โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘วิมานหนาม’ กลกามแห่งความอาฆาตพยาบาท

The101.world

อัพเดต 16 ก.ย 2567 เวลา 23.10 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2567 เวลา 16.10 น. • The 101 World

บทวิจารณ์นี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์

แรกเห็นชื่อ บอส-นฤเบศ กูโน ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘วิมานหนาม’ (2024) ก็ยังถามตัวเองอยู่เลยว่า “เอ๊ะ! นี่เขาเป็นใคร” ด้วยความที่ไม่คุ้นหู ไม่เคยได้ดูผลงาน แต่หลังจากได้ใช้บริการเสิร์ช เอนจินในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงได้ทราบว่าเขาคือผู้กำกับ ‘ซีรีส์วาย’ เรื่องดังจากเมืองภูเก็ต นั่นคือ ‘แปลรักฉันด้วยใจเธอ’ (2020-2021) ซึ่งเราเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายสะเหร่อไม่เคยดู และเมื่อรู้ว่า บอส-กูโนเคยทำแต่งานซีรีส์ ไม่เคยมีโอกาสได้ทำหนังยาวฉายในโรงใหญ่ เราก็ไม่สงสัยอีกต่อไปว่าทำไมอะไรๆ ในงานภาพยนตร์ชิ้นแรกของเขาอย่าง ‘วิมานหนาม’ เรื่องนี้ มีแต่อาการของคน ‘ทำหนังไม่เป็น’ ไม่ว่าจะมองส่วนไหนก็เห็นแต่สิ่งที่คนทำหนังทั่วไปเขาไม่เลือกทำกัน หันหลังให้ทุกๆ สูตรสำเร็จ ไม่แยแสกลเม็ดเคล็ดลับ กำกับหนังโดยใช้สัญชาตญาณ จนได้เป็นงานที่น่าจะสร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้ผู้ลงทุน ขู่ให้ลุ้นกันจนตัวโก่งเลยว่า แล้วเหล่าคนดูเขาจะร่วมอินด้วยไหมนะ กับหนังในกระแสที่ทำตัวแหวกกระแสได้ถึงขนาดนี้!

เอาแค่เนื้อหาหลักที่ตั้งใจเล่าเรื่องราวชีวิตของเกษตรกรสวนทุเรียนไร่กะหล่ำปลีที่จังหวัดชายแดนทางเหนืออย่างแม่ฮ่องสอน แล้วให้ตัวละครหลักเป็นคู่รักชาย-ชายถ่ายทอดความสำคัญของกฎหมาย ‘สมรสเท่าเทียม’ ที่ยังไม่ได้ประกาศออกมาในเวลานั้น จะสร้างความมั่นใจให้ค่ายหนังที่ลงทุนไปได้อย่างไรว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ หรือมิได้มีประสบการณ์ร่วมกับกลุ่มคนเพศสภาพหลากหลายจะเข้าถึงตัวหนังได้โดยง่าย กลายเป็นเรื่องเล่าของคนชายขอบของชายขอบอีกทีที่แตกต่างไปจากวิถี ‘คนเมือง’ อันเป็นฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่ผู้พักอาศัยอยู่ไม่ไกลจากโรงหนังในละแวกใกล้ๆ ‘วิมานหนาม’ จึงน่าจะเป็น ‘หนังไทย’ ที่วางเดิมพันความสำเร็จไว้อย่างใจถึงหากจะต้องคำนึงในเรื่องต้นทุน-กำไร ซึ่งถ้ามันไม่อาจซื้อใจคนดูกลุ่มใหญ่ได้ มันก็จะกลายเป็นหายนะได้ในทันที!

แล้วทำไมค่ายหนัง GDH จึงไว้ใจมอบหมายให้คนที่ไม่เคยทำหนังใหญ่มาก่อนแม้แต่เรื่องเดียวอย่าง บอส-กูโนมาโชว์สกิลความเป็นคน ‘ทำหนังไม่เป็น’ ป่าวประจานให้เหล่าประชาชีได้เห็นกันอย่างหาญกล้าเช่นนี้ ที่ไม่ว่าจะมองในมุมไหน บอส-กูโนก็ไม่เคยคิดจะเรียนรู้หรือตามรอย ‘ความสำเร็จ’ ของผู้กำกับรุ่นพี่ๆ ในค่าย ดุ่ยๆ ทำหนังโดยไม่ระแคะระคายเลยสักนิดว่าชาวบ้านชาวช่องเขาทำหนังกันอย่างไร จนได้เป็นทุเรียนพันธุ์ใหม่ ‘รสไม่คุ้นลิ้น กลิ่นไม่คุ้นจมูก’ จะถูกปากคนซื้อคนกินไหมก็ยังต้องลุ้นกันสุดใจ โดยเฉพาะเมื่อราคามันปาเข้าไปกิโลกรัมละหลายร้อย!

ความไม่เป็นโล้ไม่เป็นพายแบบไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการทำหนังของบอส-กูโน โชว์หรามาตั้งแต่บทหนังที่เขารวมพลังดราฟต์ร่างร่วมทีมกับมือเขียนบทอีกสองรายคือ ณรณ เชิดสูงเนิน กับ การะเกด นรเศรษฐาภรณ์ ที่เอาล่ะ ช่วงสักประมาณ 15 นาทีแรกก็ยังเปิดประเดิมด้วยความเป็นบทหนัง ตัวละครยังสนทนากันด้วยภาษาแบบเก้ๆ กังๆ อย่างที่บทหนังไทยทั่วๆ ไปมักจะทำกัน ตัวละครรู้สึกอย่างไรหรือคิดจะทำอะไรก็จะประกาศโพล่งออกมาบอกคนดูให้รู้กันตรงๆ ว่าในโครงบทเขาวางเหตุการณ์ไว้อย่างไร แถมด้วยอาการเล่นใหญ่ เจอดอกทุเรียนก็จะกระโดดโลดเต้นดีใจ สถานการณ์ถึงจุดไหนก็จะบอกป้อนว่าเดี๋ยวจะหาเงินงวดสุดท้ายมาไถ่โฉนดที่ดินให้ พอทำได้ก็จะชวนกันขับรถไปร้องเพลงไป โอ้! ไม่ว่าจะโมเมนต์ไหนก็ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังที่ตัวบทตั้งใจจะบ่งชี้ทุกสิ่งอย่างให้ โดยคนดูแทบไม่ต้องมาตีความอะไรเลยสักนิด!

แต่หลังจากที่ตัวละครต้นเรื่องอย่าง เสก (พงศกร เมตตาริกานนท์) สู่ขิต แล้วทิ้งให้ ทองคำ (วรกมล ชาเตอร์) คนรักต้องมาทักท้วงแจงทวงว่าเขามีกรรมสิทธิ์ใดๆ ตามที่ ‘จ่ายจริง’ ในบ้านและที่ดินสวนทุเรียนจำนวนหลายไร่แห่งนี้บ้างกับ แม่สาย (สีดา พัวพิมล) ผู้เป็นแม่ยาย และ โหม๋ (อิงฟ้า วราหะ) ผู้เป็นลูกเลี้ยง เถียงสู้ด้วยหลักฐานเชิง ‘พฤตินัย’ ว่าเสกและทองคำครองรัก ครองเรือน เป็นมากกว่าเพื่อนด้วยการปลูกสร้างสวนทุเรียนแห่งนี้กันมาอย่างยากลำบากขนาดไหน แม้ว่าโดย ‘นิตินัย’ แล้วทองคำจะไม่สามารถยกอ้างอะไรได้ บทหนังของ ‘วิมานหนาม’ ก็ไม่เหลือความเป็นบทหนังอีกต่อไป หากมันได้กลายสภาพมาเป็นศิลปะแห่งเรื่องเล่าที่เข้าไปสำรวจลึกถึงลักษณะนิสัย กิเลส ตัณหา และบรรดาแรงจูงใจหลากหลายของแต่ละตัวละคร ในสมรภูมิทางอารมณ์ที่ทุกอย่างช่างดูสมจริง ผ่านบทสนทนาที่เหมือนหลุดมาจากปากของชาวไร่ชาวสวนกันจริงๆ ราวทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่สามารถพบเห็นได้ในหน้าข่าว

‘วิมานหนาม’ กลับนำพาทุกคนไปสำรวจความปวดร้าวของตัวละครกันอย่างใกล้ชิดกว่า ทั้งยังนำพาไปส่องเหตุการณ์ในอดีตว่าเคยเกิดอะไร สร้างความซับซ้อนทางชะตากรรมของตัวละครที่ทบกันมาทับกันไป ยิ่งดูก็ยิ่งต้องใจหายไปกับทุกๆ สถานการณ์ที่มองไม่เห็นถึงทางออกหรือบทอวสานที่สวยงามกันได้เลย และถึงแม้ว่าประเด็นหลักอย่างพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียมที่เก่าเชยไปในเวลาข้ามคืนจะเป็นต้นชนวนที่หยิบยื่นความปั่นป่วนให้ฝ่ายตัวละครที่ยังมีลมหายใจ แต่เรื่องราวก็มิได้จำกัดอยู่เฉพาะข้อพิพาทกันทางตัวบทกฎหมาย หากยังสะท้อนสถานการณ์ที่ตัวละครใช้ทั้ง ‘กามารมณ์’ และ ‘เรือนกาย’ เป็นเครื่องมือในการระบายความอาฆาตแค้นที่แสนจะไปพ้องคล้ายกับหนังหลายๆ เรื่องของผู้กำกับสเปน (ที่ทำหนังไม่เป็นพอๆ กัน) อย่าง เพรโด อัลโมโดบาร์ (Pedro Almodóvar) โดยเฉพาะในงานราคะพยาบาทชิ้นดังอย่าง Live Flesh (1997), Bad Education (2004) หรือ The Skin I Lived In (2011) แต่ใน ‘วิมานหนาม’ กลับทำออกมาได้ดุเด็ดเผ็ชมันยิ่งกว่า ไม่ว่าจะเป็นการใช้กามารมณ์มาเป็นบ่วงมัดร่างกายของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายของนายเสก เพื่อหาคนมาดูแลแม่และดูแลสวนทุเรียนตามปากคำของ จิ่งนะ (หฤษฎ์ บัวย้อย) ตัวละครที่ทุกคำพูดดูจะน่าไว้วางใจมากที่สุดแล้วในหนัง และความบ้าคลั่งในการทวงที่ดินคืนของทองคำ ด้วยการกระทำชำเราเอาให้กลับมาถึงมือทายาท ทุกความพยาบาทจึงให้กลิ่นอายในแบบเพรโด อัลโมโดบาร์เหลือเกิน และยิ่งเป็นเรื่องที่เล่าจากมุมของตัวละครชายรักชาย ก็เหมือนทีมเขียนบทเพิ่งจะได้ไปร่วมฟังบรรยายจากผู้กำกับเจ้าป้ารายนี้กันมา!

แต่จะว่าไป ด้วยความที่มันเป็นหนังไทย ‘วิมานหนาม’ จึงสร้างอารมณ์ความรู้สึกร่วมให้คนดูชาวไทยมากกว่าในหนังของเพรโด อัลโมโดบาร์หลายเท่า หลายฉากต้องเป็นคนไทยเท่านั้นถึงจะเข้าใจ ชนิดที่ระดับอัลโมโดบาร์เองก็คงไม่มีวันคิดได้ อย่างฉากการกลับมาคุกเข่าขอขมาวิงวอนโอกาสและการให้อภัย ฉากการขอเป็นลูกด้วยการปลงผมห่มจีวรบวชเป็นพระให้ การใช้น้ำจากท่อบาดาลมาแทนธารน้ำสังข์หลั่งไหลอวยพรเจ้าบ่าวทั้งสองในพิธีวิวาห์ หรือที่น่าตกใจมากที่สุดก็เห็นจะเป็นคำอธิษฐานสร้างความสมานฉันท์ปรองดองของจิ่งนะ ซึ่งต้องเป็นตัวละครที่มีความเป็นคนไท้ย์คนไทย์เท่านั้นจึงจะคิดอะไรแบบนี้ได้ ‘กัลปพฤกษ์’ ดูหนังแนวชำระหนี้แค้นอะไรแบบนี้มามากมาย ก็ยังไม่เคยเห็นหนังจากชายแดนแคว้นไหนถ่ายทอดอะไรทำนองนี้ออกมาให้ดู จนได้มาร้อง ‘อู้หู!’ กันในเรื่อง ‘วิมานหนาม’ นี่ล่ะ!

นี่ยังไม่นับเรื่องการวางรายละเอียดบทอีกจิปาถะมากมาย หยอดวางอะไรไว้ก็ไม่ลืมหยิบกลับมาตบมาขยาย อธิบายทุกขั้นตอนของการทำสวนทุเรียนตั้งแต่แตกดอกอ่อนจนผลหมอนทอง(คำ)พร้อมเก็บขายราวจะเป็นสารคดีชีวิตชาวสวนชาวไร่ ร้อยเรียงทุกอย่างให้กลายเป็นเรื่องเล่าชั้นดี มีความเป็นงาน ‘วรรณกรรม’ สายรางวัลที่เขาประกวดประชันกันหวังได้ประทับตราซีไรต์มากกว่าจะเป็นบทหนังที่เราเคยได้เห็นกันมาทั่วไป กลายเป็นกรณีเขียนบทหนังอย่างไรให้กลายเป็นงาน ‘วรรณกรรม’! แล้วจะไม่ให้เรียกว่า ‘ทำหนังไม่เป็น’ กันอย่างไรไหว กับสมาชิกในทีมเขียนบทก๊กนี้

เขียนบทหนังแล้วกลายเป็นงานวรรณคดีมีวรรณศิลป์แห่งการเป็นเรื่องเล่า อันนั้นยังคงพอทำเนาและเข้าใจได้ แต่พอหันมาดูเรื่องการกำกับการแสดงอันนี้ต้องยิ่งละเหี่ยใจ คือเธอร่ำเรียนการกำกับมาจากสถาบันไหนจึงสามารถทำให้ ‘เพชร’ กลายเป็น ‘ตม’ ไม่สมมูลค่าประสาคนทำหนังไม่เป็นกันถึงขนาดนี้! ก็ลองดูสิว่าวัตถุดิบที่เธอได้มามีใคร อิงฟ้า วราหะ ผู้ชนะมงกุฎ Miss Grand Thailand 2022 ก่อนจะครองตำแหน่งรองชนะเลิศ Miss Grand International ปีเดียวกัน สวยสง่าดูดีมีระดับมีราคาขนาดนั้น เธอกลับปั้นออกมาแล้วได้เป็นอีโหม๋ตาโหลร้อน แต่งตัวปอนๆ ภูธรๆ บ้านๆ อย่างคนใช้แรงงาน หรือ เจฟ-ซาเตอร์ นักร้องเสียงหล่ออุ่นสูงกังวานผู้มีรูปพรรณสัณฐานเฟี้ยวโก้อย่างคนในเมือง ก็ต้องกลายมาเป็นทองคำ เกย์หนุ่มสายเกษตรกรรมผู้ซื่อเซื่อง ไร้สิ้นแววตาแห่งความปราดเปรื่องจนเกิดเรื่องให้เขาต้องกลับมาสะสาง! คืออุตส่าห์จ้างนักแสดงสวยหล่อออร่าจับระดับนี้มา แต่เธอกลับได้ตัวละครระดับรากหญ้าแล้วมันจะคุ้มค่าไหม นี่โชคดีขนาดไหนที่เรื่องราวใน ‘วิมานหนาม’ มันคือความขัดแย้งแก่งแย่งชิงดีกันระหว่างอีโหม๋กับเกย์ทองคำ พอนักแสดงนำทั้งคู่ซึ่งต่างไม่เคยและไม่รู้เลยว่าดาราคนอื่นๆ เขา ‘แสดงหนัง’ กันอย่างไรต้องมาเล่นให้ พวกเขาจึงหาทางรอดด้วยหันมาใช้วิธีทำตัวเป็น ‘ร่างทรง’ อัญเชิญองค์โหม๋กับทองคำ ตัวจริงมาสิงในร่าง มันเลยกลับกลายเป็นการสร้างความสะดวกง่ายให้ทั้งผู้กำกับและนักแสดงที่ไม่ต้องมาแจกแจงอธิบายถ่ายทอดตีความตัวละครกันแต่อย่างใด เพราะพอเซ่นให้อีโหม๋กับเกย์ทองคำมาเข้าฉากได้ ผู้กำกับก็สั่งบันทึกสถานการณ์ชีวิตทุกอย่างลงกล้องได้ในทันที โดยไม่มีเจฟ-ซาเตอร์ หรืออิงฟ้า วราหะ เข้ามาเกะกะเพ่นพ่านอยู่ใน ‘วิมานหนาม’ แห่งนี้กันเลยแม้แต่ซีนเดียว!

เหลียวมาดูสีดา พัวพิมล ในบทแม่แสงที่ความเป็น ‘นักแสดง’ ทำให้แอ็กติงยังคงมีความ ‘แสด๊งแสดง’ ไม่ได้แบ่งร่างอัญเชิญวิญญาณแม่แสงมาประทับองค์จริงๆ แต่บอส-กูโนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ถึงจะมาสายแอ็กติงมันก็สามารถที่จะ ‘จริงใจ’ ไปกับบทได้ สุดท้ายผู้กำกับก็สามารถแก้ปัญหานำพาการแสดงต่างแนวทางรวบหัวรวบหางจนเป็นตัวเดียวกันได้โดยไม่มีอะไรดูขัดเขิน ยิ่งตัวละครจิ่งนะซึ่งรับบทโดยหฤษฎ์ บัวย้อย นี่ก็ช่างสางสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดีเหลือเกิน พอไม่รู้ว่าจะให้เดินเรื่องด้วยบุคลิกแบบใด ก็ขอให้ตีหน้านิ่งเหมือนรูปปั้นเทพบุตรกรีกแบบอ่านอะไรไม่ได้เข้าไว้ เพราะความนิ่งดิ่งลึกแบบนี้มันจะไปด้วยกันได้กับทุกตัวละครไม่ว่าจะมีพื้นบุคลิกเป็นเช่นไร แล้วความเรียบเฉยจนไม่รู้ว่ามันคืออะไรก็จะสามารถปรากฏความหมายขึ้นมาได้โดยอัตโนมัติจากการถอดรหัสของคนดูแต่ละรายซึ่งสามารถจะทำนายออกมาทางใดก็ได้โดยไม่มีถูกไม่มีผิด! เห็นอิทธิฤทธิ์ด้านการแสดงใน ‘วิมานหนาม’ นี้แล้ว ก็คงต้องออกปากแซวเลยว่า ผู้กำกับหนังหน้าใหม่คนนี้เขาช่างมี ‘ดวง’ ในด้านการกำกับนักแสดงที่ ‘แรง’ เกินใครเสียจริงๆ ฉะนั้นดาราคนไหนได้รับการทาบทามจากบอส-กูโน ให้โผล่มารับบทในหนังเรื่องใหม่ ก็ขอจงอย่าทิ้งโอกาสนั้นไปง่ายๆ ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร จะติดตรงกับตารางเรื่องไหนก็ขอจงเคลียร์คิวมาให้ได้ ค่าจ้างค่าแรงไม่คุ้มเหนื่อยยังไงก็อย่าได้ไปสนใจ เพราะ ‘ดวง’ ทางการกำกับนักแสดงของบอส-กูโนนี่แหละที่จะผลักให้ฝีมือทางการแสดงของคุณทอดพุ่งไปอีกยาวไกล เช่นเดียวกับสองนักแสดงหน้าใหม่ที่ความสำเร็จบนจอเงินช่างล้นเกินประสบการณ์ ในผลงานระดับโบว์แดงชิ้นแรกของทั้งอิงฟ้าและเจฟ-ซาเตอร์!

ส่วนงานโปรดักชันนี่เธอก็อย่ามามั่นหน้าภาคภูมิใจไปหน่อยเลยว่าได้บรรจงทำออกมาเป็น ‘หนังสวย’ ร่ำรวยทัศนียภาพ อาบเอิบไปด้วยภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่เกษตรกรรม ไล่ไปถึงขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมและนานาพิธีกรรมประจำท้องถิ่นพื้นที่ มีทั้งงานบวช งานศพ งานแต่ง งานบุญบั้งไฟ แต่เหมือนผู้กำกับจะไม่รู้เลยว่าภาษาภาพที่ใช้มันเป็นสไตล์ที่เขาใช้กันในงานประเภท ‘โฆษณา’ จำพวกชักชวนกันมาให้ท่องเที่ยวชิมทุเรียนสดๆ กันจากสวน หรือคักม่วนไปกับพิธีมงคลต่างๆ ที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเขาภูมิใจนำเสนอเป็นนักเป็นหนา ในขณะที่ถ้าเป็น ‘ภาษาหนัง’ เขามักเลือกที่จะ ‘แฉเบื้องหลัง’ อันดำมืดที่อำพรางวางซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มอันชื่นมื่นด้วยอารมณ์ขันขื่นในแบบสัจนิยมกันมากกว่า แต่เอาล่ะ ในฐานะคนนอกพื้นที่ วิถีทำหนังไม่เป็นประเด็นนี้มันยังทำให้หนังมีสีสันที่ออกจะแปลกตา ดูแล้วรู้สึกว่ามีความ authentic อันสมจริง ไม่ปรุงแต่งให้งามพริ้งจนกลายเป็นความปลอม มันจึงยังเป็นการเรียกแขกที่ยอมรับได้ เห็นแล้วก็อยากจะมีโอกาสไปร่วมงานให้ได้เห็นกับตา ให้ได้ลิ้มชิมรสกับชิวหาว่ามันจะเด็ดถึงขนาดไหนกันเชียวนะ! ในขณะที่ฉากที่ควรจะต้องโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ ‘มาม่า’ และรถกระบะตระกูล ‘โตโยต้า’ เธอกลับถ่ายออกมาให้ดูไม่น่ารับประทาน ให้เป็นยวดยานที่ต้องบนบานภาวนาให้พาไปถึงจุดหมาย ไม่รู้ว่านี่คืออุบายในการ ‘แกง’ สปอนเซอร์ หรือคืออาการเผลอเพราะเรื่องราวมันพาไป แต่ถ้าคราวหน้ายังจะ ‘ทำไม่เป็น’ ให้เห็นแบบนี้ จะหาว่าเราไม่หวังดีไม่มีไมตรีมาคิดทักตักเตือนไม่ได้อีกแล้วนะ!

แล้วระยะภาพ medium close-up จับภาพใบหน้าตัวละครในระยะชวนอึดอัดโดยเฉพาะในฉากขัดอารมณ์กันบนเรือนบ้านระหว่างโหม๋และทองคำ มันก็เป็นระยะที่คนทำหนังเป็นเขาจะปล่อยให้คนดูเห็นในหนังกันไม่ได้ คือถ้าจะไม่ถ่ายช็อตระยะกลาง (medium shot) เห็นตั้งแต่สะเอวขึ้นไป ก็ต้องกระดึ๊บเข้ามาโคลสอัพจับหน้าตัวละครกันใกล้ๆ ให้เห็นเงาอารมณ์กันชัดๆ เพราะถ้าเลือกใช้ medium close-up แล้วมันก็จะมีแต่ความรู้สึกอึดอัด แต่… เอ? หรือผู้กำกับเขากางวัดไว้แล้วว่าต้องการภาพระยะแบบนี้ ให้รู้กันไปเลยว่าอีโหม๋และทองคำจะไม่มีวันกลับลำหันมาปรองดอง และจะต้องอยู่ด้วยกันในกรอบภาพอันอึดอัดเช่นนี้อยู่ร่ำไป!

สำเนียงดนตรีที่ใส่เข้ามานี่ก็เหมือนกัน! ร้อยวันพันปีหนังค่าย GDH เขาไม่มีเลยนะที่จะกล่อมขวัญคนดูกันด้วยสุ้มเสียงอันโหยหวนของเครื่องสายถ่ายทอดท่วงทำนองที่แสดงถึงห้วงอารมณ์อันคอขาดบาดตายอย่างได้รสนิยมกันขนาดนี้ คือสกอร์ที่ใช้นี่ไม่ได้ต่างจากดนตรีในหนังศิลปะจากสหภาพยุโรปที่เขาประกวดประชันกันที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ แต่กลับไม่ค่อยไม่เคยผ่านหูมาก่อนเลยในผลงานหนังไทย ทั้งที่ความคีย์ไมเนอร์แบบมินิมัลอะไรทำนองนี้ก็ส่องสะท้อนภาวะอาฆาตแค้นภายในที่ไม่อาจไว้วางใจของตัวละครแบบไทยๆ ได้อย่างน่าสะพรึงอยู่เหมือนกัน แล้วทั้งการประพันธ์เรียบเรียงไปจนถึงน้ำเสียงการบรรเลงของนักดนตรีก็ช่างมีความวิจิตรชนิดที่ถ้าปิดตาดูก็จะรู้สึกเหมือนกำลังนั่งฟัง concert recital ดนตรีบรรเลงแนวทดลองร่วมสมัยในหอแสดง มิใช่ท่วงทำนองที่แต่งมาเพื่อคลอประกอบหนังแบบดาดๆ ธรรมดาๆ! ซึ่ง ผู้กำกับเขาก็ช่างกล้า โหมประโคมคีตนิพนธ์เหล่านี้มาเกือบตลอดเวลาทุกครั้งที่มีโอกาส ราวเป็นอีกองค์ประกอบที่ขาดจากหนังไปไม่ได้จนเกือบจะกลายเป็นความเยอะล้นและฟูมฟาย ทว่าเคราะห์ดีอย่างเหลือหลายที่ชะตากรรมและความ ‘ระยำ’ ในชีวิตของทั้งอีโหม๋และทองคำ มันช่าง ‘ตำบอน’ จนชวนให้อ่อนใจที่จะทนอยู่ต่อไป ฉะนั้นต่อให้เสียงดนตรีจะเข้ามาโหมประโคมกันขนาดไหน จะเพิ่มไลน์ทำนองให้แนวประสานแน่นขึ้นอย่างไร ก็คงจะไม่สามารถเข้มข้นได้เท่าสถานการณ์ชีวิตอันสุดเลวร้ายของเหล่าตัวละคร จนไม่มีช่วงตอนไหนชวนให้รู้สึกถูกกระพือด้วยจังหวะจะโคนหรือโทนเสียงเหล่านี้กันอย่างเปล่ากลวง!

แต่เอาล่ะ หากจะหันมามองในแง่ดี ฝีมือการทำหนังแล้วออกมาไม่มีความเป็นหนังทั้งหมดทั้งปวงเหล่านี้ มันก็พอจะมีประโยชน์ที่ทำให้ ‘วิมานหนาม’ กลายเป็นความผิดแปลกแหวกคอก แตกต่างไปจากประวัติศาสตร์หนังไทยตั้งแต่อ้อนแต่ออกด้วยน้ำเสียงแห่งความเป็นคนนอกวงการโดยสมบูรณ์ ‘วิมานหนาม’ จึงมิได้เป็นเพียงแค่อีกหนึ่ง ‘หนังไทย’ ที่อุดมไปด้วยความแปลกใหม่ธรรมดาๆ ทว่ามันยังมีคุณสมบัติของการเป็นงาน ‘มหากาพย์’ ขับกล่อมภาพชีวิต เป็นอัครมหรสพอันวิจิตร สร้างนิมิตหมายใหม่ๆ เพื่อสานต่อความหวังให้วงการหนังไทย โดยเฉพาะเมื่อมันมาในรูปแบบและแนวทางที่ฉีกต่างออกไปจากผลงานแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และแม้ว่าคุณ ‘เจ้ย’ และคุณ ‘บอส’ เขาจะมีวิธีถ่ายทอดหนังออกมาไม่เหมือนกันอย่างไร สิ่งหนึ่งที่น่าจะมองเป็นจุดร่วมได้ก็คือเวลาทำหนัง ทั้งคุณ ‘บอส’ และคุณ ‘เจ้ย’ เขาไม่เคยต้องเสียเวลามานั่งเก็งเดาว่าเหล่าคนดูผู้คอยอุปการะ อยากจะเห็นผลงานออกมาประมาณไหนจึงจะเป็นที่ถูกอกถูกใจ ทุกครั้งที่ได้ทำหนังเรื่องใหม่ พวกเขาก็ได้แต่หันมาถาม ‘ตัวเอง’ ว่าแล้วเรานั่นแหละอยากเห็นมันออกมาเป็นอย่างไร จากนั้นก็ทำทุกอย่างออกมาตามแต่ใจ เชื่อสิว่ายังไงๆ คนดูทั่วไปก็จะหันมาเกิดความสงสัยใคร่รู้ว่าบอส-กูโน เขาเติบโตมากับหนังเทือกตระกูลไหน และเลือกจะเล่า ‘วิมานหนาม’ ออกมาอีท่าใดโดยไม่เห็นจะต้องมาคอยถามเลยว่า ถูกจริตคุณๆ กันไหมนะ หากฉันจะหันมาเลือกใช้แนวทางอะไรแบบนี้!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...