โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สู้สุดใจไบโอโลจี้! 'พี่พลอย' รีวิวชีวิตหลังติดทุนรัฐบาลเกาหลี ป.ตรีสาขา Bio วิชาโท Food Sci. ในรั้ว 'ม.แห่งชาติโซล' (Seoul National Univ.)

Dek-D.com

อัพเดต 01 พ.ย. 2567 เวลา 10.53 น. • เผยแพร่ 04 ต.ค. 2567 เวลา 02.00 น. • DEK-D.com
ประสบการณ์ส่งตรงจาก

สวัสดีค่ะชาว Dek-D “เกาหลีใต้”นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างของประเทศในเอเชียที่ลงทุนและให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัยอย่างมาก เพื่อวางรากฐานสร้างทรัพยากรบุคคลเก่งๆ ออกมาร่วมทำงานหนักเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นเกาหลีใต้ยังมีทุนจากรัฐบาล มหาวิทยาลัย องค์กรต่างๆที่ดึงดูดให้นักเรียนที่เก่งและมีความตั้งใจสูง ได้เข้ามาเรียนรู้และทำตามแพสชันโดยมีทรัพยากรที่ช่วยส่งเสริมการเรียนอย่างเต็มที่ด้วย

และวันก่อนเรามีโอกาสชวน “พี่พลอย”นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีGKS-U Scholarshipsมารีวิวเกี่ยวกับชีวิตนักเรียน ป.ตรี สาขาวิชาเอก Biological Sciences (Minor in Food Sciences) ในรั้ว Seoul National University ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็น 1 ในมหาวิทยาลัยกลุ่ม SKY ที่เด็กเกาหลีใฝ่ฝันอยากเข้าศึกษาต่อมากที่สุด เล่าตั้งแต่การสมัครทุน, การเรียนปรับภาษา 1 ปี, รีวิววิชาเรียน ป.ตรี สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Biological Sciences)

ความโหดอยู่ตรงไหน? สนุกไหมนะ? ไปตั้งต้นกับสกิลภาษาเกาหลีเป็นศูนย์ แต่ผ่านมาได้ยังไง? พร้อมแล้วมาเก็บข้อมูลกันเลยค่า

อันยองฮาเซโย~ ชวนทักทายน้องๆ กันก่อนค่ะ

สวัสดีค่า ชื่อพี่พลอยนะคะ เรียนจบ ม.ปลาย สายวิทย์-คณิต จากโรงเรียนดรุณสิกขาลัย โรงเรียนนี้จะเน้นวิทย์และวิศวฯ เป็นหลักค่ะ ส่วนเกาหลีใต้พลอยเริ่มสนใจตอนที่ KAIST มาที่โรงเรียนเพื่อแนะนำมหา'ลัย ทำให้เราได้รู้จักในฐานะประเทศที่เก่งเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มากๆ

แล้วก็จุดประกายให้เราหาข้อมูลทุนเรื่อยๆ จนมารู้จัก ทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ (GKS-U Scholarships)ที่สนับสนุนแบบเล่นใหญ่ ในที่สุดก็ติดทุนเมื่อปี 2016 ค่ะ

อ้างอิงระเบียบการปีล่าสุดปี 2024[ปิดรับสมัครแล้ว] ว่าล่าสุดเขาซัปพอร์ตค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

  • ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ (ชั้นประหยัด) *ให้เฉพาะตอนบินไปครั้งแรก และ บินกลับหลังเรียนจบ
  • ค่าตั้งรกราก (Settlement Allowance) 200,000 วอน (ประมาณ 5,400 บาท)
  • เบี้ยเลี้ยงเดือนละ 900,000 วอน (ประมาณ 24,300 บาท)
  • หากสอบ TOPIK ได้ระดับ 5 หรือ 6 จะได้รับเบี้ยเลี้ยงรายเดือนเพิ่มอีก 100,000 วอน (ปรมาณ 2,700 บาท)
  • เงินสนับสนุนหลังเรียนจบ 100,000 วอน (ประมาณ 2,700 บาท)
  • ค่าประกันสุขภาพ
  • ค่าเรียนคอร์สปรับพื้นฐานภาษาเกาหลี
  • ค่าเล่าเรียนเต็มจำนวนตลอดหลักสูตร

ล็อกเป้าหมาย & ปั้นพอร์ตให้เด่น

เดินหน้าสมัครทุนรัฐบาลเกาหลีใต้

การสมัครจะมี 2 แบบคือEmbassy Track(สมัครผ่านสถานทูตเกาหลีใต้) เลือกได้สูงสุด 3 อันดับหลักสูตรที่อยากเข้า และ University Track(สมัครผ่านมหาวิทยาลัยโดยตรง วันปิดรับต่างกัน) เลือกได้ 1 สาขา และ 1 มหาวิทยาลัยเท่านั้นค่ะ

พลอยสมัครแบบแรกคือ Embassy Track เลือกเป็นคณะ Biological Science หรือ Bio Technology ทั้ง 3 อันดับเลยแต่เรื่องมหาวิทยาลัยเราเน้นจากชื่อเสียง เพราะมองว่าการันตีคุณภาพได้ระดับนึง **ปัจจุบันสาขา Biological Sciences ของ SNU เป็นอันดับ 1 ของเกาหลีใต้ (อ้างอิง: QS World University Rankings by Subject 2024)

Tips:

  • แนะนำว่าให้เข้าเว็บคณะไปดูข้อมูลหลักสูตร ดูแล็บว่ามีสายไหนบ้าง ยิ่งถ้าใครเป้าหมายชัดเจนว่าอยากทำวิจัยด้านนี้ สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลอาจารย์ในคณะและเปเปอร์ของเขาได้ค่ะ
  • อาจลองพูดคุยหรือรีวิวจากศิษย์เก่าหลายๆ ที่ เพื่อดูสไตล์และจุดแข็งของมหาวิทยาลัย เพราะแต่ละที่ต่างกันค่ะ เช่น SNU เก่งวิจัย, Korea University หรือ Yonsei University บรรยากาศจะมีความเป็นอินเตอร์ เรียนและทำกิจกรรมไปด้วย

เตรียมตัวยังไงบ้าง?

ส่วนตัวพลอยว่าการเขียน Personal Statement และ Study Plan ให้ออกมาดี เป็นเรื่องที่ทั้งท้าทายและสนุกที่สุดเช่นกันค่ะ 555การสมัครทุนนี้เราสามารถนำเสนอตัวเราได้อย่างเต็มที่จากเอกสาร 2 ส่วนนี้เท่านั้น แถมยังจำกัดความยาวแค่อย่างละ 2 หน้ากระดาษ เลยต้องกลั่นกรองและเขียนออกมาเพื่อให้ดึงความสนใจคณะกรรมการได้

จริงๆ การเตรียมเอกสารไม่ยาก แต่รายละเอียดเยอะ บางอย่างก็ต้องทำเรื่องขอจากโรงเรียน รวมถึงเอกสารราชการที่ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าเป็นไปได้ให้รีบเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งเร็วยิ่งดีค่ะ

Personal Statement

เริ่มจากแนะนำตัวว่าเราเป็นใคร, มีความสนใจด้านไหน, ประสบการณ์ที่ผ่านมาเราได้ทำอะไร (เช่น การเข้าค่าย การทำโพรเจ็กต์, การแข่งขันต่างๆ) เราได้เรียนรู้อะไรจากกิจกรรมนั้นๆ แล้วการมาเรียนที่เกาหลีมีความสำคัญกับเรายังไงบ้าง

Study Plan

พาร์ตการเรียนช่วง ป.ตรีพลอยเล่าคร่าวๆ ว่าเราสนใจเรียนด้านนี้เพราะอะไร, ระหว่างเรียนที่เกาหลีอยากทำอะไรบ้าง และหลังจากจบการศึกษามีแผนว่าจะทำอะไร อย่างของพลอยก็เล่าไปว่าอยากทำโพรเจ็กต์ชีวะแนวไหนประมาณนี้ค่ะ เพราะเลือกไปแนวเดียวกันหมดเลย แต่ถ้าใครสมัครคณะต่างกัน แนะนำให้เขียนอธิบายแต่ละคณะที่เลือก

พาร์ตเรียนภาษาเกาหลีก็บอกประมาณว่าจะเริ่มเรียนด้วยตัวเอง ระหว่างเรียนก็จะตั้งใจเรียนให้เต็มที่และจะเผยแพร่ภาษาเกาหลีให้กับเพื่อนๆ ที่ไทย เพื่อเป็นช่องทางในการฝึกภาษาด้วยค่ะ

รีแคปบรรยากาศและความท้าทาย

ช่วงปรับภาษา 1 ปีจนถึง ป.ตรี

เรียนปรับภาษา 1 ปี ไปแบบพื้นภาษาเป็นศูนย์!

ตอนสมัครพลอยยื่นคะแนนภาษาอังกฤษ และไม่มีพื้นภาษาเกาหลีมาก่อน เลยได้เริ่มเรียนปรับภาษาตั้งแต่ระดับแรกที่ Sunmoon University ในเมืองอาซานค่ะ เรียนครบทุกทักษะ ฟัง-พูด-อ่าน-เขียน และเรียนแค่วันละ 4 ชั่วโมง เพื่อนทั้งห้องเป็นชาวต่างชาติ (เด็กญี่ปุ่นเยอะจนเหมือนได้เรียนวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปในตัว) ช่วงนี้ก็เลยเครียดน้อยกว่า ป.ตรี เพราะเน้นภาษาเกาหลี วันนึงเรียนไม่กี่ชั่วโมง และเพื่อนๆ ทุกคนก็ต่างอยู่ในสถานการณ์การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ฟีลมองตาก็รู้ใจ ค่อยๆ ก้าวไปด้วยกันนะ 5555

พอเรียนปรับภาษาจนจบ พลอยไปสอบอีกครั้งได้ TOPIK 5 สิ่งนึงที่คิดว่าสำคัญมากคือ "การท่องศัพท์" เพราะต่อให้ไม่รู้ไวยากรณ์ คลังศัพท์จะช่วยให้เราเดาจากบริบทได้มากขึ้น และแนะนำให้ฝึกทำข้อสอบเก่าเยอะๆ ค่ะ

พอขึ้น ป.ตรี ยกระดับความยาก เหมือนหลุดเข้าไปอีกโลก

โดยรวมเป็นการเรียนที่เคร่งเครียดและเข้มข้นกว่า อาจรู้สึกโดดเดี่ยวบ้างเพราะมีชาวต่างชาติเพียงไม่กี่คนในคลาส แต่ข้อดีคือมหา'ลัยให้อิสระเราในการดีไซน์ตารางเรียนตลอด 4 ปี โดยมีไกด์ไลน์แนะนำว่านักศึกษาควรลงอะไรก่อนหลังดี วิชานี้ควรลงเทอมไหน บางวิชากำหนดว่าต้องผ่านตัวไหนมาก่อนถึงจะเรียนตัวนี้ได้ เป็นต้น

อย่างพลอยก็เริ่มต้นด้วยวิชาพื้นฐาน เช่น General Chemistry, Biology, Calculus, Laboratory แต่รู้สึกยากเป็น 2 เท่า เพราะต้องเข้าใจภาษาก่อนแล้วตามด้วยเนื้อหา โดยเฉพาะเรื่อง“คำศัพท์เฉพาะ”(Technical Terms) ที่เป็นแบบฉบับภาษาเกาหลี เช่น ชื่อเซลล์ (Cell) ออร์แกเนลล์ (Organelle) ในเซลล์ต่างๆ ค่ะ

ยกตัวอย่างคำศัพท์เฉพาะที่เห็นบ่อยๆ เช่น

세포 = cells

산화 = oxidization

화원 = reduction

포도상구균 = Staphylococcus

분류학 = taxonomy

계 = kingdom

문 = phylum

강 = class

과 = family

속 = genus

종 = species

ผ่านช่วงยากๆ มาได้ด้วยวิธีไหน?

ต้องใช้ความพยายามสูงเหมือนกัน มีทั้งนั่งแปลทีละคำๆ เขียนสรุปเองใหม่ ถ้าคลาสไหนอาจารย์อนุญาตก็จะอัดเสียงมาเปิดฟังทวนซ้ำ กว่าจะลงตัวก็ประมาณปี 3-4จุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นก็คือเรื่องภาษาอีกเช่นกัน (เรื่องใหญ่จริงๆ) แล้วบอกเลยว่าการร่วมกิจกรรมช่วยเราได้มาก เพราะเป็นสถานการณ์บังคับให้เราได้ใช้จนคุ้นชินขึ้น เกร็งน้อยลง แล้วพอเข้าใจภาษาก็จะช่วยปลดล็อกให้เราเข้าใจเนื้อหาที่เรียนค่ะ

ส่วนใหญ่เรียนยังไงบ้าง?

วิธีการสอนขึ้นอยู่กับสไตล์อาจารย์ มีทั้งเรียน Lecture บางวิชาให้เรา Discuss หรือถาม-ตอบกันในห้อง บางวิชามีเข้าแล็บแล้วเขียนสรุปเป็นรายงานออกมาเล่าถึงตรงนี้พลอยก็มองว่าในบรรดาทักษะการสื่อสารทั้งหมด"การพูด"ทั้งยากและสำคัญที่สุด เพราะถ้าวิธีเรียนแบบนี้แล้วเราพูดในห้องไม่ได้ อาจจะรู้สึกอึดอัดใจเพราะสื่อความคิดออกไปได้ไม่ตรงหรือไม่ครอบคลุมทั้งหมด

แต่ที่แน่ๆ ทุกวิชาที่พลอยเรียน ส่วนใหญ่มีสอบ 3 ครั้งต่อเทอม ทำให้เหมือนทุกซีซันคือการสอบค่ะ เป็นการทดลองขีดจำกัดว่าตัวเองจะสามารถนอนน้อยได้แค่ไหน ㅜ_ㅜ แต่ถ้าเรื่องธีสิสเรามีเวลาเตรียมตัวเยอะ ทำเรื่อยๆ ไม่กดดันมาก

รีวิวตัวอย่างวิชาเรียน

หนึ่งในวิชาที่ชอบมากๆ คือ“Cell Biology”ค่ะ เรียนเกี่ยวกับเซลล์และฟังก์ชันต่างๆ ของ Organelle รวมถึงที่มาที่ไปของการทดลองที่พิสูจน์ทฤษฎีต่างๆ ซึ่งแนวการสอนของอาจารย์ทำให้เราได้ Discuss ไปพร้อมกับการเรียนด้วย แต่วิชานี้ไม่ได้เน้นแค่ท่องจำ การสอบจะมีคำถาม 3 ข้อ และให้เวลา 3 ชั่วโมง ออกแบบการทดลองเพื่อพิสูจน์หน้าที่บางอย่างของเซลล์

แล้ววิชานี้คือต้องวิเคราะห์เอง เขียนเอง ย้อนไปนึกถึงก็ยากก แต่เราต้องหาทางจับจุดให้ได้ เพราะในความเป็นจริงเราไม่ต้องอ่านทุกหน้าถึงจะสอบผ่าน อาศัยความถึก ค่อยๆ สังเกตและเดาว่าอาจารย์เขาชอบเน้นพาร์ตไหน ใจความสำคัญแต่ละบทคืออะไร

“Molecular Biology” เรียนเทคโนโลยีของชีววิทยา การทดลอง การตัดต่อพันธุกรรม ฯลฯ เป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้เราอ่านเปเปอร์แล้วเห็นภาพมากขึ้น

อีกวิชานอกคณะที่ชอบคือ “Pop Culture”ให้เราอ่านหนังสือหรือดูภาพยนตร์ แล้วมาวิเคราะห์กันในห้องเรียนค่ะ วิชานี้ได้เปิดโลกการตีความมากๆ

เพิ่มสีสันการเรียนมหาวิทยาลัย

ด้วยการลงวิชาโท (Minor)

ถ้าในโปรแกรมมีรายวิชาที่เราไม่ได้รู้สึกสนใจขนาดอยากเรียนเจาะลึก เช่น เด็กชีวะที่ไม่อินกับเรื่องพืช แต่จำเป็นต้องลงหน่วยกิตให้ครบตามเกณฑ์การจบ ป.ตรี มีทางเลือกน่าสนใจคือการข้ามไปลงวิชาโท (Minor)

เบื้องต้นคือเราจะเริ่มเทกไมเนอร์ได้หลังจากเรียนผ่านไป 2 เทอม มีขั้นต่ำ 33 หน่วยกิต จากนั้นก็ต้องลงทะเบียนเรียนวิชาไมเนอร์ที่เราสนใจให้ครบ 21 หน่วยกิต และรักษา GPA ให้ไม่ต่ำกว่า 2.0 สุดท้ายแล้วจะมีไมเนอร์ต่อท้ายในใบปริญญาของเรา

ตอนนั้นพลอยไปลงไมเนอร์ Food Science ค่ะ รู้สึกชีวิตสนุกขึ้นมากก เหมือนเปิดโลกอีกใบ เพราะเรียนแบบเน้นประยุกต์เยอะ มีออกนอกสถานที่บ้าง เช่น โรงงานพริกป่น เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการทำผลิตภัณฑ์อาหาร Freeze Dry เป็นต้น

*อ่านเงื่อนไขและรูปแบบปริญญา Double Major, Minor และอื่นๆ ได้ทางhttps://en.snu.ac.kr/academics/resources/double_major_minor

ดูหลักสูตร ป.ตรี Biological Sci.เกี่ยวกับ Double Major / Minor ที่ SNU

นอกจากเรียนและทำวิจัย

มีหลายกิจกรรมให้เปิดโลก

ส่วนใหญ่ในกรุ๊ปต่างชาติจะมีแชร์กันค่ะว่า ตอนนี้มีโครงการนอกมหาวิทยาลัยอะไรกำลังเปิดรับสมัครบ้าง แล้วก็บอกต่อกันมา อย่างพี่เคยไปเป็น Ambassador โปรโมตการท่องเที่ยวเกาหลี เคยร่วมทำโพรเจ็กต์คล้ายๆ ฝึกงานของบริษัท ฯลฯ เป็นโอกาสให้เราได้ลองงาน รู้จักเพื่อนเพิ่ม และอาจให้ทุนเราเพิ่มอีก

เกาหลีเป็นประเทศที่ไม่หยุดพัฒนา เห็นได้ชัดจากที่เขามีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด ทรัพยากรบุคคลเก่งๆ ประเทศเขาเยอะจริง และอย่าง SNU ก็ให้โอกาสนักศึกษาทำวิจัยด้านอื่นนอกเหนือจากที่เรียนในห้อง

#รีวิวเกาหลี

  • ปัลรีๆ!เกาหลีขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรม 빨리빨리 (เร็วๆ) ค่ะ คือผู้คนจะทำอะไรเร็วไปหมด ซึ่งจะรวมไปถึงการติดต่องาน หรือการทำธุรการใดๆ ทำให้ตอนอยู่เกาหลีเราได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามากๆ
  • ความทันสมัยเกาหลีนำเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตประจำวันเกือบทุกด้าน แทบทุกอย่างทำผ่านช่องทางออนไลน์ได้หมด
  • ระบบสาธารณูปโภคดีและเข้าถึงง่าย(มากกกก)ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่ง สวนสาธารณะ หรือแม้แต่ภูเขาเล็กๆ ในเมืองก็ยังมีทำทางเดินดีๆ ให้คนเดินขึ้นไปพักผ่อนหย่อนใจได้~
  • ภาษาเกาหลีมีไว้ดีกว่ายิ่งฝึกได้ไวก็จะใช้ชีวิตในเกาหลีได้สนุกและเต็มที่มากขึ้น
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...