นทหารมองโกลใช้ศพของทหารที่ป่วยเป็นโรคโยนเข้าไปในเมืองเพื่อให้ประชาชนป่วยตายโดยไม่มียารักษา หลายคนมองว่ากาฬโรคเป็นอาวุธชีวภาพของโลกยุคโบราณ ส่วนที่เรียกกันว่า Black Death เพราะผู้ป่วยมักมีตุ่มหนองสีดำและอาเจียนเป็นเลือดสีดำในระยะสุดท้าย

The Franciscans treating victims of the plague, miniature from La Franceschina, ca 1474, codex by Jacopo Oddi.

ชาวยุโรปที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต้องเจอกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตประชากรไปถึง 30-60 เปอร์เซ็นต์ในเวลาเพียง 6 ปี โรคนี้กลายเป็นปัญหาเรื้อรังของภูมิภาค แม้การระบาดหนักจะกินเวลาช่วง ค.ศ. 1347-1351 แต่ทำให้ประชากรเสียชีวิตมากถึง 200 ล้านคน และต้องใช้เวลาฟื้นฟูถึงกว่า 200 ปี 

การฝังศพผู้เสียชีวิตจากกาฬมรณะในเมืองตูร์แน ภาพประกอบจากบันทึกของ Gilles Li Muisis อธิการอารามนักบุญมาร์แต็งแห่งตูร์แน

ในเมืองที่มีประชาการหนาแน่นอย่างลอนดอนและปารีส ประชากรกว่าครึ่งติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคระบาด ทำให้เกิดการปิดเมืองและท่าเรือเพื่อกักตัวประชาชนไม่ให้สัมผัสกับโรคร้าย เมืองท่าสำคัญอย่างเวนิสมีมาตรการให้เรือทุกลำกักตัวเป็นเวลา 30 วันก่อนจะแล่นเข้าเทียบท่า ช่วงเวลานี้ถูกระบุในกฎหมายว่า trentino และเมื่อจำนวนวันกักตัวเพิ่มเป็น 40 วัน จึงมีการระบุช่วงเวลากักตัวใหม่ว่า quarantino ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า quarantine (การกักตัว)

ปัจจุบันมาตรการนี้ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตก และสามารถลดการแพร่กระจายของโรคได้จริง 

Copper engraving of Doctor Schnabel (i.e., Dr. Beak), a plague doctor in seventeenth-century Rome, circa 1656

ในระหว่างนี้ชาวยุโรปเริ่มหมกมุ่นกับศาสนาและศิลปะของความตาย คำว่า memento mori ข้อความในภาษาละตินที่แปลเป็นภาษาอังกฤษง่ายๆ คือ Remember you will die. หมายถึงความตายจะมาถึงมนุษย์ทุกคน กลายเป็นคติเตือนใจที่เป็นแรงบันดาลใจของงานศิลปะสมัยต่อมา เรียกกันว่า ars moriendi หรือ art of dying well

Death and the Miser, Frans Francken II (1581–1642), Wellcome Collection

Austrian Master. Vanity Portrait of a Lady. 1700s.

กาฬมรณะยังส่งผลสำคัญให้ระบบฟิวดัลหรือระบบศักดินาสวามิภักดิ์ล่มสลาย เพราะผู้คนที่รอดชีวิตมีจำนวนน้อยมากและเหล่าทาสติดที่ดินของขุนนางมีทางเลือกมากขึ้นที่จะทำงานเพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า 

Vanitas by Harmen Steenwijck

 

โรคระบาดครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอน (Great Plague of London) นโยบายปิดพื้นที่สาธารณะเอาชนะโรคร้ายได้ในที่สุด

กาฬโรคไม่เคยหมดไปจากลอนดอน ในช่วง ค.ศ. 1348-1665 มีการระบาดของกาฬโรคในลอนดอนอย่างน้อย 40 ครั้ง แต่ละครั้งส่งผลให้ประชากรในเมืองหลวงของอังกฤษเสียชีวิตราว 20 เปอร์เซ็นต์

ช่วงต้นของทศวรรษที่ 1500 อังกฤษผ่านกฎหมายสำคัญฉบับแรกในประวัติศาสตร์ให้มีการกักแยกผู้ป่วยออกจากสังคม บ้านไหนที่มีผู้ติดเชื้อต้องทำสัญลักษณ์หน้าบ้านโดยนำกองฟางมาติดไว้บนเสา ถ้ามีผู้ป่วยอยู่ในบ้านแต่จำเป็นต้องออกมาทำงานหรือซื้อหาสินค้าต้องถือเสาสีขาว (white pole) เพื่อแสดงตัว 

Scenes in the streets of London during the Great Plague of 1665.

A detail from an 18th-century oil painting depiction of the Dance of Death. WELLCOME IMAGES, LONDON/ CC BY 4.0

กาฬโรคครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายระบาดในลอนดอนเมื่อ ค.ศ. 1665 เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากร 1 แสนคนในเวลาเพียง 7 เดือน รัฐบาลตัดสินใจปิดพื้นที่สาธารณะทั้งหมด รวมถึงโรงละคร ผับ บาร์ ร้านอาหาร ผู้ติดเชื้อถูกสั่งให้อยู่ในบ้าน ห้ามออกมาโดยเด็ดขาด บ้านที่มีผู้ป่วยให้ทำสัญลักษณ์เป็นรูปกางเขนสีแดงพร้อมเขียนข้อความ ‘ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงเมตตา’ เพื่อเป็นการขอขมาต่อพระเจ้า โรงเรียนและสถานศึกษาจำนวนมากตัดสินใจปิดทำการและส่งนักศึกษากลับบ้านที่ต่างจังหวัด ผู้คนจำนวนมากย้ายออกจากเมืองใหญ่ กักตัว และทำงานจากบ้าน เพื่อป้องกันโรคระบาดไม่ให้มาถึงตัว 

โชคดีว่านโยบายกักผู้ป่วยและปิดพื้นที่สาธารณะช่วยให้ลอนดอนรอดจากการระบาดครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายมาได้ ผู้ที่มีชีวิตผ่านช่วงเวลาสำคัญคือ Sir Isaac Newton ซึ่งขณะนั้นเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ 

 

โรคฝีดาษ (smallpox) การค้นพบวัคซีนและชัยชนะของมนุษยชาติ

โรคฝีดาษเป็นฝันร้ายของยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง มาหลายศตวรรษ ผู้ติดโรคมีโอกาสเสียชีวิตถึง 3 ใน 10 และแม้รอดมาได้หลายคนมีแผลเป็นหรือบางรายอาจถึงขั้นตาบอด การระบาดของฝีดาษสร้างผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดในโลกใหม่ เมื่อกองเรือของสเปนในศตวรรษที่ 15 นำโรคที่ว่าเข้าไปในทวีปอเมริกา ส่งผลให้ชาวพื้นเมืองกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เสียชีวิตเพราะไม่มียารักษาและภูมิต้านทาน ประชากรในเม็กซิโกเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน เป็นหนึ่งในเหตุผลให้อาณาจักรแอซเท็กล่มสลายและสเปนสามารถเข้าครอบครองโลกใหม่ได้สำเร็จ 

โรคฝีดาษกลับมาระบาดร้ายแรงในยุโรปอีกครั้งช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และกลายเป็นโรคที่พรากชีวิตประชากรในยุโรปมากที่สุด คือประมาณ 4 แสนคนต่อปี ทารก 1 ใน 10 เสียชีวิตจากโรคนี้ก่อนมีอายุครบ 1 ปี และที่สำคัญ​โรคนี้ไม่แบ่งแยกชนชั้นและแพร่ระบาดคร่าชีวิตบุคคลสำคัญของยุค อย่างราชินีแมรีที่ 2 แห่งอังกฤษ และพระสวามี พระเจ้าวิลเลียมที่ 1 รวมไปถึงน้องสาวของพระองค์ ควีนแอนน์ที่ 1

ฝีดาษยังเป็นสาเหตุของการสวรรคตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 1 แห่งสเปน และพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส บุตรและธิดา 4 ใน 16 คนของพระนางมาเรีย เทเรซา จักรพรรดินีแห่งออสเตรียและจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ล้วนสิ้นพระชนม์จากโรคฝีดาษตั้งแต่เด็ก

ในยุคนั้นมีการคิดการป้องกันโรคด้วยการนำเชื้ออ่อนๆ จากผู้ติดโรคมาฉีดให้บุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงดีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต แต่วิธีนี้อันตรายเพราะ 3 ใน 100 คนของผู้รับเชื้อเสียชีวิตจากโรคฝีดาษ 

Dr. Edward Jenner performing his first vaccination against smallpox on James Phipps, circa 1796.

และแล้วทางสว่างของโรคก็เริ่มปรากฏเมื่อ Edward Jenner นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษสังเกตว่าหญิงรีดนมวัวที่เคยป่วยเป็นไวรัสที่อ่อนกว่าอย่างฝีดาษวัว (cowpox) กลับไม่ป่วยเป็นโรคฝีดาษเหมือนคนทั่วไป เขาสันนิษฐานว่าโรคฝีดาษวัวน่าจะสร้างภูมิคุ้มกันให้มนุษย์ได้ จึงลองสกัดวัคซีนจากเชื้อดังกล่าวฉีดให้กับลูกชายคนทำสวนของตัวเอง ปรากฏว่าเด็กน้อยวัย 9 ขวบมีอาการไข้เพียงไม่กี่วันก็หายดี เจนเนอร์ทดลองต่อไปด้วยการฉีดเชื้อฝีดาษในตัวเด็ก ปรากฏว่าเด็กน้อยไม่มีอาการป่วยไข้ เขายังทดลองต่อไปอีกหลายครั้งจนแน่ใจ และวัคซีนที่ว่าก็ถูกใช้อย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา 

 

อหิวาตกโรค (cholera) และการปรับปรุงระบบสุขาภิบาลเพื่อป้องกันโรค

ช่วงต้นถึงปลายศตวรรษที่ 19 อหิวาตกโรคระบาดหนักในอังกฤษ มีความเชื่อว่าโรคนี้มีที่มาจากอากาศและการติดเชื้อมาจากการระบายอากาศที่ไม่ดีของกรุงลอนดอน John Snow คุณหมอช่างสังเกตไม่เชื่อทฤษฎีนี้และตั้งสมมติฐานว่าโรคระบาดน่าจะมีที่มาจากระบบน้ำที่ไม่ถูกสุขลักษณะของกรุงลอนดอน

เขาทดลองโดยดูแผนที่การแพร่กระจายของโรคและพบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อปรากฏมากเป็นพิเศษในบริเวณปั๊มน้ำแห่งหนึ่ง โดยมีผู้ติดเชื้ออหิวาตกโรคมากถึง 500 คนใน 10 วัน ในสมัยนั้นปั๊มน้ำทำหน้าที่คล้ายบ่อน้ำเพื่อให้ประชาชนในเมืองใหญ่สามารถเข้าถึงน้ำได้โดยไม่ต้องเดินไปตักในแม่น้ำ

A satirical cartoon showing the River Thames and its offspring cholera, scrofula and diptheria, circa 1858.

“หลังจากที่ศึกษาการแพร่กระจายของโรค ผมสงสัยว่าปั๊มน้ำใน Broad Street น่าจะทำให้เกิดการปนเปื้อนบางอย่างและนำไปสู่การแพร่ระบาดของเชื้อโรคผ่านทางน้ำ” สโนว์บันทึกไว้หลังจากนำผลการสำรวจไปเสนอผู้ดูแลเขต เขาสามารถโน้มน้าวให้มีการเปลี่ยนปั๊มน้ำได้สำเร็จ และเหมือนเวทมนตร์ผู้ป่วยอหิวาตกโรคลดลงทันทีอย่างมีนัยสำคัญ มีการตรวจหลังจากนั้นและพบว่าน้ำจากแม่น้ำเทมส์ซึ่งเป็นต้นน้ำปนเปื้อนสิ่งสกปรกจากแหล่งชุมชนและโรงพยาบาล ทำให้น้ำที่ถูกนำมาใช้ในปลายทางกลายเป็นศูนย์รวมสิ่งสกปรกและโรคร้าย 

การค้นพบนี้นำไปสู่การปรับปรุงระบบสุขาภิบาลขนาดใหญ่ในกรุงลอนดอน

ภาพปก : Bacchus and Ariadne, Titian, from 1520 until 1523 

อ้างอิง

britannica.com

history.com

nationalinterest.org

weforum.org

youtube.com

Highlights

  • มนุษยชาติเผชิญการระบาดใหญ่หลายครั้งในประวัติศาสตร์ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสีย แต่บางครั้งก็นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดของระบบสังคม ความเชื่อ ไปจนถึงศิลปวิทยาการ
  • การระบาดใหญ่ที่ร้ายแรงที่สุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปได้ไกลกว่า8,000 ปีก่อนคริสตกาล อย่างโรคฝีดาษ ที่พบในมัมมี่ของฟาโรห์อียิปต์ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า3,000 ปี
  • ในช่วงศตวรรษที่14 กาฬโรคแพร่จากเอเชียไปยังยุโรปจนทำให้เกิดการสั่งกักตัวครั้งแรกของโลก โดยการปิดเมืองและท่าเรือเพื่อกักตัวประชาชนไม่ให้สัมผัสกับโรคร้ายจนยุโรปรอดจากการระบาดครั้งใหญ่มาได้
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...