โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แรงกว่า "ปิดโรงงาน-ย้ายฐานการผลิต" คาดสงครามการค้าทำคนอเมริกันมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 2.8 ล้านต่อปี

Brandbuffet

อัพเดต 26 พ.ค. 2562 เวลา 08.10 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 08.10 น. • Brand Move !!

ถึงตอนนี้ต้องบอกว่า จากสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นในโลกการค้าระหว่างสองผู้นำยักษ์ใหญ่อย่าง สหรัฐอเมริกา และจีน กำลังทำให้หญ้าแพรกอย่างบริษัทต่าง ๆ ที่เข้าไปลงทุนในจีนเริ่มเกิดกระแส "ปิดโรงงาน-ย้ายฐานการผลิต" กันมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

หนึ่งในบริษัทที่มีข่าวว่าจะย้ายฐานการผลิตก็คือ Pegatron พาร์ทเนอร์รายใหญ่ของ Apple กับการย้ายฐานการผลิตไปอินโดนีเซีย และจะมีการลงทุนเพิ่มในอินโดนีเซียอีกราว 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจไปอินโดนีเซียแทนที่จะไปเวียดนามเหมือนอีกหลาย ๆ บริษัทเป็นเพราะเรื่องของค่าแรงที่ Pegatron มองว่าอินโดนีเซียคุ้มค่ามากกว่า

หรือพาร์ทเนอร์รายใหญ่ของ Apple อย่าง Foxconn ก็เป็นอีกรายที่ยืนยันแล้วว่าจะย้ายฐานการผลิต iPhone รุ่นแมสทั้งหลาย (เช่น iPhone 6s) ไปอยู่ที่อินเดียแล้วเช่นกัน

ขณะที่ Sharp นั้นก็มีรายงานว่าบริษัทจะย้ายฐานการผลิตเครื่องปรินเตอร์ระดับไฮเอนด์มายังประเทศไทยแทน พร้อมให้เหตุผลว่าสหรัฐอเมริกายังเป็นตลาดที่ใหญ่มากสำหรับสินค้ากลุ่มนี้ของ Sharp การเจอเรื่องของกำแพงภาษีจึงไม่ส่งผลดีต่อบริษัท เพราะจะทำให้บริษัทแข่งขันกับผู้ผลิตเจ้าอื่น ๆ ในตลาดสหรัฐอเมริกาได้ยากขึ้น ซึ่งรายงานจาก Nikkei Asian Review อ้างแหล่งข่าวระบุว่า การย้ายฐานการผลิตมาไทยน่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้ด้วย แต่ไม่มีตัวเลขว่าจะมีการจ้างงานเพิ่ม หรือลงทุนเพิ่มแต่อย่างใด

นอกจาก Sharp ที่เตรียมสละเรือ บริษัท Kyocera ก็มีแผนย้ายฐานการผลิตจากจีนสู่เวียดนามเช่นกัน

ท่ามกลางความไม่แน่นอน แม้กระทั่ง Sony เองก็หนีสัจธรรมข้อนี้ไม่พ้น โดยล่าสุดนอกจากการย้ายฐานการผลิต บริษัท Sony ได้ออกประกาศยุติการทำตลาดสมาร์ทโฟนในระดับโลกเสียเลย

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ Sony เป็นหนึ่งในแผนกลยุทธ์ของบริษัทที่พยายามจะลดต้นทุนต่าง ๆ ลงเพื่อให้สามารถกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ Sony ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายใน ไม่ว่าจะเป็นการรวมธุรกิจสมาร์ทโฟน, ทีวี, เครื่องเสียง และกล้องเข้าไว้ด้วยกันภายใต้ชื่อ Electronics Products and Solutions หรือการเลย์ออฟพนักงานจากแผนกสมาร์ทโฟนออกไปราวครึ่งหนึ่ง

โดยปัจจุบัน พนักงานแผนกสมาร์ทโฟนของ Sony มีอยู่ราว 4,000 คน และจะถูกเลิกจ้างไปเรื่อย ๆ จนเหลือเพียง 2,000 คนในปี 2020 นอกจากนั้น Sony ยังอยู่ระหว่างการปิดโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนในจีน และย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยด้วย

จะเป็นอย่างไร ถ้าเผชิญหน้าตรง ๆ กับภาษี 25%  

จากสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ฟังดูไร้ความหวัง และแทบไม่มีทางเปลี่ยนเกมให้กลับมาเป็นบวกได้เลย แต่ท่ามกลางกระแสข่าวการย้ายโรงงานการผลิตเพื่อหนีกำแพงภาษีนั้น ในอีกด้านหนึ่งมีบริษัทจำนวนไม่น้อยเลยที่หนีไม่ได้ และต้องหันหน้าเข้าสู้กับสงครามราคาสินค้าที่จะขยับตัวขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งท่ามกลางความกังวลนั้น ข่าวดีก็คือ ไม่ใช่แค่บริษัทที่ส่งออกสินค้าจากจีนจะบาดเจ็บ แต่ผู้บริโภคชาวอเมริกันเองก็จะโดนหางเลขจากสงครามรอบนี้ไปเต็ม ๆ

โดยมีการคาดการณ์จาก The Peterson Institute of International Economics ระบุว่า การที่สินค้านำเข้าจากจีนต้องแพงขึ้นจากกำแพงภาษีนั้น จะทำให้ครัวเรือนอเมริกัน (ตีว่าบ้านหนึ่งมีสมาชิก 3 คน) มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นราว 2,200 เหรียญสหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นเงินไทยที่ 2.8 ล้านบาท เฉลี่ยต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเดือนละ 230,000 บาทเลยทีเดียว

ส่วนสินค้าจีนที่เกรงกันว่าจะแพงขึ้นมากและนำไปสู่รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นของอเมริกันชนนั้น The Peterson Institute of International Economics มองว่าอาจไม่ใช่ทั้งหมด เพราะผู้ผลิตในสหรัฐอเมริกาเองก็เตรียมขึ้นราคาสินค้าของตัวเองเอาไว้รอท่าแล้วเช่นกัน และพร้อมจะผลักภาระทั้งหมดนั้นกลับมาให้ผู้บริโภคในประเทศแบกรับด้วย จึงเป็นไปได้ว่าสงครามการค้ารอบนี้ อาจเป็นการทำสงครามที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศสหรัฐอเมริกามากกว่าที่หลาย ๆ คนคาด

อาจารย์ David Jacobson ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ธุรกิจจาก SMU Cox School of Business และอาจารย์แลกเปลี่ยนของมหาวิทยาลัย Tsinghua กล่าวทิ้งท้ายว่า นโยบายการค้าของสหรัฐอเมริการอบนี้ประมาท และประเมินศักยภาพของจีนต่ำเกินไป

"จีนในวันนี้มีเป้าหมายระยะยาวที่จะก้าวขึ้นเป็นที่หนึ่งของโลกทั้งในด้านเทคโนโลยี, พลังงาน, ฯลฯ ซึ่งพวกเขายอมได้ที่จะลำบาก แต่พวกเขาจะไม่ยอมถูกกดดันให้ทำในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างแน่นอน"

Source

Source

Source

Source

Source

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...