จัดพอร์ตทองคำอย่างไรให้ปลอดภัยระยะยาว มากกว่าเก็งกำไรระยะสั้น
บทความโดย “พัชรินธ์ อีริคสัน” นักวางแผนการเงิน CFP® สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
วันที่ 30 กันยายน 2567 ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ราคาทองคำในสกุลเงินบาทพุ่งตัวสูงขึ้นกว่า 20% ทำให้ผู้คนแห่ซื้อตุนทองคำเพื่อเก็งกำไร หรือนักลงทุนที่มีทองคำอยู่แล้วก็ไปแห่ขายทำกำไรกัน แต่การลงทุนแบบนี้อาจไม่ใช่วิธีการลงทุนในทองคำที่ปลอดภัยนัก บทความนี้จะพูดถึงบทบาทสำคัญของทองคำในพอร์ตลงทุน เพื่อให้นักลงทุนสามารถลงทุนในทองคำได้อย่างปลอดภัยในระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรราคาในระยะสั้น
บทบาทของทองคำในพอร์ตลงทุน
นักลงทุนส่วนใหญ่lที่ลงทุนแบบพอร์ตลงทุนหรือกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ (Asset Allocation) มักจะมี 2สินทรัพย์หลัก คือ หุ้นและตราสารหนี้ แต่การเพิ่มทองคำเข้าไปในพอร์ตลงทุนสามารถช่วยพอร์ตลงทุนได้
ช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน (Diversification) : ทองคำมีประโยชน์ในการจัดพอร์ตลงทุน เนื่องจากราคาทองคำกับราคาสินทรัพย์อื่น ๆ มีความสัมพันธ์กันน้อย(หรือในทางการลงทุน เรียกว่า Low Correlation) โดยปกติแล้ว ความสัมพันธ์ของราคาสินทรัพย์จะมีค่าตั้งแต่ -1ถึง 1 ซึ่งแต่ละค่าสามารถตีความได้ว่า ถ้าค่าความสัมพันธ์อยู่ที่ลบหนึ่ง หมายความว่า สินทรัพย์ 2 ชนิดนี้มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกันอย่างสมบูรณ์
เช่น ถ้าสินทรัพย์หนึ่งราคาเพิ่มขึ้น อีกสินทรัพย์ราคาจะตกลง หากค่าความสัมพันธ์เท่ากับ 1 แปลว่าราคาหลักทรัพย์หนึ่งขึ้น ราคาของสินทรัพย์อีกชนิดจะขึ้นไปด้วย คือไปในทิศทางเดียวกัน และหากค่าความสัมพันธ์เท่ากับศูนย์ แปลว่าราคาสินทรัพย์สองชนิดนี้ไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน
ค่าความสัมพันธ์ระหว่างทองและสินทรัพย์ต่าง ๆ
ทองและหุ้นทั่วโลก
0.09
ทองและหุ้นสหรัฐฯ
0.02
ทองและพันธบัตรสหรัฐฯ
0.28
ทองและหุ้นกู้เอกชนสหรัฐฯ
0.30
ทองและตราสารหนี้โลกที่ต่ำกว่าInvestment grade
0.19
(คัดลอกจากข้อมูลราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ตั้งแต่ มกราคม 1990 ถึง มิถุนายน 2023 จัดทำโดยWisdomTree ที่มา : https://www.wisdomtree.eu/-/media/eu-media-files/other-documents/research/portfolio-insights/portfolio-insights-gold.pdf)
จากข้อมูลในอดีต ที่WisdomTreeได้เก็บเป็นเวลา 33 ปี พบว่าราคาทองคำมีความสัมพันธ์ต่ำมากกับทั้งหุ้นและตราสารหนี้ ความสัมพันธ์ของราคาทองกับกลุ่มตราสารหนี้อยู่ที่ประมาณ 0.19-0.30 ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ของทองคำและกลุ่มหุ้นยิ่งต่ำยิ่งกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 0.02-0.09 เท่านั้น นั่นหมายความว่าราคาทองคำมีความสัมพันธ์น้อยมากกับทั้งหุ้นและตราสารหนี้โดยอาจไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น การรวมทองคำไว้ในพอร์ตลงทุน จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนโดยรวมได้
ช่วยปกป้องพอร์ตลงทุนเมื่อเกิดวิกฤติ (Crisis Hedging) : โดยปกติแล้วเมื่อเกิดวิกฤติหรือความกังวลต่าง ๆ ในตลาด สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นมักจะปรับตัวลงแรง เวลาที่เกิดวิกฤต นักลงทุนมักเน้นลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เช่น พันธบัตรรัฐบาล ทองคำ
จากกราฟด้านล่างแสดงผลตอบแทนของทองคำและหุ้นสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาที่หุ้นสหรัฐอเมริกาปรับตัวลงเกิน 15% จากวิกฤตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Hamburger Crisis ในปี 2008 หรือ Dot Com Bubble ในปี 2000 โดยจะเห็นว่าราคาทองคำนั้นปรับตัวลงน้อยกว่าหุ้นมาก หรือแม้กระทั่งปรับตัวขึ้นเป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำในช่วงที่หุ้นปรับตัวลงแรงดังนั้น การมีทองคำในพอร์ตลงทุน จะช่วยพยุงพอร์ตลงทุนในช่วงวิกฤตได้
ช่วยปกป้องพอร์ตลงทุนจากอัตราเงินเฟ้อ : เงิน 100 บาทในวันนี้ เวลาผ่านไป 20 ปี เงินจะมีมูลค่าลดลง ไม่สามารถซื้อของได้เท่าเดิม เนื่องจากมูลค่าเงินถูกกัดกร่อนจากเงินเฟ้อ แต่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่เก็บมูลค่าได้ กล่าวคือ ทองคำ1บาท เวลาผ่านไปเท่าไหร่ ก็ยังคงเป็นทองคำ 1บาท มูลค่าของทองคำไม่ได้ถูกกัดกร่อนจากเงินเฟ้อ แต่กลับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อด้วยซ้ำ
ดังนั้น การมีทองคำในพอร์ตลงทุนจะช่วยปกป้องพอร์ตลงทุนจากอัตราเงินเฟ้อได้ จากกราฟด้านล่างแสดงให้เห็นว่า ทองคำให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วงที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกินกว่า 5% มากกว่าช่วงที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่า 2%
ทองคำ ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนได้ ดังนั้น หากจัดพอร์ตทองคำและวางกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม ศึกษาและติดตามข้อมูลแนวโน้มราคาทองคำสม่ำเสมอ จะช่วยให้การลงทุนและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนตามเป้าหมายที่วางเอาไว้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จัดพอร์ตทองคำอย่างไรให้ปลอดภัยระยะยาว มากกว่าเก็งกำไรระยะสั้น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net