โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สายพันธุ์ ไก่โคราช พร้อมยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ฟาร์มสู่ระบบอาหารยั่งยืน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 21 ก.ย 2567 เวลา 07.07 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2567 เวลา 15.31 น.

สายพันธุ์ ไก่โคราช พร้อมยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ฟาร์มสู่ระบบอาหารยั่งยืน

ปัจจุบันนี้กระแสการใส่ใจสุขภาพและการลดการพึ่งพาฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เป็นสิ่งที่กำลังถูกพูดถึงในวงกว้าง แต่อุปสรรคที่สำคัญของการพัฒนาระบบอาหารยั่งยืนในประเทศไทย คือเครือข่ายการผูกขาดของฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรมจากต้นทางจนถึงจานผู้บริโภค ตั้งแต่การผูกขาดสายพันธุ์ไก่เร่งโต รวมไปจนถึงผลกระทบจากการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ ที่เป็นปัจจัยความเสี่ยงให้เกิดเชื้อดื้อยาและส่งต่อถึงคน และน้ำเสียจากฟาร์มที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม ล้วนส่งผลกระทบย้อนกลับสู่ผู้บริโภค ขณะที่เกษตรกรรายย่อยไม่มีโอกาสแข่งขันกับบริษัทรายใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมกลไกของอุตสาหกรรมทั้งตลาดไว้อย่างเบ็ดเสร็จ

ขณะเดียวกันเกษตรกรเลี้ยงไก่กลุ่มหนึ่งกำลังพยายามหาแนวทางการปฏิรูประบบอาหารที่เกื้อกูล คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ทั้งยังต้องการลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากบริษัทใหญ่ จึงริเริ่มการทำฟาร์มไก่ขนาดย่อม โดยคัดเลือกสายพันธุ์ไก่โคราชในการทำฟาร์มอย่างยั่งยืน โดยสร้างโมเดลต้นแบบการเลี้ยงไก่ที่มีมาตรฐานสวัสดิภาพสูง ภายใต้โครงการฟาร์มแชมเปี้ยน (Farm Champion Project) ที่มีเกษตรกร 11 ราย จาก 6 จังหวัด ผ่านการสนับสนุนขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)

“ไก่โคราช” เป็นสายพันธุ์ไก่จากผลสำเร็จของงานวิจัยของสาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางสัตว์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ถูกพัฒนาสายพันธุ์ให้เลี้ยงง่าย ทนต่อความแปรปวนของสภาพอากาศของไทย ทนโรค โตไว เหมาะกับทุกสภาพพื้นที่ ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3 เดือน จะได้น้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม

ผศ.ดร.วิทธวัช โมฬี อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางสัตว์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในฐานะหัวหน้างานวิจัยของโครงการฟาร์มแชมเปี้ยน กล่าวว่า ไก่โคราชเป็นไก่ลูกผสม พ่อพันธุ์เป็นไก่พื้นเมืองพันธุ์เหลืองหางขาว กับแม่พันธุ์เป็นไก่สายพันธุ์ มทส. มีจุดเด่นคือรสสัมผัสและรสชาติของเนื้อไก่ มีความเหนียวนุ่มอร่อยเหมือนไก่บ้านแต่มีปริมาณเนื้อที่มากกว่า ที่สำคัญแม่พันธุ์ให้ไข่ดกกว่าไก่บ้านจึงสามารถผลิตลูกไก่ได้ในราคาที่สมเหตุสมผล

“ไก่โคราชถูกพัฒนามาให้เกษตรกรรายย่อยเลี้ยงเป็นอาชีพ สามารถลืมตาอ้าปากได้ ไม่ต้องเลี้ยงแบบเข้มข้นเหมือนฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีไก่นับหมื่นตัวแออัดในคอกระบบปิด การพัฒนาไปสู่การเลี้ยงได้อย่างยั่งยืนควรเลี้ยงไม่เกิน 8 ตัว ต่อ 1 ตร.ม. สามารถเลี้ยงเพียงหลักร้อยหรือหลักพันขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ ซึ่ง มทส. จะเป็นผู้ผลิตลูกไก่ให้แก่เกษตรกร และนำรายได้ไปพัฒนาการวิจัยเพื่อกลับมาสนับสนุนเกษตรกรต่อไป” ผศ.ดร.วิทธวัช กล่าว

ผศ.ดร.วิทธวัช มองว่า แนวทางการเลี้ยงไก่โคราชสอดคล้องกับแนวคิดขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ที่ทำงานส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม โดยสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงไก่ ให้มีการจัดการพื้นที่ให้ไก่ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติและมีความสุข ส่งผลต่อสุขภาพไก่ให้ดีขึ้น ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ นับเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้บริโภค รวมถึงยังเป็นโอกาสใหม่ทางการตลาด ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น มีอาหารที่ปลอดภัยและมั่นใจได้ว่ามาจากฟาร์มที่ให้ความสำคัญเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ ส่วนเกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเลี้ยงไก่จำนวนมากเกินไป ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

ด้านนายเขมรัช อมรวัตพงศ์ Regional Campaign Manager – Southeast Asia องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก กล่าวว่า นอกจากการที่องค์กรได้สนับสนุนโครงการฟาร์มเเชมเปี้ยนให้กับเกษตรกรไทยแล้ว ยังขยายสู่ความร่วมมือเชิงวิชาการกับภาควิชาสาขาเทคโนโลยีสัตว์และนวัตกรรมทางสัตว์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านประเมินสวัสดิภาพสัตว์ในด้านสัตว์ปีก รวม 3 วัน ให้กับนักวิจัยประมาณ 40 ท่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านวิชาการของสวัสดิภาพสัตว์และจริยธรรม หลักการ และระเบียบวิธีการประเมินสวัสดิภาพสัตว์ พร้อมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในฟาร์มเพื่อดำเนินการประเมินสวัสดิภาพสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไก่โคราช ซึ่งเป็นหนึ่งในไก่พื้นเมืองของไทยให้กลายเป็นสายพันธุ์ไก่เนื้อเชิงพาณิชย์ระดับชาติ

“คาดหวังว่านอกจากองค์ความรู้เชิงวิชาการแล้ว ยังเป็นการยกระดับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีให้เป็นสถาบันผู้เชี่ยวชาญระดับภูมิภาค และเป็นการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในด้านการประเมินสวัสดิภาพสัตว์ปีก และการให้ความสำคัญของสวัสดิภาพสัตว์” นายเขมรัช กล่าว

น.ส.วิชชุดา ขอสินกลาง ผู้ก่อตั้งหัสดีฟาร์ม จ.นครราชสีมา เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่โคราช และนักศึกษาปริญญาเอก ด้านโภชนศาสตร์และเทคโนโลยีอาหารสัตว์ ม.เทคโนโลยีสุรนารี เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นเกษตรกรว่า ตนมองเห็นศักยภาพของไก่โคราชที่มีคุณภาพเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำเป็นความพิเศษ ที่สำคัญยังมีคอลลาเจนสูง โปรตีนสูง แต่มีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ ผู้ป่วยโรคเกาต์สามารถทานได้ในปริมาณที่กำหนด อีกทั้งตนมีความรู้และสนใจด้านโภชนะในอาหารสัตว์และอยากทำฟาร์มไก่ แต่ไม่ต้องการไปแข่งขันกับฟาร์มในระบบอุตสาหกรรมที่ไม่ตอบโจทย์ จึงตัดสินใจทำฟาร์มไก่แบบอินทรีย์ในช่วงเริ่มต้น

น.ส.วิชชุดา กล่าวต่อว่า ในพื้นที่โคราชยังมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตอาหารสัตว์ออร์แกนิค ทำให้มีต้นทุนค่าขนส่งวัตถุดิบสูง ต้องขนส่งมาจาก จ.ศรีสะเกษ จึงปรับรูปแบบเน้นไปที่การจัดสวัสดิภาพสัตว์ โดยจัดสภาพแวดล้อมให้มีพื้นที่ให้ไก่สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ ปลูกหญ้าหรือพืชอาหารในฟาร์มให้ไก่คุ้ยเขี่ยหากินเองได้ ทำให้ไก่มีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุข และส่งผลให้มีคุณภาพเนื้อที่ดี รวมทั้งสามารถใช้เรื่องสวัสดิภาพสัตว์เป็นจุดขายเพิ่มมูลค่า ซึ่งการจัดสวัสดิภาพสัตว์สามารถทำได้ง่ายและมีต้นทุนน้อยกว่าการแลี้ยงแบบออร์แกนิค เหมาะกับเป็นแนวทางเริ่มต้นของเกษตรมือใหม่ที่จะเลี้ยงไก่โคราช ก่อนพัฒนาไปสู่การเลี้ยงแบบออร์แกนิค

“ลองจินตนาการดูว่าการเลี้ยงไก่ในพื้นที่คับแคบ ก็เหมือนคนอยู่ในบ้านที่แออัด ย่อมมีผลต่อสุขภาพ ไก่ที่ถูกเลี้ยงมีสวัสดิภาพที่ดี มีพื้นที่กว้างการถ่ายเทอากาศดีขึ้น มีพื้นที่แสดงพฤติกรรมก็เหมือนกับการออกกำลังกายมีผลต่อฮอร์โมน ออกไปเจอกับแสงแดดได้รับวิตามินมีกระดูกแข็งแรง เหมือนไก่ที่ได้ไปเที่ยวเขาใหญ่ทุกวันต่างกับไก่ที่อยู่แออัดเหมือนคนในกรุงเทพฯ ไก่แข็งแรงก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ” น.ส.วิชชุดา กล่าว

น.ส.วิชชุดา กล่าวอีกว่า ถ้าตนสามารถทำฟาร์มไก่โคราชจนประสบความสำเร็จได้ เชื่อว่าจะเป็นโมเดลต้นแบบของการเลี้ยงไก่ที่มีมาตรฐานสวัสดิภาพสูงให้เกษตรกรรายอื่นได้เรียนรู้

ปัจจุบันร้านอาหารพยายามพัฒนาเมนูอาหารให้มีความแตกต่าง เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาลองลิ้มชิมรส ไก่โคราชเป็นหนึ่งในวัตถุดิบของร้านอาหารที่ชูจุดขายเรื่องคุณภาพ รสชาติ และดีต่อสุขภาพ เลือกนำไปปรุงเป็นเมนูเด็ด

“ร้านเป็นลาว” ร้านอาหารยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่เขาใหญ่-ปากช่อง ได้เลือกนำไก่โคราชเป็นวัตถุดิบไปพัฒนาสูตรอาหารเพื่อสร้างมูลค่า เช่น เมนูไก่ย่างและไก่ต้มน้ำปลาที่ถือเป็นเมนูยอดฮิตติดชาร์ตของร้าน

น.ส.พันชนะ วัฒนเสถียร ผู้ก่อตั้งร้านเป็นลาว และนายกสมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ กล่าวว่า ปัจจุบันเราใช้วัตถุดิบที่นำมาทำอาหารจะมาจากเกษตรกรรายย่อยมากถึงร้อยละ 50 เพราะเราเชื่อว่าการสนับสนุนเกษตรกรคนเล็กคนน้อย เช่น กลุ่มผู้เลี้ยงไก่โคราชแบบไม่ใช้ฮอร์โมนเร่งโตและไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ จะเป็นส่วนช่วยยกระดับเกษตรกรให้มีอิสระในการเลี้ยงและมีรายได้ที่เหมาะสม

“ปัจจุบันเป็นยุคที่ผู้บริโภคใส่ใจที่มาของอาหารทุกรูปแบบ และเราเป็นร้านอาหารที่ใส่ใจเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ด้วย การเลือกใช้ไก่โคราชเป็นวัตถุดิเป็นการตอกย้ำแนวคิดของร้านที่เป็นทางเลือกอาหารที่ดีกว่า แต่เราต้องทำการสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าทำไมต้องยอมจ่ายมากกว่าปกติ” น.ส.พันชนะ กล่าว

น.ส.พันชนะ กล่าวอีกว่า ร้านเป็นลาวใช้เทคนิคสร้างสรรค์เมนูขึ้นมาใหม่ เพราะไก่โคราชมีต้นทุนสูงกว่าไก่ทั่วไป จำเป็นต้องให้ข้อมูลแก่ลูกค้าว่ามีรสชาติที่ดีกว่า มีคุณภาพและประโยชน์ที่มากกว่า อีกทั้งยังเป็นสายพันธุ์ไก่ที่ได้รับการพัฒนาจาก มทส. แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ลูกค้าชื่นชอบเมนูจากไก่โคราชมากที่สุดคือรสชาติ เพราะลูกค้าหลายคนกล้าทดลองชิมแล้วติดใจจนเกลายป็นลูกค้าประจำของร้าน

นอกจากนี้นายกสมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ กล่าวด้วยว่า ไก่โคราชเมื่อนำมาปรุงอาหารสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดี เพราะมีรสชาติอร่อย เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำแต่ไม่เละ ไม่เหนียวแเหมือนไก่พื้นเมือง เคี้ยวแล้วเหมือนติดสปริง ตนจึงอยากเห็นไก่โคราชถูกพัฒนายกระดับให้เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ สินค้า GI (Geographical Indication) ของโคราช เนื่องจากจะช่วยให้เกิดการพัฒนาสายพันธุ์และพัฒนากระบวนการเลี้ยงที่เป็นมิตรให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น รวมทั้งทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่รายย่อยมีผลตอบแทนมากขึ้นด้วย

ในฟาร์มเล็ก ๆ ของเกษตรกรเหล่านี้ ไก่จะมีโอกาสได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ คุ้ยเขี่ยหากิน เกาะขอนนอนไพร กางปีกบิน จึงได้รู้สึกถึงความสุขมากกว่าความทุกข์ทรมาน คาดหวังว่าการเริ่มต้นจากครั้งนี้จะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของระบบอาหารให้ยั่งยืน และเป็นการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มได้สำเร็จในที่สุด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สายพันธุ์ ไก่โคราช พร้อมยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ฟาร์มสู่ระบบอาหารยั่งยืน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...