AWS ลงทุน1.9 แสนล้านดันไทยขึ้นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัล
บิ๊กบริษัทเทคโนโลยีมั่นใจไทยสามารถขึ้นเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระบบคลาวด์ CLMVT “AWS” ทุ่ม 1.9 แสนล้านลงทุนระบบคลาวด์ดันไทยขึ้นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัล “เอคเซนเชอร์” มองการลงทุน AI ให้ผลที่ดีแต่ไทยยังขาดแรงงานดิจิทัลคุณภาพ “บลูบิค” แนะใช้ AI ตัดตอนการผลิตส่วนเกิน คุมต้นทุนเพิ่มกำไร
[caption id="attachment_126527" align="aligncenter" width="1024"]
นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager, Amazon Web Services[/caption]
ขณะที่ นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager, Amazon Web Services เปิดเผยในงานThailand Focus 2024: Adapting to a Changing World หัวข้อ"How Thailand is Transforming Its Supply Chain with Digital Innovation" (นวัตกรรมดิจิทัลพลิกโฉมห่วงโซ่อุปทานไทย) ว่า
AWS มีแผนลงทุนเปิด AWS ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลบนระบบคลาวด์ระดับโลกในประเทศไทยภายในปี 2025 พร้อมด้วยAvailability 3 แห่ง
ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงระบบคลาวด์มากกว่า 200+ แห่ง เพื่อให้บริการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถเรียกใช้แอพลิเคชั่นและการจัดเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย ภายใต้เม็ดเงินลงทุนมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 1.9 แสนล้านบาทเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยขึ้นเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัล
“เมื่อ 6 เดือนก่อนบริษัทตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย โดยพิจารณาข้อดีข้อเสียเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเช่น เวียดนาม ทั้งแง่ของเสถียรภาพของประเทศ ความมั่นคงของเครือข่ายด้านดิจิทัล ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีโครงการพื้นฐานดีที่สุด
ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนในประเทศไทยไปแล้วมูลค่าประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท การลงทุนของบริษัทจะช่วยให้บริษัทขนาดเล็กและกลางสามารถใช้เทคโนโลยีของบริษัทเพื่อแข่งขันกับต่างชาติได้ หากลงทุนเองในด้านปัญญาประดิษฐ์ การสั่งซื้อ CPU ต้องรออย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี”
ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานมีทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งทาง AWS มีแผนช่วยอบรมบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้ได้ 100,000 คนภายในสองปีข้างหน้า เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในกิจกรรมหลากหลาย
เช่นบริษัทประกันภัยสามารถใช้ AI ตรวจสอบความเสียหายจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายอุบัติเหตุรถยนต์ได้ การมีศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยสามารถให้บริการและติดต่อลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว หากเทียบกับการไปใช้บริการของศูนย์ข้อมูลในประเทศอื่น เช่นในสิงคโปร์ ซึ่งจะทำให้ต้องรอผลการประมวล และส่งกลับมาทางไทยที่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น
ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีสตาร์ทอัพที่กลายเป็นยูนิคอร์น (มูลค่าตลาด 1 พันล้านดอลลาร์ขึ้นไป) ซึ่ง เราคาดหวังว่าโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทจะช่วยให้บริษัทเหล่านี้ทำธุรกิจใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น และทำได้เต็มศักยภาพของ พวกเขา เราคาดหวังว่าสตาร์ทอัพจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของเรา เชื่อมั่นว่า ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีระบบคลาวด์อย่างน้อยในภูมิภาค CLMVT (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม และไทย)”
[caption id="attachment_126525" align="aligncenter" width="1024"]
นางสาวปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย[/caption]
นางสาวปฐมา จันทรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย เปิดเผยบนเวทีเดียวกันว่าปัจจุบันบริษัทของไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องช่องว่างของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการทำธุรกิจ รวมทั้งการขาดคนที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมงานเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
“ประเทศไทยเป็นศูนย์บริการลูกค้าที่สำคัญซึ่งเอคเซนเชอร์ ได้ตั้งศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยมีพนักงานประจำการในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 5,300 คน ภายในเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น โดยเป็นพนักงานคนไทยถึง 70% จากจำนวนพนักงานทั้งหมด
นอกจากนี้ยังได้ควบรวมบริษัทท้องถิ่นอย่างเช่น Rabbit’s Tale เพื่อขยายการให้ธุรกิจ และให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายคือให้บริการใน 3 ด้าน คือ การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งการปรับเปลี่ยนระบบการดำเนินงานขององค์กร เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์ที่สำคัญของการบริการลูกค้าในภูมิภาค การตั้งศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยนอกจากจะเป็นข้อกำหนดของกฎหมายแล้ว ความปลอดภัยก็มีความสำคัญมาก ผู้ลงทุนที่เข้ามาในไทยก็จะมองหาความปลอดภัยของระบบเครือข่ายต่าง ๆ”
นอกจากนี้การใช้ปัญญาประดิษฐ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคการเงินเท่านั้น แต่เริ่มเห็นภาพความร่วมมือกันระหว่างอุตสาหกรรมที่ต่างกันมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนใน AI ให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีแน่นอน แต่ผู้ใช้ต้องรู้วิธีปกป้องและวิธีใช้ข้อมูลก่อน
“ทุกอุตสาหกรรมกำลังใช้ประโยชน์จากระบบคลาวด์เพราะเทคโนโลยีนี้ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้เร็วขึ้น ตอบสนองต่อตลาดได้ทันทีเป็นเรียลไทม์ ทำให้เห็นบริษัทต่างๆ ประยุกต์ใช้ระบบคลาวด์มากขึ้น”
[caption id="attachment_126526" align="aligncenter" width="1024"]
นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)[/caption]
ขณะที่ นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมในหัวข้อเดียวกันว่า เทคโนโลยีดิจิทัลที่ก้าวหน้าจะทำให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้ โดยดึงข้อมูลจากระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ของบริษัทมาวิเคราะห์เพื่อทำนโยบายลดค่าใช้จ่ายได้ รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ ทำให้สามารถบริหารแบบมีความยืดหยุ่นและทันกับสถานการณ์ตลาดได้อย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะการใช้ระบบคลาวด์ จะทำให้เข้าใจตลาด และสร้างกลยุทธ์ต่าง ๆ ได้รวดเร็วกว่าเดิม ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังปรับตัว ข้อมูลจากระบบคลาวด์จะสามารถทำให้บริษัทตัดสินใจที่จะปรับลดหรือขยายการดำเนินงานเพื่อปรับต้นทุนให้เหมาะสมได้ตลอดเวลา
ทั้งนี้ บลูบิค ได้ทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ของไทยหลายแห่งเพื่อปรับระบบให้เป็นดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่นการหารูปแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้บริษัทเครื่องดื่มที่ต้องการปรับห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้AI เข้ามาปรับใช้ในด้านกำลังการผลิต โดยปกติบริษัทมักจะผลิตเกินความต้องการ และต้องเก็บสินค้าเอาไว้ก่อนที่จะจำหน่ายออกไปได้ ซึ่งทำให้แบกรับภาระต้นทุน
ซึ่ง AI สามารถใช้วิเคราะห์ความต้องการของตลาด จากนั้นนำเอาข้อมูลมาปรับการผลิตของบริษัทให้เหมาะกับความต้องการ หรือสามารถวางแผนโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้เวลาน้อยลง ตลอดจนการซื้อวัตถุดิบการผลิต รวมทั้งปรับเปลี่ยนระบบการผลิต ซึ่งทั้งหมดนี้หมายความว่าจะทำให้ต้นทุนลดลงได้ นอกจากนี้ AI ยังมีคาดการณ์ผลตอบแทนต่อการลงทุนต่าง ๆ ที่บริษัทวางแผนในอนาคตได้ด้วย