โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระพุทธรูปทวารวดี อายุ 1,000 ปี จากเมืองสุโขทัย คนแห่กราบไหว้เพราะศักดิ์สิทธิ์ ทำเอาแพเกือบจม!

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 04 ก.ย 2567 เวลา 09.17 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2567 เวลา 01.15 น.
พระพุทธรูปศิลา ศิลปะทวารวดี ที่อัญเชิญจากเมืองสุโขทัยมากรุงเทพฯ ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ในห้องทวารวดี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธรูปทวารวดี” องค์ใหญ่สะดุดตา ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปยืนศิลปะทวารวดีองค์ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบในปัจจุบัน พระพุทธรูปองค์นี้มีความน่าสนใจ ไม่เพียงการเป็นหลักฐานร่องรอยวัฒนธรรมทวารวดีในสุโขทัย แต่ยังเลื่องลือเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ถึงขั้นมีผู้คนแห่ไปกราบไหว้บูชา ทำเอาแพที่ประดิษฐานล่องลงมากรุงเทพฯ เกือบจมมาแล้ว

“พระพุทธรูปทวารวดี” อายุนับพันปี

พระพุทธรูปศิลาองค์นี้จัดอยู่ในศิลปะทวารวดี ประมาณอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 หรือราว 1,000 ปีก่อน พบที่วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย เมื่อ พ.ศ. 2469 และนำมาไว้ที่ “พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” เมื่อ พ.ศ. 2471

พระพุทธรูปสูงรวมฐาน 330 เซนติเมตร แบ่งเป็นฐานสูง 38 เซนติเมตร และองค์พระสูง 292 เซนติเมตร ใช้หิน 4 ชิ้น ประกอบเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่

ชิ้นแรกคือตั้งแต่พระเศียรลงไปถึงพระโสณี (สะโพก) ชิ้นที่ 2 ตั้งแต่พระโสณีลงไปถึงฐานบัว ส่วนชิ้นที่ 3 และ 4 ทำพระกรช่วงล่างทั้ง 2 ข้าง ซึ่งการใช้หินหลายก้อนแบบนี้ เป็นกรรมวิธีการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ของทวารวดี

จุดเด่นของพระพุทธรูปคือมีพระพักตร์เหลี่ยม พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรเหลือบต่ำแสดงความสงบ พระนาสิกใหญ่ พระโอษฐ์แบะ พระกรรณยาว ขมวดพระเกศาเวียนเป็นวงก้นหอย พระอุษณีษะนูนสูงเด่น

องค์พระครองจีวรห่มคลุม ไม่มีริ้ว บางแนบเนื้อราวผ้าเปียกน้ำ ทำให้เห็นพระพุทธสรีระและขอบสบงที่บริเวณบั้นพระองค์ชัดเจน ชายจีวรด้านหน้ายกสูงพาดผ่านพระชงฆ์เป็นรูปวงโค้ง ชายจีวรด้านหลังยาวเป็นกรอบสี่เหลี่ยม มีชายทบไปมาแบบเขี้ยวตะขาบ และเห็นชายสบงอยู่ตรงกลางระหว่างจีวรด้านหน้ากับด้านหลัง

ส่วนพระกรส่วนบนทั้ง 2 ข้าง ตั้งแต่พระพาหา (ต้นแขน) จนถึงพระกะโประ (ศอก) มองเห็นหลุมวงกลมที่ใช้สำหรับรับเดือยของพระกรท่อนล่างที่หลุดหายไปแล้ว

ขณะที่พระบาททั้ง 2 ข้าง มีฐานสลักกลีบบัวคว่ำและกลีบบัวหงายรองรับ ไม่สกัดหินบริเวณข้อพระบาทออก ถือเป็นกรรมวิธีรับน้ำหนักที่พบได้ในประติมากรรมศิลปะทวารวดี ที่มีต้นแบบอยู่ในศิลปะคุปตะของอินเดีย

พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เมืองสุโขทัย

หลังจากค้นพบพระพุทธรูปทวารวดีองค์นี้ที่วัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย เมื่อ พ.ศ. 2469 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ทรงมีพระประสงค์จะให้อัญเชิญลงมาไว้ยังพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร

เรื่องนี้ พนมกร นวเสลา เล่าไว้ในบทความ “พระพุทธรูปทวารวดีองค์ใหญ่จากเมืองสุโขทัยกับศรัทธาประชาชนในสมัยรัชกาลที่ 7” ในนิตยสารศิลปากร ว่า

กรมดำรงทรงมีลายพระหัตถ์ถึง พระยาสุรินทรภักดี (จิตร ไกรฤกษ์) ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยขณะนั้น เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2471 ทรงระบุว่า ได้เสด็จยังเมืองสุโขทัย และทรงเห็นพระพุทธรูปศิลาองค์ใหญ่ ควรเชิญลงมารักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร

แต่องค์พระมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ต้องบรรทุกลงเรือมา หากถึงฤดูน้ำหลากก็ให้จ้างเรือบรรทุกสินค้าบรรทุกพระพุทธรูปล่องลงมาส่งที่กรุงเทพฯ

ต่อมา ทางราชการได้จ้างแพจากบริษัท บอมเบย์ เบอร์มา ให้บรรทุกพระพุทธรูปมายังกรุงเทพฯ เริ่มขนย้ายเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม มีนายพลอย มั่งคั่ง และลูกจ้างของบริษัทเป็นผู้คุมแพ และมีนายดาบ ขุนเพียรพิทักษ์ชล ผู้ควบคุมเรือกลไฟหลวง นำเรือกลไฟหลวงวาสุเทพล่องลงมาด้วย

พอวันที่ 11 พฤศจิกายน เมื่อแพล่องถึงหน้าที่ทำการอำเภอบางคลาน ซึ่งเป็นจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำยมกับแม่น้ำพิจิตร ปรากฏว่าเกิดคดีความขึ้น เหตุเพราะนายพลอย ผู้คุมแพ และพวกพ้อง หลอกลวงชาวบ้านในพื้นที่ว่าพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนต่างหลงเชื่อ พากันไปขอซื้อผ้าที่มีรอยประทับอุณาโลมตรงพระนลาฏ (หน้าผาก) ทั้งยังเก็บเงินชาวบ้านที่อยากชมพระพุทธรูปอีกด้วย

รายละเอียดเหตุการณ์นี้ ปรากฏในลายพระหัตถ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทูลกรมดำรง ลงวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2472 ความตอนหนึ่งว่า

“…ตามสำนวนการไต่สวนได้ความว่า เมื่อนายพลอยกับพวกล่องแพพระพุทธรูปมาหยุดที่อำเภอบางคลาน นายพลอยกับพวกได้ใช้อุบายหลอกลวงราษฎรว่าพระพุทธรูปนั้นศักดิ์สิทธิ์อยู่คงกะพันต่างๆ มีราษฎรเชื่อถือและได้พากันไปขอซื้อผ้าที่มีรอยประทับอุณณาโลม นำผ้าไปขอให้ประทับให้บ้างโดยเสียเงินให้ตั้งแต่รายละ ๓๐-๕๐ สตางค์ นอกนั้นยังเก็บเงินแก่ผู้ที่เข้าไปดูพระอีกเป็นอันมาก

นายสอน สนสกุล ปลัดอำเภอ ซึ่งรักษาการแทนนายอำเภออยู่เวลานั้นเห็นว่าเป็นอุบายหลอกลวงหาประโยชน์จากราษฎร โดยไม่ชอบ จึงได้จับตัวมาไต่สวนและขังไว้คืนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นก็ปล่อยตัวไป…”

เรื่องหลอกลวงราษฎรยังไม่ทันจบเรื่องดี ก็เกิดเรื่องใหม่ขึ้น

เพราะระหว่างจับกุมตัวนายพลอยและพรรคพวก ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เฝ้าพระพุทธรูปศิลาเลย ชาวบ้านบางส่วนเลยถือโอกาสเข้าไปกะเทาะศิลาไว้เป็นเครื่องราง ทางจังหวัดพิจิตรจึงต้องตามสืบสวน จนอายัดส่วนศิลาได้ 6 ชิ้น และส่งตามมากรุงเทพฯ ภายหลัง

เมื่อพระพุทธรูปเมืองสุโขทัยมาถึงกรุงเทพฯ ชื่อเสียงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งเลื่องลือ ดังที่กรมดำรงทรงมีลายพระหัตถ์ทูลกรมพระนครสวรรค์วรพินิต ลงวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2472 ว่า

“…ด้วยมีคนตื่นพระพุทธรูปองค์นี้ลงมาตลอดทาง เมื่อถึงห้างบอมเบย์เบอร์มาในกรุงเทพฯ มีคนตื่นกันไปบูชา และพิมพ์อุณาโลมที่องค์พระจนแพจวนจะจม ถึงผู้จัดการบริษัทฯ ต้องร้องขอตำรวจนครบาลไปคอยห้ามปราม แม้เมื่อพระมาถึงพิพิธภัณฑสถานแล้ว ก็ยังมีคนตามมาบูชาเป็นอันมาก จนกระทั่งตั้งพระแล้วจะพิมพ์ที่อุณาโลมไม่ถึงจึงสงบไป…”

หากใครไปชมความงามของพระพุทธรูปศิลาสมัยทวารดีองค์นี้ ลองสังเกตที่ต้นขาของพระพุทธรูป อาจพบร่องรอยการปิดทองคำเปลว ที่แสดงถึงความศรัทธาของผู้คนในอดีตปรากฏให้เห็น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง, ผู้จัดทำข้อมูล. ฐานข้อมูลศิลปกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

พนมกร นวเสลา. “พระพุทธรูปทวารวดีองค์ใหญ่จากเมืองสุโขทัยกับศรัทธาประชาชนในสมัยรัชกาลที่ 7”, นิตยสารศิลปากร. ปีที่ 66 ฉบับที่ 3 พ.ค. – มิ.ย. 2566.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 กันยายน 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พระพุทธรูปทวารวดี อายุ 1,000 ปี จากเมืองสุโขทัย คนแห่กราบไหว้เพราะศักดิ์สิทธิ์ ทำเอาแพเกือบจม!

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...