โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทุ่งกุลา “ไม่ร้องไห้” ใครกล่าวไว้คนแรก?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 พ.ค. 2567 เวลา 01.56 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 23.21 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา ในฤดูกาลเก็บเกี่ยว

นิยามคำว่า“ทุ่งกุลาไม่ร้องไห้” มีมาตั้งเเต่เมื่อไหร่ไม่พบหลักฐานที่แน่ชัด แต่คนที่กล่าวคนเเรกสันนิษฐานว่าคือ พระยาสุนทรพิพิธ (เชย สุนทรพิพิธ) เมื่อครั้งที่ท่านมาดำรงตำเเหน่งเลขานุการมณฑลอีสาน (อุบล) เมื่อปี พ.ศ. 2453 ท่านได้เดินทางตรวจราชการตามหัวเมืองต่างๆ ของอีสาน เเละได้เดินทางผ่านบริเวณ “ทุ่งกุลาร้องไห้” ได้บันทึกไว้ว่า

“ขณะเขียนบันทึกนี้ ปรากฏว่ารัฐบาลได้ทำทางรถยนต์จากร้อยเอ็ดไปถึงเมืองสุรินทร์แล้ว แต่ระหว่างอำเภอสุวรรณภูมิถึงอำเภอท่าตูมยังไม่เรียบร้อยขาดตอนอยู่ แต่อย่างไรก็คงสำเร็จได้ แม้กระนั้นถนนนี้ก็ยังไม่เป็นเครื่องป้องกันทุ่งสุวรรณภูมิ มิให้เป็นทะเลได้อยู่เช่นเดิม จึงมีข่าวว่าทางการราชการกำลังพิจารณาที่จะทำคันกั้น และทำทางระบายน้ำ เพื่อให้ใช้ที่ดินทำประโยชน์ในการเพาะปลูกได้ต่อไป

ซึ่งถ้าเป็นผลสำเร็จตามแผนการแล้ว ทุ่งกุลาร้องไห้ก็จะไม่ทำให้ทุ่งกุลาต้องร้องไห้อีกต่อไป แต่จะทำให้ชาวภาคอีสานปรีดาปราโมทย์ไชโยโห่ร้อง ด้วยหน้าตาอันเบิกบานตลอดกัน” (บันทึกความทรงจำเมื่อเป็นเลขานุการมณฑลอิสาน (อุบล) ของพระยาสุนทรพิพิธ เชย สุนทรพิพิธ)

ทุ่งกุลา นิยามของความแห้งแล้งกันดาร แผ่นดินแตกระแหง ผู้คนเผชิญกับความยากจนข้นแค้น ต่อมากรมพัฒนาที่ดินได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาสำรวจและพัฒนาที่ดินในปี พ.ศ. 2524 – 2527 พร้อมทั้งสร้างถนน คลองส่งน้ำและอ่างเก็บน้ำ ทำการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรได้ทำกินอย่างทั่วถึง สามารถพลิกฟื้นให้ชุ่มชื้นเขียวชอุ่ม และพบว่าดินทุ่งกุลามีคุณสมบัติเฉพาะ ที่ผลิตข้าวให้หอมเป็นพิเศษโดยไม่มีที่ไหนเหมือน

และในต้นปี พ.ศ. 2530 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ (ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ขณะนั้น) ได้น้อมนำกระแสพระราชดำริจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาช่วยเหลือราษฎรภาคอีสานใน “โครงการอีสานเขียว” ทำให้ทุ่งกุลาได้รับการพัฒนาในครั้งนั้นด้วย

เมื่อทุ่งกุลาได้รับการพัฒนาจากภาครัฐ นิยามที่บอกว่าแห้งแล้งกันดารได้เปลี่ยนมาเป็น “ทุ่งกุลาไม่ร้องไห้แล้ว” อีกครั้ง ในยุคมั่งคั่งข้าวหอม เพราะทุ่งกุลาเป็นแหล่งผลิตข้าวที่โลกรู้จักในนาม ‘ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้’ (Khao Hom Mali Thung Kula Rong Hai) ที่สร้างชื่อเสียงและเป็นสินค้าออกที่สำคัญให้กับจังหวัดในเขตทุ่งกุลา คือ จังหวัดร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, สุรินทร์, ยโสธร, และศรีสะเกษ

ปัจจุบันนี้ ทุ่งกุลาไม่ร้องไห้ (แล้ว) แต่เมื่อไหร่ที่ข้าวราคาถูก ชาวนา “อาจจะต้องร้องไห้” แทนกุลาก็เป็นได้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สุนทรพิพิธ, พระยา (เชย สุนทรพิพิธ).บันทึกความทรงจำเมื่อเป็นเลขานุการมณฑลอิสาน (อุบล). นครหลวง : โรงพิมพิ์ส่วนท้องถิ่น. 2515.

สุจิตต์ วงษ์เทศ. ทุ่งกุลา “อาณาจักรเกลือ” 2,500 ปี จากยุคแรกเริ่มล้าหลัง ถึง ยุคมั่งคั่งข้าวหอม. กรุงเทพฯ : มติชน, 2546.

วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดร้อยเอ็ด. หนังสือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2542

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 มีนาคม 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทุ่งกุลา “ไม่ร้องไห้” ใครกล่าวไว้คนแรก?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...