โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อย่าชะล่าใจ!! อาการคันเท้า หลังจากลุยน้ำ อาจเป็น “โรคน้ำกัดเท้า”

BRIGHTTV.CO.TH

อัพเดต 14 ก.ย 2567 เวลา 14.38 น. • เผยแพร่ 14 ก.ย 2567 เวลา 07.38 น. • Bright Today

โปรดระวัง! โรคที่แอบแฝงมาในช่วง ฝนตก และน้ำท่วม ทำให้เกิดโรคน้ำกัดเท้า ส่งผลให้เท้ามีกลิ่นเหม็น คันตามเท้า รีบสังเกตุด่วน อย่าปล่อยไว้นาน

จากสถานการณ์ไทยได้รับผลกระทบจากซูเปอร์ไต้ฝุ่น พายุยางิ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ประเทศไทยประสบวิกฤตอุทกภัยในหลาย ๆ พื้นที่ โดยเฉพาะทางภาคเหนือ ที่โดนน้ำป่าไหลพัดท่วมบ้านเรือนเสียหายเป็นบริเวณกว้าง

แต่ทุกคนรู้หรือไม่ การที่เราลุยน้ำในสถารการณ์น้ำท่วมเช่นนี้อาจทำให้เสี่ยงเป็น โรคน้ำกัดเท้า ได้โดยไม่รู้ตัววันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับโรคนี้กันค่ะ โรคน้ำกัดเท้า (Athlete’s Foot) หรือฮ่องกงฟุต เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อราในสายพันธุ์ Dermatophytes โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสกับสิ่งสกปรก และสารเคมีที่ปะปนอยู่ในน้ำท่วมขัง ซึ่งเชื้อราเหล่านี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่เปียกชื้น เช่น รองเท้าที่ลุยน้ำท่วม, พื้นห้องอาบน้ำ, หรือพื้นบริเวณสระว่ายน้ำ

โดยสาเหตุเกิดจาก การระคายเคืองของผิวหนังเนื่องจากความเปียกชื้น และการสัมผัสสิ่งสกปรก สารเคมีต่าง ๆ ในน้ำท่วมขัง

close-up-man-s-feet-water-min

อาการระยะแรกที่พบได้บ่อยคือ เท้าเปื่อย แดง และลอก เนื่องจากการระคายเคือง แต่ถ้ามีอาการคันและเกิดเป็นแผล จะมีการอักเสบ และติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งการติดเชื้อจะทำให้เกิดอาการแสบร้อน ปวด แผลเป็นหนอง ผิวเป็นขุย และลอกออกเป็นแผ่นสีขาว อาจมีกลิ่นเหม็นตามซอกเท้า การรักษาจะใช้ยาทาสเตียรอยด์อ่อน ๆ เช่น ไตรแอมซิโนโลนชนิดครีม (triamcinoloe cream), เบตาเมทาโซนชนิดครีม (betamethasone cream) ทาบางๆ วันละ 2-3 ครั้ง หลังจากทำความสะอาดเท้าด้วยสบู่ และเช็ดให้แห้งแล้ว

ระยะที่ติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นระยะที่มีอาการเป็นผื่นบวมแดงมาก มีหนอง และปวด อาการมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังจากการแช่น้ำเป็นเวลานาน จนมีรอยแผลเปื่อยที่ผิวหนังซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่แผล

การรักษาในกรณีที่เป็นไม่มาก ให้ล้างแผลด้วยน้ำเกลือ หรือด่างทับทิม แล้งทาแผลด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน ไอโอดีน (povidone iodine) หรือ ขี้ผึ้งวิทฟิลด์ (Whitfield’s ointment) วันละ 2-3 ครั้ง หลังจากทำความสะอาดเท้าด้วยสบู่และเช็ดให้แห้งแล้ว ส่วนในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรง มีอาการบวมและปวดมาก หรือในผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ให้ไปพบแพทย์เพื่อรับยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) ชนิดฉีด หรือชนิดรับประทาน เช่น คลอกซาซิลลิน (cloxacillin)

ระยะที่ติดเชื้อรา ระยะนี้มีความแตกต่างจากการ ติดเชื้อแบคทีเรีย ตรงที่การติดเชื้อรามักเกิดในผู้ที่แช่น้ำอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานมาก หรือผู้ที่มีนิ้วเท้าชิดหรือเกยกัน อาการคือผิวหนังมีขุยขาวเปียก มีกลิ่นเหม็น และมีอาการคัน ร่วมกับมีประวัติเป็นมานานเกิน 2 สัปดาห์

การรักษาจะใช้ยาต้านเชื้อรา เช่น ขี้ผึ้งวิทฟิลด์ (Whitfield’s ointment), คีโทโคนาโซลชนิดครีม (ketoconazole cream) และ โคลทริมาโซลชนิดครีม (clotrimazoe cream) โดยทาบางๆ วันละ 2-3 ครั้ง หลังจากทำความสะอาดเท้าด้วยสบู่และเช็ดให้แห้งแล้ว อย่างไรก็ตาม หากการติดเชื้อรามีอาการรุนแรง ไม่ตอบสนองต่อยาที่ใช้ทา หรือมีการติดเชื้อที่เล็บร่วมด้วย ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อ และรับประทานยาต่อไป

การป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วมขัง
  • ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันทีหลังการสัมผัสน้ำสกปรก
  • เช็ดเท้าให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว
  • ใส่ถุงเท้าที่ซักสะอาด และแห้ง ในรายที่มีอาการของโรคอยู่ ถ้านำถุงเท้าไปต้ม จะช่วยลดปริมาณเชื้อได้มาก หลีกเลี่ยงการใช้ถุงเท้าที่ทำจากสารบางประเภทที่ทำให้แพ้ เพราะจะเสริมอาการคันมากขึ้น
  • การเกาตามบริเวณร่างกาย โดยใช้มือ-เล็บที่ไปเกาแผลที่มีเชื้อรามาก่อน อาจทำให้บริเวณใหม่ที่ไปเกาได้เชื้อเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตำแหน่ง เป็นการติดเชื้อที่แพร่จากร่างกายตนเองผ่านการเกา
  • ไม่ใช้ข้าวของส่วนตัวปนกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว ถุงเท้า รองเท้า แม้แต่รองเท้าแตะ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคนี้อยู่ เพราะสามารถติดต่อกันได้

ข้อมูลจาก โรงพยาบาลบางประกอก3

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...