โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

AWS ลงทุน1.9 แสนล้านดันไทยขึ้นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัล

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 ส.ค. 2567 เวลา 19.13 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2567 เวลา 12.13 น.

บิ๊กบริษัทเทคโนโลยีมั่นใจไทยสามารถขึ้นเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระบบคลาวด์ CLMVT “AWS” ทุ่ม 1.9 แสนล้านลงทุนระบบคลาวด์ดันไทยขึ้นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัล “เอคเซนเชอร์” มองการลงทุน AI ให้ผลที่ดีแต่ไทยยังขาดแรงงานดิจิทัลคุณภาพ “บลูบิค” แนะใช้ AI ตัดตอนการผลิตส่วนเกิน คุมต้นทุนเพิ่มกำไร

[caption id="attachment_126527" align="aligncenter" width="1024"]

AWS

นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager, Amazon Web Services[/caption]

ขณะที่ นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager, Amazon Web Services เปิดเผยในงานThailand Focus 2024: Adapting to a Changing World หัวข้อ"How Thailand is Transforming Its Supply Chain with Digital Innovation" (นวัตกรรมดิจิทัลพลิกโฉมห่วงโซ่อุปทานไทย) ว่า

AWS มีแผนลงทุนเปิด AWS ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลบนระบบคลาวด์ระดับโลกในประเทศไทยภายในปี 2025 พร้อมด้วยAvailability 3 แห่ง

ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงระบบคลาวด์มากกว่า 200+ แห่ง เพื่อให้บริการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถเรียกใช้แอพลิเคชั่นและการจัดเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย ภายใต้เม็ดเงินลงทุนมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 1.9 แสนล้านบาทเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยขึ้นเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัล

“เมื่อ 6 เดือนก่อนบริษัทตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย โดยพิจารณาข้อดีข้อเสียเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเช่น เวียดนาม ทั้งแง่ของเสถียรภาพของประเทศ ความมั่นคงของเครือข่ายด้านดิจิทัล ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีโครงการพื้นฐานดีที่สุด

ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนในประเทศไทยไปแล้วมูลค่าประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท การลงทุนของบริษัทจะช่วยให้บริษัทขนาดเล็กและกลางสามารถใช้เทคโนโลยีของบริษัทเพื่อแข่งขันกับต่างชาติได้ หากลงทุนเองในด้านปัญญาประดิษฐ์ การสั่งซื้อ CPU ต้องรออย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี”

ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานมีทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งทาง AWS มีแผนช่วยอบรมบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้ได้ 100,000 คนภายในสองปีข้างหน้า เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในกิจกรรมหลากหลาย

เช่นบริษัทประกันภัยสามารถใช้ AI ตรวจสอบความเสียหายจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายอุบัติเหตุรถยนต์ได้ การมีศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยสามารถให้บริการและติดต่อลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว หากเทียบกับการไปใช้บริการของศูนย์ข้อมูลในประเทศอื่น เช่นในสิงคโปร์ ซึ่งจะทำให้ต้องรอผลการประมวล และส่งกลับมาทางไทยที่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีสตาร์ทอัพที่กลายเป็นยูนิคอร์น (มูลค่าตลาด 1 พันล้านดอลลาร์ขึ้นไป) ซึ่ง เราคาดหวังว่าโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทจะช่วยให้บริษัทเหล่านี้ทำธุรกิจใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น และทำได้เต็มศักยภาพของ พวกเขา เราคาดหวังว่าสตาร์ทอัพจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของเรา เชื่อมั่นว่า ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีระบบคลาวด์อย่างน้อยในภูมิภาค CLMVT (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม และไทย)”

[caption id="attachment_126525" align="aligncenter" width="1024"]

AWS

นางสาวปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย[/caption]

นางสาวปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย เปิดเผยบนเวทีเดียวกันว่าปัจจุบันบริษัทของไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องช่องว่างของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการทำธุรกิจ รวมทั้งการขาดคนที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมงานเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

“ประเทศไทยเป็นศูนย์บริการลูกค้าที่สำคัญซึ่งเอคเซนเชอร์ ได้ตั้งศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยมีพนักงานประจำการในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 5,300 คน ภายในเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น โดยเป็นพนักงานคนไทยถึง 70% จากจำนวนพนักงานทั้งหมด

นอกจากนี้ยังได้ควบรวมบริษัทท้องถิ่นอย่างเช่น Rabbit’s Tale เพื่อขยายการให้ธุรกิจ และให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายคือให้บริการใน 3 ด้าน คือ การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งการปรับเปลี่ยนระบบการดำเนินงานขององค์กร เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์ที่สำคัญของการบริการลูกค้าในภูมิภาค การตั้งศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยนอกจากจะเป็นข้อกำหนดของกฎหมายแล้ว ความปลอดภัยก็มีความสำคัญมาก ผู้ลงทุนที่เข้ามาในไทยก็จะมองหาความปลอดภัยของระบบเครือข่ายต่าง ๆ”

นอกจากนี้การใช้ปัญญาประดิษฐ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคการเงินเท่านั้น แต่เริ่มเห็นภาพความร่วมมือกันระหว่างอุตสาหกรรมที่ต่างกันมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนใน AI ให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีแน่นอน แต่ผู้ใช้ต้องรู้วิธีปกป้องและวิธีใช้ข้อมูลก่อน

“ทุกอุตสาหกรรมกำลังใช้ประโยชน์จากระบบคลาวด์เพราะเทคโนโลยีนี้ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้เร็วขึ้น ตอบสนองต่อตลาดได้ทันทีเป็นเรียลไทม์ ทำให้เห็นบริษัทต่างๆ ประยุกต์ใช้ระบบคลาวด์มากขึ้น”

[caption id="attachment_126526" align="aligncenter" width="1024"]

AWS

นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)[/caption]

ขณะที่ นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมในหัวข้อเดียวกันว่า เทคโนโลยีดิจิทัลที่ก้าวหน้าจะทำให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้ โดยดึงข้อมูลจากระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ของบริษัทมาวิเคราะห์เพื่อทำนโยบายลดค่าใช้จ่ายได้ รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ ทำให้สามารถบริหารแบบมีความยืดหยุ่นและทันกับสถานการณ์ตลาดได้อย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะการใช้ระบบคลาวด์ จะทำให้เข้าใจตลาด และสร้างกลยุทธ์ต่าง ๆ ได้รวดเร็วกว่าเดิม ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังปรับตัว ข้อมูลจากระบบคลาวด์จะสามารถทำให้บริษัทตัดสินใจที่จะปรับลดหรือขยายการดำเนินงานเพื่อปรับต้นทุนให้เหมาะสมได้ตลอดเวลา

ทั้งนี้ บลูบิค ได้ทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ของไทยหลายแห่งเพื่อปรับระบบให้เป็นดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่นการหารูปแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้บริษัทเครื่องดื่มที่ต้องการปรับห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้AI เข้ามาปรับใช้ในด้านกำลังการผลิต โดยปกติบริษัทมักจะผลิตเกินความต้องการ และต้องเก็บสินค้าเอาไว้ก่อนที่จะจำหน่ายออกไปได้ ซึ่งทำให้แบกรับภาระต้นทุน

ซึ่ง AI สามารถใช้วิเคราะห์ความต้องการของตลาด จากนั้นนำเอาข้อมูลมาปรับการผลิตของบริษัทให้เหมาะกับความต้องการ หรือสามารถวางแผนโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้เวลาน้อยลง ตลอดจนการซื้อวัตถุดิบการผลิต รวมทั้งปรับเปลี่ยนระบบการผลิต ซึ่งทั้งหมดนี้หมายความว่าจะทำให้ต้นทุนลดลงได้ นอกจากนี้ AI ยังมีคาดการณ์ผลตอบแทนต่อการลงทุนต่าง ๆ ที่บริษัทวางแผนในอนาคตได้ด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...