โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เทศกาลบูชาผีบรรพชน’ และ ‘วันสารท’ ข้อสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม ของอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

The Momentum

อัพเดต 25 ก.ย 2567 เวลา 20.08 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2567 เวลา 07.01 น. • THE MOMENTUM

หลังจากเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา พระคเณศได้เสด็จกลับไปยังชั้นฟ้า เทวรูปของพระองค์ที่สร้างขึ้นมาจากดินปั้น วัสดุธรรมชาติต่างๆ ถูกแห่ไปทิ้งตามแหล่งน้ำใหญ่ ในขณะเวลาใกล้เคียงกัน อีกหนึ่งเทศกาลสำคัญก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ‘พิตรุปักษะ’ (Pitru Paksha) คือช่วงเวลาแห่งการบูชาบรรพชนผู้ล่วงลับไปแล้ว

เป็นเรื่องน่าคิดว่า เทศกาลไหว้ผีบรรพบุรุษของชาวอินเดีย มีห้วงเวลาที่เกือบทับซ้อนกับ ‘วันสารท’ ของวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นจากความสัมพันธ์ระหว่าง 2 พื้นที่ที่มีมาอย่างยาวนาน เป็นไปได้ไหมที่เทศกาลทั้งสองจะมีความสัมพันธ์กัน แล้วบรรพชนในวัฒนธรรมอินเดียนั้นเป็นใคร ผีบรรพชนกับผีเปรตมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร เรามาลองวิเคราะห์กัน

ปิตฤ-เปรต

คำว่า พิตรุ คือภาษาสันสกฤตที่แปลว่า บรรพชน (Forefathers) หมายถึง ดวงวิญญาณของบรรพชนผู้ผ่านพิธีศพ (อันตเยสฏิ/ Antayesti) และลุถึงปิตฤโลก (Pitrloka) หรือดินแดนแห่งผู้วายชนม์ ซึ่งวิญญาณเหล่านี้มีอำนาจที่จะให้คุณให้โทษกับเหล่าลูกหลานได้

ตามความเชื่อของชาวอินเดีย ระบุว่า ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ แต่เมื่อผ่านพิธีศพเป็นที่เรียบร้อย ธาตุทั้ง 5 จะแตกสลายเหลือเพียงแค่ธาตุลมและอากาศ ซึ่งประกอบกันเป็นดวงวิญญาณและเดินทางไปสู่แดนแห่งผู้วายชนม์ ด้วยเหตุนี้เราซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาจึงไม่สามารถมองเห็นร่างกายของบรรพชนได้ เพราะร่างกายของพวกเขาไม่ได้อยู่ในภาวะที่ธาตุทั้ง 5 สมบูรณ์พร้อม

ทีนี้จะมีดวงวิญญาณอยู่กลุ่มหนึ่งเรียกว่า ‘เปรต’ ถ้าอิงตามไวยากรณ์ภาษาสันสกฤต คำนี้เกิดจากการประกอบของคำว่า ประ + อิตะ แปลว่า ‘ผู้ไปแล้ว’ ซึ่งหมายความรวมๆ ว่า ‘ผู้ที่ตายไปแล้ว’ ทว่าความแตกต่างระหว่างเปรตกับปิตฤตามทัศนะอย่างฮินดูคือ เปรตเป็นดวงวิญญาณที่มีความหิวโหยอย่างไม่จำกัด อันเป็นผลจากการประกอบพิธีศพที่ไม่ครบถ้วน ทำให้ดวงวิญญาณของผู้ตายต้องติดอยู่ระหว่างแดนมนุษย์เป็นกับแดนมนุษย์ตาย เปรตจึงไม่อาจได้รับสิ่งต่างๆ ที่ลูกหลานได้ ไม่สามารถให้คุณลูกหลานได้ ต้องเร่ร่อนไปมากอย่างหิวโหย ส่วนดวงวิญญาณบรรพชน ขณะที่ปิตฤนั้น คือดวงวิญญาณที่ไปถึงปิตฤโลกได้ จึงไม่มีความหิวโหย ให้คุณลูกหลานได้และปกป้องลูกหลานได้

ส่วนในมุมมองของพุทธศาสนาเหมือนจะมีแค่คำว่า เปรต เท่านั้น และที่สำคัญคัมภีร์ชั้นอรรถกถาอย่างเปตวัตถุอรรถกถายังอธิบายขยายความเรื่องของเปรตออกไปอย่างกว้างขวาง โดยคำนี้ในทางศาสนาพุทธหมายถึง อมนุษย์พวกหนึ่งที่เกิดในเปตติวิสัยภูมิ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 อบายภูมิ ทั้งนี้เปรตมีหลายประเภท เช่น ประเภทหนึ่งเรียกว่า ปรทัตตูปชีวิเปรต คือเปรตที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยส่วนบุญที่มีผู้ทำอุทิศให้ หากไม่มีส่วนบุญที่มีผู้อุทิศให้ก็มักจะกินเลือดและหนองของตนเองเป็นอาหาร และอีกประเภทหนึ่ง เช่น ขุปปิปาสิกเปรต คือเปรตที่อดอยาก ทุกข์จากความหิวโหยอยู่เป็นนิจ แสวงหาของไปยังที่ต่างๆ เมื่อเจอน้ำหรืออาหาร แต่เมื่อจะเอาอาหารเหล่านั้นเข้าปาก อาหารเหล่านั้นก็จะกลายเป็นหินหรือทราย ไม่สามารถกินได้

ฉะนั้นหากมองในส่วนนี้ เปรตตามกรอบของพระพุทธศาสนาจะค่อนไปทางผีหรืออสุรกายเสียมากกว่าจะเป็นบรรพชนในแบบฮินดู พุทธศาสนาจึงมีมุมมองต่อการเป็นเปรตในเชิงลบ คือต้องกระทำบาปกรรมถึงประมาณ เช่น ทำร้ายพ่อแม่หรือทำร้ายพระสงฆ์ ถึงจะเกิดเป็นเปรตที่ต้องชดใช้กรรมของตน แต่อย่างที่กล่าวข้างต้น ความเป็นเปรตในระบบคิดของคิดอินเดียนั้นต่างไป เพราะเขามองเพียงว่า เปรตคือวิญญาณที่หิวโหยเพราะไม่มีลูกหลานดูแล ไม่มีใครทำบุญให้

อย่างไรก็ดี ในทางพระธรรมบาลียังพบข้อน่าสังเกตอยู่ประการหนึ่งคือ การทำพลีกรรมแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว หรือการทำบุญอุทิศไปให้ผู้ตาย ให้เรียกว่า ‘เปตพลี’ หรือ ‘บุพเปตพลี’ ตามที่ระบุในลักขณสังยุตต์ ฉะนั้นในแง่หนึ่งพุทธศาสนาก็ยังคงเก็บความหมายที่ว่า เปรตคือบรรพบุรุษ เอาไว้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่า ภาพความเป็นปีศาจผู้มีบาปนั้นใหญ่กว่ามาก สุดท้ายแล้วในสังคมไทยและสังคมพุทธศาสนาอื่นๆ จึงรับเอาระบบคิดที่ว่า เปรตเป็นผี-โอปปาติกะ (ผู้ที่ผุดขึ้นเองจากอดีตกรรม มิต้องอาศัยการปฏิสนธิ) ตามไปด้วย

จากปิตฤ ปักษะ สู่งานสารท

แต่จะว่าไปแล้ว เรื่องของการบูชาบรรพบุรุษก็ไม่ใช่ของใหม่ เอาเข้าจริงก็มีความเก่าแก่มากเสียจนเราสามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในอินเดียพบแหล่งโบราณคดีหลายแห่งมีการฝังศพพร้อมกับของอุทิศในหลุม ก่อนจะนำหินขนาดใหญ่มาตั้งไว้ข้างบนเป็นหมุดหมาย แหล่งโบราณคดีโกทุมานัล (Kodumanal) และแหล่งโบราณคดีมัลลสันทรัม (Mallasandram) ในรัฐทมิฬนาฑู

เป็นเรื่องยากที่จะระบุลงไปให้ชัดว่า คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์บูชาบรรพชนไปเพื่ออะไร ไม่ว่าจะเป็นด้วยความอาลัยรัก บูชาเพื่อโชคลาภ หรือเพียงแค่ฝังไปอย่างนั้น แต่ร่องรอยของการเคารพผู้วายชนม์ตั้งแต่ครั้งอดีตก็ยังหลงเหลือให้เห็นได้ และยังคงปฏิบัติสืบต่อกันในแทบจะทุกวัฒนธรรมทั่วโลก แม้จะมีรูปร่างหน้าตาและพิธีกรรมที่แปรเปลี่ยนไป ตามชุดคำอธิบายที่แตกต่างกัน

สำหรับเทศกาลไหว้บรรพชนของอินเดียในแบบปัจจุบันนั้น กินเวลาประมาณ 15 วัน โดยในห้วงเวลานี้เหล่าชาวฮินดูจะประกอบ พิธีศราทธ์ (Sraddha) คือการบูชาดวงวิญญาณบรรพชนด้วยก้อนข้าว (บิณฑะ ทานะ/Pinda Dana) นอกจากนั้นชาวฮินดูยังนิยมป้อนก้อนข้าวให้กับแม่วัว เพื่อเป็นการระลึกถึงบุญคุณของแม่วัวที่ให้นมตลอดทั้งปีเสมือนบุพการีของตน และบ้านที่พอจะมีเงินก็มักจะเลี้ยงอาหารชุดใหญ่และให้สิ่งของต่างๆ (ทักษิณา) กับเหล่าพราหมณ์ในหมู่บ้านด้วย

มีเรื่องเล่าชุดหนึ่งซึ่งน่าสนใจมากคือ คนฮินดูเชื่อว่า สถานที่ซึ่งเหมาะกับการประกอบการบิณฑะ ทานะมากที่สุดในอินเดียคือ โพธิคยา (Bodhi Gaya) เมืองซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระสมณโคดม โดยพวกเขาอธิบายว่า ครั้งหนึ่งพระวิษณุได้ปราบอสูรตนหนึ่งชื่อ คยาสูร ด้วยการเหยียบให้จมดิน สุดท้ายอสูรตนนั้นได้บรรลุถึงโมกษะ พร้อมทั้งได้ให้คำมั่นว่า หากใครมาบูชาบรรพชนของเขาบนร่างของตน บุญทั้งหลายที่ทำจะนำพาให้บรรพชนถึงโมกษะเช่นเดียวกับตน ผลคือชาวฮินดูจำนวนมากนิยมเดินทางไปยังบริเวณพระมหาโพธิเจดีย์ เมืองพุทธคยา เพื่อประกอบพิธีศราทธบูชา โดยเชื่อว่า ตรงนั้นเป็นจุดที่พระวิษณุเคยทรงประทับพระบาทเอาไว้เหนือร่างของคยาสูร ในแง่หนึ่ง เรื่องนี้คงเป็นตำนานฝ่ายฮินดูทั่วไป แต่ในอีกแง่ก็คงเป็นหลักฐานของการแย่งชิงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในสมัยโบราณ อันเป็นกิจกรรมที่กระทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว

วกกลับมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะพบว่า พิธีกรรมชุดหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับพิธีศราทธ์ของชาวอินเดียคือ บุญเดือนเก้า (ข้าวประดับดิน) งานสารทไทย งานเดือนสิบ นอกนั้นในประเทศเพื่อนบ้านของเราก็ยังพบงานในลักษณะเดียวกัน เช่น แซนโฎนตา ของชาวไทยเชื่อสายเขมร ลักษณะอย่างหนึ่งที่ตรงกันของงานเหล่านี้คือ การทำบุญอุทิศให้กับวิญญาณบรรพบุรุษด้วยการถวายข้าว โดยเฉพาะบุญข้าวประดับดินในเขตพื้นที่ภาคอีสานของไทยและประเทศลาว ซึ่งมีการนำข้าวปลาอาหารใส่ในกระทงใบตองเรียกว่า ‘ยายห่อข้าวน้อย’ ก่อนจะนำไปวางไว้ตามพื้น ลักษณะเช่นนี้ คล้ายกับการบูชาข้าวบิณฑะ ทานะในอินเดียเป็นอย่างมาก เพราะคนอินเดียก็นิยมปั้นข้าวเป็นก้อนๆ แล้วนำไปวางไว้บนใบตองบนพื้นเพื่อให้พราหมณ์ทำพิธี

อีกพิธีหนึ่งที่ดูเหมือนจะเก็บความหมายของพิตรุปักษะเอาไว้ได้มากที่สุดคือ งานบุญเดือนสิบหรืองานชิงเปรตของภาคใต้ ข้อที่น่าสังเกตคือ ในงานเดือนสิบนั้นคำว่า เปรตในความหมายของคนใต้ ไม่ได้หมายถึงเปรตที่เป็นผีหิวโหยเพียงอย่างเดียว แต่ก็ยังแฝงเอาไว้ด้วยความหมายที่สื่อถึงผีปู่-ย่าด้วย ฉะนั้นจุดนี้ (อาจ) สะท้อนไปได้ถึงการรับระบบคิดแบบอินเดียเข้ามาอธิบายชุดความเชื่อแบบวิญญาณนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้รูปลักษณ์ของการบูชาบรรพชนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแบบอินเดียปนอยู่มาก

อย่างไรก็ดีส่วนตัวผู้เขียนยังไม่มองว่า คนเอเชียตะวันเฉียงใต้โบราณหยิบยืมวัฒนธรรมอินเดียมาใช้เลย หรือพิธีกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นได้เพราะวัฒนธรรมอินเดียเป็นต้นทางแบบ 100% เพราะความเป็นท้องถิ่นจำนวนมากก็ยังคงดำรงอยู่อย่างชัดเจน คำอธิบายต่างๆ ของพิธีกรรมเหล่านั้นก็เป็นชุดคำอธิบายที่แฝงไว้ด้วยความเป็นท้องถิ่น ที่ไม่สามารถนำไปโยงกับความเป็นอินเดียได้อย่างสนิท เช่น ที่มาของบุญข้าวประดับดินที่ระบุว่า พระเจ้าพิมพิสารต้องการทำบุญในพระญาติที่ไปเกิดในเปรตภูมิและมาหลอกหลอนคนในวังหลวง

แม้ว่าคำอธิบายนี้จะอุดมไปด้วยชื่อที่เป็นพุทธศาสนาอย่างมาก แต่กลับไม่มีเรื่องเล่านี้ในชาดกของพุทธศาสนาในอินเดียเลย ทั้งยังสะท้อนความเชื่อเรื่องวิญญาณให้คุณให้โทษ ซึ่งเป็นชุดความเชื่อที่เด่นมากของศาสนาผีที่เป็นศาสนาโบราณของอุษาคเนย์

ฉะนั้นอย่างที่กล่าวมาว่า บรรพบุรุษของเราในภูมิภาคนี้เพียงแต่หยิบยืมชุดคำอธิบาย พิธีกรรม ศาสนา และวัฒนธรรมอย่างอินเดียที่สอดคล้องกับวิถีดั้งเดิมมาปรับใช้ โดยนำมาสวมครอบลงไปบนวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่งนิดเติมหน่อยให้คล้ายกับวัฒนธรรมอินเดียเดิมที่สำหรับพวกเขาอาจจะมองว่า เป็นสากล ในขณะนั้น

แหล่งที่มาข้อมูล

พระธรรมกิตติวงศ์ (2548) พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, กรุงเทพ: วัดราชโอรสาราม.

เอกรินทร์ พึ่งประชา. (2558). บุญข้าวสากในบริบททางสังคมและวัฒนธรรม “ไทด่าน”. Veridian EJournal, Silpakorn University, 8(2), 2481-2490.

Krishan, Y. (1985). "The Doctrine of Karma and Sraddhas of the Bhandarkar Oriental Research Institute.

Singh, Nagendra Kr (1997). Vedic Mythology. APH Publishing.

Mani, Vettam (2015). Puranic Encyclopedia: A Comprehensive Work with Special Reference to the Epic and Puranic Literature. Motilal Banarsidass.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...