โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

กูรูจับสัญญาณ กนง. กระตุ้นคลังเพิ่มดีกรีอุ้มเศรษฐกิจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 มี.ค. 2563 เวลา 02.32 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2563 เวลา 02.27 น.

ตลาดค่อนข้างเซอร์ไพรส์กับท่าทีของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ได้ปรับลดประมาณการอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2563 นี้ลงอย่างแรง โดยหดตัวมากถึง -5.3% มากกว่าทุกสำนัก ทว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อ 25 มี.ค.ยังให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.75% แม้ตลาดจะคาดการณ์กันว่า กนง.น่าจะปรับลดอีกอย่างน้อย 0.25% หลังลดดอกเบี้ยในการประชุมรอบพิเศษ 0.25% ไปเมื่อ 20 มี.ค.แล้วรอบหนึ่ง

กนง.หั่นจีดีพีแรง-ไม่ลดดอกเบี้ย

“ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า กนง.ไม่ได้ลดดอกเบี้ยตามที่แบงก์คาดไว้ว่าน่าจะมีการลดดอกเบี้ยลงควบคู่กันกับการมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ สะท้อนว่า กนง.ให้น้ำหนักเรื่องการแบ่งเบาภาระภาคประชาชนสำคัญกว่า

“ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ธปท. ส่งสัญญาณว่า ไม่ได้มองการลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำควบคู่กับนโยบายด้านอื่น ๆ อย่างไรก็ดี การประเมินจีดีพี -5.3% ถือว่า กนง.สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพราะสถานการณ์ขณะนี้ค่อนข้างใหญ่

“ตอนนี้เป็นสถานการณ์ที่ช็อกลึกและค่อนข้างใหญ่ แต่เป็นช็อกชั่วคราวเนื่องจากเศรษฐกิจจะกลับมาดีขึ้นในปี 2564 ภายใต้สมมุติฐานที่การระบาดของไวรัสโควิด-19 จะจบ โดยจะลงลึกในไตรมาส 2 ดังนั้น ธปท.พยายามให้ภาคธุรกิจรักษาสภาพคล่องและระมัดระวังมากขึ้น ซึ่ง ธปท.พยายามทำควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือภาระลูกหนี้”

เชื่อลดดอกเบี้ยฉุกเฉินอีกรอบ

“ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า กนง.แทบไม่ได้อธิบายเหตุผลเลยว่า เหตุใดจึงไม่ลดดอกเบี้ยรอบนี้ โดยระบุเพียงว่า “เห็นพ้องว่าต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาสภาพคล่องให้ตรงจุด จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ซึ่งจริง ๆ แล้วสามารถทำไปพร้อมกันได้ ทำให้ กนง.อาจจะให้มีมาตรการบางอย่างเพิ่มเติมอีก

“ก่อนหน้านี้มีการลดดอกเบี้ยในการประชุมฉุกเฉิน ก็ทำให้คิดได้เหมือนกันว่า การไม่ลดดอกเบี้ยรอบนี้ อาจจะมีประชุมฉุกเฉินเพื่อลดดอกเบี้ยอีกที”

ฟาก “ดร.สมประวิณ” มองว่า ในการประชุม กนง.รอบหน้าช่วงไตรมาส 2 น่าจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง และมีความเป็นไปได้ที่เป็นการเรียกประชุมนัดพิเศษ รวมถึงออกนโยบายด้านอื่น ๆ เพิ่มเติม

“ตอนนี้นโยบายที่ออกมาจะเป็นเรื่องการบรรเทาภาระหนี้ แต่ยังขาดนโยบายด้านสภาพคล่อง ซึ่งประชาชนต้องการสภาพคล่อง เพราะรายได้ไม่มี ไม่สามารถชำระหนี้ และไม่มีใช้จ่ายในการบริโภคด้วย รวมถึงภาคเอกชน-ภาคธุรกิจด้วย”

ส่วน “ธัญญลักษณ์” เห็นว่า ธปท.ไม่ได้ปิดช่องการลดดอกเบี้ย โดยรอประเมินสถานการณ์ของการระบาดของไวรัสที่จะกระทบภาคธุรกิจ การจ้างงาน ภาคประชาชนก่อน และทำผ่านมาตรการ

ช่วยเหลือต่าง ๆ มากกว่าการใช้ดอกเบี้ยนำ

“ในรายงานจะเห็นว่า ใช้คำ ‘เจ็บแต่จบ’ ซึ่งมองว่าเศรษฐกิจจะลงลึกในปีนี้ แต่ก็จะรีบาวนด์กลับมาในปี 2564 เพราะเราเจอภาวะช็อกชั่วคราวเท่านั้น”

ลุ้นลดเงินนำส่ง 0.46%

นอกจากนี้ “ดร.พิพัฒน์” มองว่า มีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะใช้วิธีการลดดอกเบี้ย (ในตลาด) แบบที่ไม่ต้องลดดอกเบี้ยนโยบายก็ได้ เนื่องจากย้อนไปก่อนหน้านี้ กนง.มักจะกล่าวถึงความกังวลเรื่องเสถียรภาพระบบการเงิน (financial stability) ว่าดอกเบี้ยจะต่ำเกินไป แต่รอบนี้ไม่ได้มีการพูดถึงจึงเป็นไปได้ที่ ธปท.อาจจะผ่อนปรนการนำส่งเงิน 0.46% เข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เพื่อให้แบงก์สามารถลดดอกเบี้ยลงได้อีก

“เงินนำส่ง 0.46% เป็นต้นทุนของแบงก์ก็มีความเป็นไปได้ หากลดอัตรานำส่งเป็นการชั่วคราว แลกกับให้แบงก์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งหากใช้วิธีลดเงินนำส่งก็ได้ผลเดียวกันกับลดดอกเบี้ย และยังสามารถเก็บกระสุนไว้ได้ด้วย”

เช่นเดียวกับ “ธัญญลักษณ์” ก็มองว่า มีความเป็นไปได้เรื่องการลดเงินนำส่ง เนื่องจากภาวะตอนนี้ แบงก์ต้องช่วยเหลือลูกค้าจำนวนมาก ทั้งยืดอายุหนี้ รวมถึงการปิดสาขาบางส่วน และการลดดอกเบี้ยลง ทำให้รายได้หายไปจำนวนมาก ขณะที่รายจ่ายยังคงเท่าเดิม

“หากแบงก์มีการเจรจากับ ธปท.ถึงความจำเป็น ก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะผ่อนคลายเกณฑ์เพิ่มเติม แต่การผ่อนคลายอาจจะมีกรอบระยะเวลา เช่น 6-12 เดือน เป็นต้น”

ลุ้นอัดมาตรการการเงิน-การคลัง

“ดร.พิพัฒน์” กล่าวด้วยว่า การที่ ธปท.ปรับคาดการณ์จีดีพีใหม่ หดตัวแรงถึง -5.3% นั้น อาจต้องการส่งสัญญาณว่าสถานการณ์ขณะนี้รุนแรงกว่าที่หลายคนคาด ดังนั้น มีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะมาตรการทางการคลังที่แพ็กเกจต่าง ๆ ควรจะออกมามีขนาดใหญ่ ไม่ใช่กระตุ้นแค่ครั้งละ 0.3% ของจีดีพี ซึ่งตนมองว่ารัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญ ดังนี้ 1) ต้องทำนโยบายสาธารณสุขที่ทำให้ “ทุกคนมั่นใจ” ได้ว่าควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสอยู่

2) นโยบายการคลังต้อง “มีบทบาทมากขึ้น” ในการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะหากธุรกิจต้องปิดยาว 2 เดือน จะฟื้นกลับมา

ลำบาก และ3) นโยบายการเงินจะต้อง “ผ่อนคลายที่สุด” ทั้งการจัดหาสภาพคล่องและผลักดันสภาพคล่องเข้าระบบได้อย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ปัญหาขาดสภาพคล่องระยะสั้นลุกลามจนกลายเป็น “วิกฤตเศรษฐกิจ”

“สถานการณ์วันนี้เป็นวิกฤตทั่วโลก ดังนั้น การออกมาตรการต่าง ๆ ก็อาจจะทำอย่างประเทศที่ทำไปแล้วก็ได้ เพราะทุกประเทศเจอปัญหาเหมือนกัน ผมว่าวันนี้ภาคการคลังต้องไล่ดูงบประมาณที่ไม่ใช้หรือไม่สมควรใช้ อย่างงบฯสัมมนา งบฯดูงานต่างประเทศ งบฯซื้ออาวุธ ควรนำมาใช้ช่วยระบบสาธารณสุข ช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากกว่า”

ช่วงนี้ก็คงต้องติดตามสถานการณ์และมาตรการของภาครัฐที่ออกมาต่อเนื่องอย่างใกล้ชิด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...