‘ตาคลี เจเนซิส’ จินตนาการเด็กสายวิทย์ จากศิษย์ห้องสายศิลป์
(บทวิจารณ์เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์)
ก็ระบบการศึกษาไทยอะนะ . . . พอถึงเวลาขยับขึ้นระดับมัธยมปลาย วัยรุ่น เยาวชนทั้งหลายในบ้านเราก็ต้องเจอด่านลองใจครั้งใหญ่ ว่าอนาคตของพวกเธอนี่จะเอายังไง ขึ้น มัธยมปีที่ 4 แล้วจะเรียนแผนอะไร สายไหน ใกล้เวลาที่จะต้องตัดสินใจแล้วนะ! ซึ่งสำหรับ ‘กัลปพฤกษ์’ เองก็ขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันตั้งแต่บรรทัดนี้ว่า ศึกษาเติบโตมาในเส้นทางแบบ ‘สายวิทย์’ จ๋า แต่ดันมาเป็นนักวิจารณ์ปากปลาร้า บ้าคลั่งงานศิลปะหลากหลายแขนงอย่างรุนแรงแบบนี้ได้อย่างไรก็ไม่รู้ ถึงขั้นมีคนเคยดูออกเลยสมัยเริ่มต้นเขียนวิจารณ์ลงสื่อใหม่ๆ ว่าลีลา ภาษา และท่าทีวิถีคิดแบบนี้ นี่คือเรียน ‘สายวิทย์’ มาใช่ไหม เวลาวิเคราะห์เจาะประเด็นอะไรมันถึงได้วิทย์จ๋า ด้วยวาทกรรมในแบบที่คนสายศิลป์เขาจะไม่เลือกปฏิบัติกัน! คือรู้ทันยันกำพืดด้านการศึกษากันเลยทีเดียว!
และด้วยความเบียวแบบเด็กสายวิทย์นี้เอง เราก็จะรู้สึกเบ่งทุกครั้งเวลาต้องเขียนถึงหนังแนวไซ-ไฟ ด้วยความมั่นอกมั่นใจว่าอย่างน้อยๆ ความรู้วิทยาศาสตร์ที่เคยติดหัวติดกบาลมา น่าจะช่วยให้เข้าใจเนื้อหาเฉพาะทางเหล่านี้ได้โดยง่าย อธิบายได้เป็นฉากๆ ว่ามีอะไรสมเหตุสมผลหรือไม่สมเหตุสมผลที่ตรงไหน หรือบางทีก็ ‘จับไต๋’ ได้คามือว่าผู้สร้างเองเขา ‘ซื้อ’ หลักการที่จินตนาการเอาไว้ในผลงานนั้นไหม หรือกำลังจะฉวยใช้กฎทฤษฎีมาสร้างภาพว่าเรานี้ช่างฉลาดเกินใคร ‘วิทยาศาสตร์’ ที่หลายๆ คนไม่เข้าใจ มันไม่เห็นจะมีอะไรซับซ้อนที่ตรงไหน เอามาต่อยอดเพื่อฟุ้งโม้ว่ายังมีสิ่งที่ ‘เป็นไปได้’ ในความ ‘เป็นไปไม่ได้’ ภายใต้เงื่อนไขในแบบ ‘what if’ เป็นดั่งโลก ‘ความจริงทิพย์’ ที่อนาคตอันไกลลิบอาจได้เห็นเป็นเรื่องสามัญ
ช่วงแรกๆ ของการเขียนวิจารณ์นั้น ข้าพเจ้าเลยยังยึดมั่นในกฎเหล็กที่ว่า เนื้อหางานตระกูลไซ-ไฟที่ดีจะต้องมีพื้นฐานหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแรง และผู้สร้างงานจะต้องดัดแปลงแต่งบิดข้อพิสูจน์ต่างๆ เหล่านั้น สร้างสรรค์สถานการณ์ใหม่ๆ ขึ้นมา ว่าถ้ากฎเกณฑ์มันเบี่ยงเบนเป็นแบบนี้ วิถีทางวิทยาศาสตร์แบบเดิมมันจะเปลี่ยนไปเช่นไร แบบเดียวกับงานวรรณกรรมไซไฟ ‘สายวิทย์’ เล่มดังๆ อย่าง ‘ผู้ดับดวงอาทิตย์’ (2521) และ ‘มนุษย์คู่’ (2521) ของ จันตรี ศิริบุญรอด, ‘เดือนช่วงเด่นฟ้าดาดาว’ (2538) ของ วินทร์ เลียววาริณ, ‘คืนแห่งความพินาศ’ (2533) ของ นิรันศักดิ์ บุญจันทร์, ‘ผู้สืบทอด’ (2536) ของ ณัฐ ศาสตร์ส่องวิทย์, ‘อมตะ’ (2543) ของ วิมล ไทรนิ่มนวล,‘ยุคสมัยแห่งความสิ้นหวัง’ (2562) ของ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท และ ‘ไม่มีลูกเต๋าอยู่ในดาวหลุมดำ’ (2566) ของ กิตติศักดิ์ คงคา
หากในเวลาต่อมา ข้าพเจ้าได้เริ่มอ่านงานแนวไซ-ไฟรูปแบบที่แตกต่างออกไป งานที่ให้ความสำคัญกับการสำรวจผลกระทบของหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อชีวิตและความนึกคิดของมนุษย์ ซึ่งได้จุดประกายความตื่นรู้ว่า งานนิยายแนววิทยาศาสตร์ ไม่จำเป็นจะต้องพาดพิงถึงกฎ ทฤษฎี หรือมีเนื้อหาที่วิทยาศาสตร์จ๋าเสมอไป หากศิลปะแห่งวรรณกรรมแนวนี้มันช่างกว้างไกล และสามารถหันกลับมาสะท้อนกลไกแห่งชะตาชีวิตของมนุษย์ตาดำๆ ได้ ดั่งในงานไซ-ไฟ ‘สายศิลป์’ ชั้นเยี่ยมอย่างเรื่องสั้น ‘ไม้เป็นดินหินเป็นทราย’ กับ ‘นักสะกดรอย’ จากรวมเรื่องสั้น ‘ผู้แลเห็นลม’ (2539) และ ‘โลกคู่ของใหม่’ จากรวมเรื่องสั้น ‘อ่านโลกกว้าง’ (2545) ของ ‘อัญชัน’, ‘กูคือพระเจ้า’ (2543) ของ ฮ.นิกฮูกี้, ‘โลกของจอม’ (2545) ของ ทินกร หุตางกูร, ‘อ้วน’ (2546) และ ‘นอน’ (2549) ของ ศักดิ์ชัย ลัคนาวิเชียร, ‘มะละกาไม่มีทะเล’ (2557) ของ จเด็จ กำจรเดช, ‘อีกไม่นานเราจะสูญหาย’ (2561) ของ อ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์ และ ‘DIVINE BEING ไม่ใช่มนุษย์และตัวตนอื่นๆ’ (2566) ของ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ซึ่งสุดท้าย เราก็หันมาเทใจให้งานไซ-ไฟ ‘สายศิลป์’ เหล่านี้มากกว่าเสียด้วยซ้ำ ค่าที่มันทำให้เราเข้าใจมิติอันซับซ้อนของมนุษย์ผู้มีความหลากหลายภายใต้พัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ชวนให้ซาบซึ้งและกินใจมากกว่าจะไปหมกมุ่นกับหลักทฤษฎีเชิงมิติปริภูมิอะไรต่างๆ เพียงอย่างเดียว
เหลียวมาดูหนังไซ-ไฟฟอร์มใหญ่พันธุ์ไทยแห่งปีอย่าง ‘ตาคลี เจเนซิส’ (2024) ที่ดูจบแล้วก็ยังลังเลว่าควรจะปิดป้ายให้เป็นงาน ‘ไซ-ไฟสายวิทย์’ หรืองาน ‘ไซ-ไฟสายศิลป์’ ดี เพราะดูจะมีองค์ประกอบของทั้งสองอย่างอยู่พอๆ กัน ในทางหนึ่งนั้นมันคือหนังสัตว์ประหลาดที่ข้องเกี่ยวกับการติดอยู่ในอวกาศทะลุข้ามชาติข้ามกาลเวลา แต่โครงใหญ่ของเนื้อหากลับว่าด้วยเรื่องการเยียวยารักษาและออกตามหาสมาชิกในครอบครัวที่หายตัวไป ขณะที่ชีวิตคู่ของตนกำลังอับปางของนาง สเตลล่า มารดาเลี้ยงเดี่ยวที่พาบุตรสาว วาเลน กลับมาเที่ยวบ้านเกิด เพื่อเปิดแฟ้มเหตุการณ์ในอดีตที่เธอยังต้องสะสางหาทางช่วยเหลือบิดาชาวอเมริกันของเธอให้กลับมาให้ได้!
เนื้อหาในภาพรวมของ ‘ตาคลี เจเนซิส’ จึงออกจะโกลาหลและสับสนวุ่นวาย มีการเดินทางไปยังห้วงเวลาและสถานที่ต่างๆ มากมายจนยากจะจับต้นชนปลาย โดยไม่ลืมถ่ายทอดพลังอารมณ์อันขมขื่นแห่งการเป็นมนุษย์ผ่านตัวละครหญิงสุดสตรองอย่างสเตลล่า มารดาผู้ปรารถนาจะให้สมาชิกร่วมหลังคาเรือนกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนเดิม!
ขอเริ่มที่ส่วน ‘ไซ-ไฟสายวิทย์’ ของหนังกันก่อน ซึ่งลูกเล่นหลักของเรื่องก็คืออุปกรณ์วาร์ปบอล ย้อนข้ามเวลา มีหน้าตาคล้ายลูกเปตอง ที่ต้องใช้คู่กับกำไลทอง และห้าห่วงคล้องแห่งการแข่งขันโอลิมปิก ซึ่งเมื่อทุกอย่างคลิกวางได้ตรงตำแหน่ง ลำแสงแยงตาจะนำพาสิ่งประดามีในระยะรัศมีห้าเมตรข้ามเขตแดนเวลาไปหาอดีตหรืออนาคตได้ โดยมีจุดหมายสำคัญคือการควานหาชิ้นส่วนต่างๆ ของชุดอุปกรณ์กำไล-วาร์ปบอล ซึ่งตอนนี้กระจายตัวอยู่ที่หมุดหมายเวลาต่างๆ พวกเขาจึงต้องย่างเท้าเข้าเครื่องเดินทางข้ามเวลาไปทัศนาจรให้ชาวบ้านสอนวิธีการเพนต์หม้อล่อฝูงซอมบี้กันที่ ‘บ้านเชียง’ เมื่อ 5,600 ปีก่อนคริสตกาล ให้ลูกเปตองและกำไลทองส่องสัญญาณหาชิ้นส่วนที่ขาดหาย ก่อนจะย้ายไปยังเมืองใหม่ในอนาคตนาม New U-Dawn ตอนอีกประมาณสองร้อยปีข้างหน้า จากห้องใต้ดิน ณ อาคารของค่ายรามสูร จังหวัดอุดรธานี ที่กลุ่มเยาวชนคนรักเสรีภาพรวมตัวกันหาทางกำราบเหล่า ‘มนุษย์ลุง’ ผู้มีอำนาจที่ทำให้บ้านเมืองไม่อาจเจริญก้าวหน้าตามวันเวลาแห่งยุคสมัย กระทั่งได้ชิ้นส่วนสำคัญมาอีกหนึ่ง ซึ่งพอได้ชิ้นส่วนมาครบ สมาชิกรายหนึ่งก็ตบเจ้าลูกเปตองคล้องกำไลเดินทางย้อนไปหาคำตอบว่าเขาเป็นใครมาจากไหน กระทั่งโผล่ไปในช่วงของการล้อมยิงนักศึกษาทั้งหญิงและชาย ภายในอาคารมหาวิทยาลัยชื่อดัง เมื่อครั้งเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ พร้อมๆ กับการย้อนเล่าที่มาว่าแท้ที่จริงแล้ว เจ้าลูกเปตอง กำไลทอง และวงคล้องห้าห่วงโอลิมปิก มันคืออุปกรณ์ลูกเล่นเพื่อพลิกหมุนเข็มนาฬิกาเพื่อการเดินทางข้ามเวลาด้วยอัตราเร็วเหนือแสงที่ทางกองทัพสหรัฐฯ เป็นผู้ดัดแปลงประกอบสร้างอย่างทันสมัยในยุคสงครามเวียดนาม ณ ฐานทัพในไทย แต่ขณะที่กำลังจะลองใช้กับคุณหนูผู้สาวชาวลาวกับบ่าวสารถี ทั้งคู่ก็หนีมาได้ ขโมยกำไลวงสำคัญมาใช้ จนกลายเป็นต้นชนวนทำให้เกิดเรื่องราว ณ หมู่บ้านดอนหายในเรื่องทั้งหมด!
แต่อย่าคิดเชียวนะ ว่าโครงเรื่องท่องเวลาที่จินตนาการมาอย่างเป็นตุเป็นตะดังที่สรุปนี้ จะไม่มีกฎ ทฤษฎี ทางวิทยาศาสตร์ใดๆ มารองรับ เพราะบทหนังจะคลาคล่ำไปด้วยคำศัพท์ทางฟิสิกส์ควอนตัมจนต้อง ‘ทับคำ’ ภาษาปะกิดเอาไว้มากมาย ถามมาสิว่านี่ใช้หลักการอะไร เดี๋ยวจะอธิบายให้ด้วย concept ของ Gravity Control Protection, Quantum Entanglement, Chronometer, Galactic Latitude/Longitude, Reverse-engineer (as a verb), Causality Breakdown, blah…blah…blah… ซึ่งได้ยินแล้วก็น่าเอ็นดูดีที่ผู้กำกับและเขียนบท ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล เขาจะแสดงความคารวะคุณเสด็จพี่ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan -คนทำหนังชาวอเมริกัน-อังกฤษ) เจ้าของผลงานหนังไซไฟสายวิทย์แสนปวดหัวอย่าง Inception (2010), Tenet (2020) และ Oppenheimer (2023) พร่ำพล่ามถึงคำศัพท์เด็กสายวิทย์ระดับมหาวิทยาลัยโดยไม่กลัว มีทั้งที่ ‘ชัวร์’ และที่ ‘มั่ว’ เคล้าคั่วกันไป เพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นเรื่องในจินตนาการ ซึ่งสำหรับงานไซ-ไฟภาคสายวิทย์อย่าง ‘ตาคลี เจเนซิส’ เรื่องนี้แทบไม่มีคำอธิบายระดับลึกให้เลยว่าศัพท์แสงที่อวดแสดงออกมาอย่างสวยหรูเหล่านี้มันมีหลักการทำงานหรือพื้นฐานกลไกลึกๆ กันอย่างไร ทุกอย่างเลยดูเป็นการ name-drop มากมาย หาคำเก๋ๆ ยากๆ งงๆ มาใส่ให้เยอะเข้าไว้ คนดูเขาจะได้ว่าไม่ได้ว่าเรายังไม่เคยศึกษาหาอ่านทำการบ้านมา โธ่! มะเดี่ยวจ๋า! เด็กสายวิทย์ระดับม. 4 ที่โรงเรียนบ้านดอนหาย เขาก็ยังประเมินได้ว่าเธอไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองเทศนา ทุกคำคือใส่มาให้มันพอฟังดูมีหลักการและที่มา เป็นมายาแห่งงานไซ-ไฟที่ไม่อาจเชื่อมโยงอะไรได้กับหลักการในชีวิตจริง! มันเห็นชัดเลยนะว่ายิ่งเธอพยายามจะเล่าจะอธิบาย คนดูยิ่งกลายเป็นไม่เข้าใจ นี่ขนาดไปตำซ้ำดูใหม่ให้แล้วก็ไม่เห็นจะได้ความรู้เพิ่มเติมในส่วนไหน เพราะเธอก็ไม่ได้ต้องการจะลงลึกกับถ้อยคำจาร์กอนแฟนซีสวยหรูดูดีมีความ ‘ซีรีบรัล’ กันตั้งแต่ต้น!
คนดู ‘สายวิทย์’ จึงต้องนั่งบิดคอส่ายหัวกับอาการมั่วจนไม่เห็นหลักการใดๆ ในเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ของหนังเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ถ้าลำบากมากเธอก็ไม่ต้องยุ่งยาก ‘หาทำ’ ไปเฟ้นคำเหล่านี้มาใส่ก็ได้ เพราะทุกถ้อยมันมีนิยามความหมายลึกซึ้ง พูดออกมาแล้วต้องอธิบายว่าเธอกำลังจะกล่าวถึงมิติมุมไหน ยกทฤษฎีนี้ขึ้นมาทำไม เพราะถ้าคิดจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ต้องไปพาดพิงถึงมันเลยเธอจะปลอดภัยกว่า
ที่มาด้อยค่ากันอย่างนี้ เพราะเอาจริงๆ หนังก็มีโครงเรื่องที่พร้อมจะเป็นงานไซ-ไฟ ‘สายศิลป์’ มุ่งสร้างความซาบซึ้งกินใจจากการผจญภัยข้ามเวลาออกตามหาสมาชิกในครอบครัวที่รักซึ่งหนักแน่นเพียงพออยู่แล้ว หันมา ‘แน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด’ ส่วนนี้กันดีกว่า เพราะอย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่างานไซ-ไฟ ‘สายศิลป์’ ก็สามารถ ‘เป็นเลิศ’ และ ‘ทรงคุณค่า’ ทำงานกับสมองซีกขวา โดยไม่เห็นต้องมาวอแวกับสมองซีกซ้ายให้มากความ! และที่ต้องลามปากกันตั้งแต่ย่อหน้าแรกเลยว่า ต่อให้เป็นส่วนงานไซ-ไฟสมองซีกขวา ‘ตาคลี เจเนซิส’ ก็ยังออกอาการติดๆ ขัดๆ ไม่สามารถมัดใจคนดูให้รู้สึกอยากเอาใจช่วยตัวละครได้ เพราะทั้งเรื่องนี่คือต้องตั้งใจรับข้อมูล แล้วต้องทำความเข้าใจเพื่อวิเคราะห์ว่าอะไรเป็นอะไร จนไม่มีสมาธิสำหรับอารมณ์กระทบกระเทือนใจอย่างหนังไซ-ไฟชวนซึ้งเรื่องดังแบบ Contact (1997) ของ โรเบิร์ต เซเม็กคิส (Robert Zemeckis -คนทำหนังชาวอเมริกัน) หรือ Armageddon (1998) ของ ไมเคิล เบย์ (Michael Bay -คนทำหนังชาวอเมริกัน) ที่เราเทใจให้ตัวละครในฉากอันอ่อนโยนเหล่านั้นได้มากกว่า
ความล้มเหลวไม่เป็นท่าของ ‘ตาคลี เจเนซิส’ ส่วน ‘ไซ-ไฟสายศิลป์’ ชนิดที่เรื่องจะเศร้าขนาดไหนเราก็ไม่รู้สึก ‘อิน’ ต่อให้เป็นคนดูที่ร่ำเรียนสายศิลปะมาตลอดทั้งชีวิต ก็น่าจะมาจากความผิดพลาดสำคัญสองประการ คือ ความหมกมุ่นกับ ‘เหตุการณ์’ มากกว่า ‘จิตวิญญาณ’ ของตัวละครในตัวบท และความจับจดขาดรสนิยมในการกำกับนักแสดง
แน่นอนว่าเนื้อหาหลักของ ‘ตาคลี เจเนซิส’ แต่งขึ้นมาโดยให้ตัวละครสเตลล่าเป็นศูนย์กลางของการเดินทางเพื่อตามหาพ่อ แต่การกระโดดข้ามวงล้อกาลเวลานำพาทั้งสเตลล่า, วาเลน, อิษฐ์ ข้าราชการบ้านดอนหายผู้เป็นเพื่อนเก่า และ ก้อง หนุ่มผู้มีเบ้าหน้าหล่ออมตะ เดินทางไป ณ จุดหมายปลายทางมากมาย พบเจอตัวละครหลากหลาย แถมยังคลี่คลายปริศนาที่มาของอะไรหลายๆ อย่าง ความเป็น ‘ศูนย์กลางเรื่อง’ ของสเตลล่าจึงค่อยๆ ผ่อนเบาลงมา ปล่อยให้สปอตไลท์ส่องไปหา back story ของตัวละครรายอื่นๆ แทน ซึ่งผู้กำกับเขาก็วางแผนเรื่องราวให้ตัวละครแต่ละรายเอาไว้ครบ แต่ที่น่าเสียดายคือแต่ละคนยังเล่าไม่ทันจบ ผู้กำกับก็ตบสเลตสั่งคัต ตัดเนื้อหาไปเล่าถึงตัวละครรายอื่นกันกลางคัน! อย่างแม่ ลาวัน นายหญิงของสารถี ที่มีหน้าที่สำคัญอยู่เพียงอย่างเดียว คือเป็นคนขโมยกำไลทองของกองทัพสหรัฐฯ มา แต่เธอมีพื้นเพการศึกษาอย่างไร มองทหารอเมริกันด้วยสายตาประเภทไหน อุดมการณ์ลึกๆ แล้วต้องการอะไร และพอต้องกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดมีสัญชาตญาณการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปรูปแบบไหน เราจะไม่เห็นรายละเอียดเชิงลึกเหล่านี้ ทั้งที่หากจะว่ากันจริงๆ เธอก็เป็นตัวละครหญิงที่สำคัญกับเรื่องไม่แพ้สเตลล่า ส่วนตัวละคร ‘มารดาในโลกเวลาคู่ขนาน’ ซึ่งได้ อินทิรา เจริญปุระ มา ‘รับงาน’ เป็นพรีเซ็นเตอร์นำเสนอ virtual reality วิธีการสร้างลวดลายให้หม้อไหโบราณจากบ้านเชียงพร้อมเลี้ยงลูกของตัวเองไป ก็ไม่ได้มีน้ำหนักที่แสดงความรักของมารดาในโลกอนารยะให้เห็นแต่อย่างใด เหมือนโผล่มาเพียงเพื่อจะไฝว้สลับจับแขนผิดคนกับอารยชนจากโลกอนาคตเพียงเท่านั้น บทบาทของกองทัพทหารอเมริกันในเรื่องก็ยังคงต้องขยาย เรื่องราวในส่วน New U-Dawn อาจไม่ถึงกับเลวร้าย แต่ก็ยังไม่มีพลังพอจะทำให้เรารู้สึกสงสารเห็นใจถึงขั้นอับอายว่าเราไม่สามารถทำอะไรให้คนรุ่นต่อๆ ไปมีอนาคตที่ดีกว่า ‘เวลานี้’ เอาเลย!
แต่ที่ชวนให้หงุดหงิดจนอยู่เฉยไม่ได้ ก็คือการโยงใยตัวละคร ‘ก้อง-พัน’ กับวันวิปโยคแห่งโศกนาฏกรรม 6 ตุลาฯ ที่ใส่เข้ามาเพื่อที่จะเล่นมุก alternate realities แบบ Run Lola Run (1998) ของ ทอม ทึแควร์ (Tom Tykwer -คนทำหนังชาวเยอรมัน) แต่กลับไม่ได้เล่าอะไรมากไปกว่าการเฉลยให้ก้องได้รู้ว่าเขาเดินทางข้ามเวลามาจากไหน แล้วทำไมถึงหล่ออมตะได้ถึงศักราชนี้ ปลอบโยนให้เขารู้สึกดีว่าครั้งหนึ่งเขาเคย ‘มีผัว’ เป็นตัวเป็นตน เป็นคนมีอุดมการณ์ เป็นนักศึกษาผู้กล้าหาญที่เก็บบันทึกทุกภาพเหตุการณ์ผ่านกล้องฟิล์มไว้ตลอดเวลา ราวกับว่า พอได้เจอ ‘คู่ขา’ ในอดีตของตัวเอง ก็จะไม่หวั่นเกรงสิ่งใดทั้งนั้น ฉันจะทำหน้าที่เมียที่ดี ใครมาโจมตีผัวก็จักสู้ไม่รักตัวกลัวตาย เมื่อชีวิตของฉันได้เจอความหมาย แห่งการได้เป็น LGBTQ+ ในสหัสวรรษที่ยังไม่มีใครรู้จักคำนี้! โอ้ว! แล้วที่หันมาบอกสเตลล่าว่า “อย่าลืมพวกเรานะ” พร้อมขยับยื่นฟิล์มในกล้องให้ เดี๋ยวๆ อันนี้คือกำลังบอกใคร ฉันเห็นในยุคปัจจุบันเขากล่าวขวัญถึงเหตุการณ์นี้กันไม่ขาดสาย มีหนังสือหนังหางานสารคดีตีพิมพ์เผยแพร่ออกมามากมาย จัดงานรำลึกครบรอบกันแบบรายปี ไม่ยักจะเห็นมีใครหลงลืม เอ? หรือพ่อก้องจะยืมคำพูดในบทวรรคนี้ มาเสียดสีตัดพ้อพ่อมะเดี่ยว-ชูเกียรติ เองว่า “อย่าลืมกลับมาเขียนบทฉาก 6 ตุลาฯ ให้มันมีสาระใจความได้น้ำได้เนื้อมากกว่านี้หน่อยนะ เดี๋ยวคนดูเขาจะคิดว่าใส่มาเพียงเพื่อให้หนังดังให้ได้ตังค์ เป็นเพียงสถานการณ์ฉากหลังของปฏิบัติการข้ามเวลามาหาผัวโดยไม่นึกกลัวเลยว่านี่เขามาบุกยิงอะไรยังไงกัน!” ไม่ได้ๆ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มันมีนัยยะสำคัญกันมหาศาล เธอจะมาปล่อยผ่านทำเป็นไม่บอกปี ไม่บอกชื่อมหาวิทยาลัย จะได้ไม่ต้องขอถูกพาดพิงแล้วทิ้งเรื่องราวโดยไม่เล่าอะไรต่อไม่ได้ มันจะทุเรศมากเลยนะหากเธอคิดจะใส่มาเพื่อ ‘ขาย’ โดยไม่ได้ถ่ายทอดสักนิดเลยว่ามันมีเจตนาที่สอดรับกับโครงเนื้อหาทั้งหมดที่เหลือกันอย่างไร! คิดแบบไวๆ ง่ายๆ หนังทั้งเรื่องนี้คือไม่มีตัวละครก้องเลยก็ยังเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดได้ แค่เปลี่ยนวิธีให้สเตลล่าขโมยกำไล และยกตัวอย่างความโกลาหลของ Causality Breakdown ใหม่ แต่ถ้าหนังมันต้องมีตัวละครหนุ่มหน้าใส เธอก็ควรจะเขียนบทให้เขามีนัยยะอันสลักสำคัญ ขยายเวลาฉากวันอำมหิตแห่งการปลิดชีพนักศึกษาให้มันได้เนื้อหา อย่าเอามาแค่ ‘ภาพ’ เพราะมันจะกลายเป็นการละลาบละล้วงจาบจ้วงโดยไม่สามารถยกเอาความห่วงกังวลว่าคนจะลืมมาเป็นข้ออ้างได้!
บทที่ยังปรุงไม่สุกดี มันมีวิธีแก้ไขเยียวยาถ้า ‘การแสดง’ สามารถแต่งแต้มเติมเต็มสร้างความเข้มข้นทางอารมณ์อุดถมรูรั่วเหล่านั้นได้ แต่ทั้งเรื่องนี้มีที่ ‘ไหว’ อยู่แค่คนเดียว คือ พอลล่า เทเลอร์ ในบทสเตลล่าภาคผู้ใหญ่ เอาล่ะ หากเราจะให้อภัยจริตไขสือ “คือดิฉันเรียนจบเมืองนอกมา ต้องใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงบริทิช British ในการสื่อสาร ภาษาถิ่นพื้นบ้านที่เคยพูดได้คล่องปร๋อมันเลยฝ่อจากลิ้นหนูไป โปรดให้อภัย เพราะ I ไม่ได้คิดดัดจริตแต่มันติด accent นี้มาจริงๆ!” แต่สิ่งที่ทำให้พอลล่าเอาตัวรอดจากบทเสตลล่าหน้าลูกครึ่งนี้ได้ คือสัญชาตญาณในการเป็น ‘มารดา’ ผ่านน้ำหูน้ำตาที่หลั่งไหลมาจากก้นบึ้งของหัวใจ แล้วมีใครไม่เชื่อบ้างว่าน้องวาเลนคือลูกในไส้ คือไม่ว่าจะฉากไหนเราจะได้เห็น ‘ยอดดวงใจ’ ของเสตลล่าอยู่ในแววตาตลอดเวลา เคยบอกไปแล้วว่าบทที่เหมือนจะง่ายอย่าง ‘บิดา-มารดา’ สำหรับบางคนคือเล่นยากชิบหาย! ทั้งๆ ที่เคล็ดลับของมันแสนจะง่ายคือนักแสดงจะต้องมี ‘ปมปิตา’ หรือ ‘ปมมาตุ’ คุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าซีนนั้นจะมีบุตรธิดาร่วมฉากอยู่ด้วยหรือไม่ อารมณ์ไพล่วิวรณ์ลูกคือมาก่อนทุกๆ สิ่งคือสัจธรรมความจริงแห่ง ‘ปมปิตา’ และ ‘ปมมาตุ’ ซึ่งนักแสดงจะต้องบรรลุเสียก่อนจึงจะเล่นได้ ซึ่งพอลล่า เทเลอร์เข้าใจ และรับบทบาทเป็น ‘มนุษย์แม่’ ในเรื่องนี้ได้อย่างไม่ชวนให้กังขาใดๆ เลย คนละเรื่องจากการแสดงอันอ่อนเชยของ อินทิรา เจริญปุระ ในบทมารดาโลกอนารยะ ณ โบราณสถานบ้านเชียง ที่ไม่ว่าจะเมียงมองจากมุมไหนก็ไร้เงาแห่ง ‘ปมมาตุ’ ที่ระบุไว้อย่างน่าเห็นใจ แล้วกิริยาท่าทางทุกอย่างของเธอดูเป็นมนุษย์ในยุคอารยธรรมเริ่มตั้งไข่ที่ตรงไหน ไม่ว่าจะเยื้องย้างหยิบจับทำอะไร เธอก็เคลื่อนไหวด้วยเส้นสายร่างกายคล้ายนางแบบซูเปอร์โมเดลยุค 90s มีแต่ความเจิดจรัส ยิ่งตอนที่ต้องผลักไส ‘มอดิน’ บุตรชายแสนรัก ในช่วงปีศาจลักช่องจ้องเข้าสิงแบบเดียวกับตัวละคร แจ็ค ใน The Shining (1977) ของ สตีเฟน คิง (Stephen King -นักเขียนชาวอเมริกัน) สิ่งที่เห็นมันมิใช่ความห่วงใยจากใจมารดา หากมันคือนาฏลีลาที่ประดิษฐ์ดีไซน์ออกมาว่าต้องทำหน้าอย่างนี้ แสดงท่าอย่างนี้ ออกเสียงอย่างนี้ โดยไม่มีความจริงใจจนไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง คือฉากนี้มันควรจะสร้างความสะเทือนใจจนคนดูน้ำตาไหล แต่อินทิรา เธอจะมาเล่นลิเกให้ดูทำไม มัวแต่ยืนบิดเกร็งว่าจะแสดงออกมาอย่างไร ปล่อยให้มอดินเป็นเพียงน้องนักแสดงไม่ใช่ลูกในไส้ เธอไม่รู้หรือว่าไม่มีมารดาที่ไหนจะแสดงอาการแบบนี้ หากเธอโดนผีเข้าและกำลังจะพุ่งไปเอาชีวิตลูกรักผลักเท่าไหร่ก็ไม่ยอมไปในสรีระที่ให้กำเนิดพวกเขามา! อีกหนึ่งมารดา คือ เจนจิรา ไวด์เนอร์ ที่มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ทาบทามให้เธอมาช่วยเล่นเป็น แม่ดวงพร ตอนวัยชรา ซึ่งก็เห็นเจตนาอยู่นะว่าอยากจะแสดงความคารวะผู้กำกับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (คนทำหนังชาวไทย) ในฐานะที่เจนจิราเป็นนักแสดงคู่บุญของเขาเสมอ พอตั้งใจแบบนี้ บทจึงดูฝันๆ ฟุ้งๆ เบลอๆ เธอคือคนเดียวกับแม่ดวงพรวัยสาวตรงไหน ซึ่งคงไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป เพราะในความตั้งใจให้ดูไม่เป็นธรรมชาติสุดท้ายเธอก็ยังแสดง ‘ปมมาตุ’ ออกมาให้ปรากฏได้ หากเป็นปมแห่งความห่วงใย ไม่ได้ปลุกให้เธอต้องเด็ดเดี่ยวเป็นนางเสือร้าย ยามธิดากำลังตกอยู่ในอันตรายแบบเดียวกับสเตลล่า
แต่รายที่มีปัญหาอย่างมากคือ ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล ในบทลุงจำนูญ ศูนย์กลางสำคัญอีกคนของเนื้อหา แต่บุคลิกท่าทางที่แสดงออกมา โดยเฉพาะแววตาที่โหลลอยไม่ค่อยเห็นถึงแรงผลักดันอันชัดเจนว่าอะไรยังไง ตอนยังเป็นวัยหนุ่มก็ดูอารมณ์จมหายไปมากมาย ทั้งที่เขาเป็นคนเก็บงำทุกความหมายและที่มาที่ไปของกลไกการทำงานของยวดยาน ‘ตาคลี เจเนซิส’ วงนี้ เป็นการแสดงที่ไม่มีมิติและความลุ่มลึกใดๆ ในขณะที่บทก็แสนจะส่งให้เป็นตัวละครที่มีความลึกลับซับซ้อนมากที่สุด!
เห็นอาการ ‘หลุด’ ในการกำกับการแสดงในหนังเรื่องนี้ ก็ชวนให้มีข้อสงสัยใน ‘รสนิยม’ ด้านการกำกับนักแสดงของมะเดี่ยว-ชูเกียรติ ว่ามันไม่ค่อยละเมียดละไมดังที่หนัง ‘ไซ-ไฟสายศิลป์’ แบบนี้ต้องการ เช่น ฉากอุทยานวิทยาศาสตร์ที่เสตลล่าปะทะปะทั่งความคิดและวาจา ต่อปากต่อคำสำทับความผิดกับคุณพี่สุวภีที่ห้องดาราศาสตร์ เป็นสิ่งที่ประหลาดและอ่อนเชยมากๆ เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของหนัง คือถ้าผู้กำกับชูเกียรติยังพอมี ‘รสนิยม’ อยู่บ้าง เขาจะกระจ่างแจ้งได้ด้วยตัวเองทันทีว่า ฉากนี้จะมีปรากฏใน final cut ให้คนดูเห็นความวิบัติด้านการแสดงจนเหมือนเป็นการแกงตัวเองแบบนี้ไม่ได้! ยอมให้คนดูงงยังดีกว่าทะเล่อทะล่าประกาศความไร้รสนิยมออกไป คือถ้า “รสนิยมมันสอนกันไม่ได้” ตามที่ปวงปราชญ์เขาว่าไว้ เราจะทำอย่างไรให้ผู้สร้างงานเขามีพัฒนาการด้านความวิไลในเชิงรสนิยมกันดีนะ
ที่เหลือยังมีใครอีกบ้างล่ะ? อะ! ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล ในบทอิษฐ์ก็ดูติดตลกแบบแปลกๆ และออกจะ ‘แป๊ก’ มากกว่าจะขำ และสำหรับ วนรัตน์ รัศมีรัตน์ ในบทก้อง ก็อย่างที่ร้องเรียนไปข้างต้นแล้วว่าบทเบาบางเสียจนไม่มีโอกาสเผยความสามารถทางการแสดงสักเท่าไหร่ แล้วนักแสดงที่รับบทเป็น ทอม นี่หาคนที่มีคาริสม่า หน้าตาดูมีเรื่องราวมากกว่านี้ดีไหม ไปลงทุนจ้างนักแสดงมืออาชีพเลยอย่าง แกรี ซีนิส (Gary Sinise -นักแสดงชาวอเมริกัน) เขาก็น่าจะยังมาเล่นให้ไหว เผื่อจะสร้างอารมณ์กินใจได้มากกว่าที่เป็นอยู่ แล้วรู้ใช่ไหมว่านักแสดงสมทบในไทยล้วนเล่นกันได้แข็งกระด้างเหลือเกิน บทที่มีความหมายสำคัญๆ จึงกลายเป็นการ ‘คิดสั้น’ หากจะเลือกใช้นักแสดงสมทบอย่างในฉาก 6 ตุลาฯ เธอไม่รู้เลยหรือว่าตัวละครนักฆ่าเสื้อแดง พวกเขาจะต้องมีมิติทางอุดมการณ์ที่ซับซ้อนอย่างรุนแรงถึงขนาดไหน จึงจะสามารถลั่นไกสังหารพี่น้องร่วมชาติได้ เธอจะมากำกับแบบพล่อยๆ ง่ายๆ ให้ทุกคนทำหน้าโหด ตาโตๆ โชว์ความกลวงโบ๋ภายในอย่างนี้คือไม่ขอให้อภัย ขี้หมูขี้หมาอย่างไรก็ต้องอาศัยนักแสดงที่มีทักษะ สามารถเล็งปืน shoot to kill กันอย่างมีนัยยะความหมายโดยไม่จำเป็นต้องพูดจาอะไร การกำกับจะต้องละเอียดถึงขั้นสื่อทุกๆ เจตนาได้ ว่ากระสุนทุกนัดที่ประหัตประหารมันสนองอุดมการณ์ใด และกลุ่มคนในชุดนักศึกษาเหล่านี้เป็นใคร ทำไมถึงไม่สมควรมีชีวิตต่อไป ซึ่งนักแสดงสมทบค่าตัวไม่รู้ว่าถึงห้าร้อยบาทไหม ไม่น่าจะถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมาให้เห็นได้ หากลึกๆ ภายในแล้วพวกเขาไม่ได้ ‘คิด’ หรือ ‘รู้สึก’ ทุกอย่างจริงๆ!
ดูสิ! ยิ่งมองจากมิติของการเป็นงาน ‘ไซ-ไฟสายศิลป์’ หนังก็ยังแหว่งวิ่นสิ้นไร้อารมณ์สะเทือนใจ ไม่ถึงขั้นพอๆ กับการเป็นงาน ‘ไซ-ไฟสายวิทย์’ ที่ยัง ‘คิดน้อย’ เกินไป จนไม่มีอะไรให้ ‘ว้าว!’ สมแล้วล่ะกับคำกล่าวว่าเป็นงานสุดยอดแห่งความ ‘ทะเยอทะยาน’ แห่งปี ซึ่งนี่ก็เห็นด้วยอย่างสุดใจว่า ‘ตาคลี เจเนซิส’ นับเป็นงานที่ ‘ทะเยอทะยาน’ เกินหน้าใครๆ แต่คือเธอรู้ใช่ไหมว่าคำว่า ‘ทะเยอทะยาน’ ในภาษาการวิจารณ์เขาใช้เป็นคำด่า เพราะถ้าจะหันมามองว่า ‘ทะเยอทะยาน’ คืออะไร มันก็คือการที่เธอช่างอหังการ์คิดใหญ่ ฝันใหญ่ หวังสร้างความแปลกใหม่ใหญ่ดัง ทั้งที่ฝีมือเธอยังเตาะแตะต้วมเตี้ยมแต่ไม่เจียมหวังคิดจะสร้างหอคอยสูงเทียมฟ้า คือถ้าเธอคิดใหญ่ ฝันใหญ่ แล้วทำได้สำเร็จจริงๆ ทุกคนจะยกย่องว่ามันคือสิ่งอัศจรรย์ คืองาน masterpiece คือขีดสุดแห่งพลังจินตนาการสร้างสรรค์ โดยไม่หันมาสนใจในความ ‘ทะเยอทะยาน’ ของเธอต่อไป เพราะฉะนั้น ‘ทะเยอะทะยาน’ หมายถึงเธอฝันไกลแต่ดันไปไม่ถึง มันจึงไม่ใช่เสียงชื่นชม และต้องหันมาระดมข้อตำหนิติติงทั้งหลายทำให้ข้อบกพร่องทั้งหมดหายวับไปกับวาร์ปบอลในผลงานเรื่องหน้า ซึ่งก็จะขอปวารณาเป็นสาวกคอยติดตามว่าเรื่องใหม่จะมาไม้ไหน หรือว่าเราจะได้ดู ‘ตาคลี เจเนซิส ภาคสอง’ สนองความสาระแนแส่รู้ของบรรดาคนดูว่าสิ่งที่ผู้กำกับยังไม่ได้เล่าในภาคหนึ่งมันยังมีอะไร ‘จึ้งๆ’ ให้ได้ถึงอกถึงใจอีกบ้าง ตอนจบในภาคแรกนี่เขาก็วางเหยื่อล่อขอทิ้งค้างอย่างปลายเปิดยั่วให้เกิดกิเลสเอาไว้ คือสามารถเริ่มเล่าภาคต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องมีมาอารัมภบทใดๆ ถ้าคิดจะทำก็ขอให้ไว เพราะชีวิตของตัวละครแต่ละรายมันก็ช่างน่าสนใจ สามารถเอามาขยายให้เป็นหนังใหญ่ได้คนละหนึ่งเรื่อง!
ปัจฉิมลิขิต : บ่นหงุดหงิดต่อเนื่องมาตั้งนาน ลืมไปเลยว่าการวิจารณ์ที่ดีย์ควรจะต้องมีการหยอดคำชมบ้าง สร้างกำลังใจอันดีงามให้ผู้กำกับและทีมงานได้พยายามกันต่อไป ยังไม่ได้พูดเรื่องงานโปรดักชันที่ตั้งใจจะ ‘เทียบชั้น’ งานไซ-ไฟทุนหนาโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ซึ่งก็ต้องชมว่าทำออกมาได้ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรเลยนะ ทาบมาตรฐานงานกลุ่มนี้ได้อย่างสบายๆ จะเสียดายก็แต่ผู้กำกับน่าจะมีวิสัยทัศน์หรือ vision ที่ไกลกว่านั้น ไม่พยายามสร้างสรรค์ออกมาให้หน้าตา ‘เหมือน’ หรือ ‘ทัดเทียม’ ชาวบ้าน แต่สร้างงานให้มีภาพลักษณ์ที่แตกต่างออกไป ยิ่งโดดเด่นก็จะยิ่งไปได้ไกล เพราะเดี๋ยวนี้เขาแข่งกันที่สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์! แล้วถ้ารักจะทำก็ควรให้สม่ำเสมอ คือบางฉากนี่เธอก็ออกจะเล่นง่าย อย่างชุมชนบ้านเชียงที่ออกแบบมาเหมือนตั้งใจขายอารยธรรม แต่ทำกระท่อมกระโจมเสียดูเล็กโทรม คือถ้าโฉมยงจะบรรจงลงสีบรรดาไหหม้อด้วยความสุนทรีย์ ควรเอาเวลาไป interior design บ้านช่องห้องหับหรือประดับตกแต่งเครื่องแต่งกายให้ดูวิจิตรงามก่อนดีกว่าไหม เอาให้สมกับที่ใครๆ เขาว่าไว้ว่าไม่ว่าจะในยุคสมัยใด ‘ศิลปะนั้นไซร้ is all around!’ . . . ไหนบอกจะกล่าวแต่คำชม ทำไมลงท้ายกันด้วยคารมถ่มถุยเขาอีกแล้วล่ะ? คุณ ‘กัลปพฤกษ์’!!!