โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดบทเรียนจาก ‘น้องฟาง’ ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA สู่อนาคตแห่งการป้องกันและรักษาเหมาะสมในไทย

Inzpy

อัพเดต 25 ต.ค. 2567 เวลา 17.44 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2567 เวลา 00.00 น. • inzpy.com

ในโลกของผู้ป่วยโรคหายาก มีเรื่องราวอยู่มากมายที่รอคอยการถูกเล่าและให้ตระหนักถึง หนึ่งในนั้นคือเรื่องของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Spinal Muscular Atrophy (SMA) ที่อาจถูกมองว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้น้อยแต่มีความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิตผู้ป่วยอย่างมาก มีอัตราการเกิดโรค 1:10,000 คน ซึ่งพบได้ตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ โดยผู้ป่วยจะค่อยๆ สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย และในกรณีที่รุนแรง สามารถนำไปสู่การเสียชีวิตได้ และสามารถสร้างบาดแผลทางจิตใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียอย่างไม่อาจประมาณได้

โรค SMA เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีน โดยพบว่าทุกๆ 1 ใน 50 คนของประชากรทั่วโลกจะมีโอกาสมียีนพาหะโรค SMA แฝงอยู่โดยที่ไม่แสดงอาการ ดังนั้นหากทั้งพ่อและแม่มียีนพาหะเหมือนกัน จะทำให้มีความเสี่ยงที่ลูกจะเกิดมาเป็นโรค SMA ในอัตรา 1:4 หรือ 25% ในทุกๆ การตั้งครรภ์

ในอดีตการรักษา SMA มุ่งเน้นที่การรักษาแบบประคับประคองเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังขาดความตระหนักรู้ในเรื่องการวินิจฉัยและการรักษา แต่ปัจจุบันวงการแพทย์มีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยมีการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคทั้งในหมู่แพทย์ ผู้ป่วย และภาครัฐ ซึ่งส่งผลให้เกิดการพูดคุย ยกระดับการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยานวัตกรรมใหม่ เช่น การรักษาด้วยยีนบำบัด และมีชีวิตที่ดีขึ้น

แม้ปัจจุบัน โรค SMA จะเริ่มเป็นที่กล่าวถึงกันมากขึ้น แต่สำหรับผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วยยังต้องเผชิญกับอุปสรรคและหนทางอีกยาวไกลเพื่อเดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ในโรค SMA ดังเรื่องราวของ “น้องฟาง” ณัฐภากร พรลี้เจริญ ผู้ป่วย SMA Type3 ที่มุ่งมั่นเป็นตัวแทนและเป็นกระบอกเสียงของกลุ่มครอบครัวผู้ป่วย SMA โดยน้องฟางได้เล่าว่า ตอนเด็กๆ ยังสามารถเดินได้ แต่ไม่ปกตินัก เรียกได้ว่าเดินคล้ายเพนกวิน ทางพ่อและแม่ของน้องฟางได้พาไปตรวจหลายครั้ง แต่มองย้อนไปช่วงเวลานั้น โรค SMA ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย การตรวจวินิจฉัยอย่างชัดเจนและตรงจุดว่าเป็นโรค SMA จึงล่วงเลยไปจนถึงวันที่น้องฟางอายุ 18 ปี

1 of 5

ตอนแรกเราคิดว่าถ้ามันเป็นโรคทางกระดูกก็สามารถผ่าตัดได้แต่ว่าพอตรวจเจอว่าฟางเป็นโรคSMA ซึ่งเป็นโรคที่มีความซีเรียสกว่าก็รู้สึกกังวลเรียกได้ว่ากังวลมากทีเดียวค่ะเพราะไม่ใช่แค่ข้อจํากัดทางร่างกายที่มีในตอนนั้นแต่การเป็นโรคSMA หมายความว่าร่างกายเรากําลังค่อยๆเสื่อมถอยลงในอนาคตด้วยอะไรที่เราเคยทําได้อย่างการก้าวขึ้นบันไดหรือการลุกขึ้นจากเก้าอี้ในตอนนี้ก็เป็นเรื่องยากแล้วค่ะอะไรที่เรายังพอทำได้อยู่ในตอนนี้อย่างการเดินก็เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆและวันนึงฟางก็จะเดินไม่ได้ในที่สุด

เวลาเราเผชิญกับปัญหาเหล่านี้เราไม่ได้เผชิญเพียงคนเดียวแต่ครอบครัวของเราหรือว่าคนที่อยู่ข้างหลังเราก็จะต้องเผชิญกับเรื่องยากลำบากนี้ด้วยเมื่อเราพึ่งพาตัวเองได้น้อยลงเราก็ต้องพึ่งพาครอบครัวมากขึ้นเช่นเพื่อนฟางที่เป็นSMA เหมือนกันเคยทานข้าวเองได้แต่วันนี้เขาก็ไม่สามารถยกมือทานข้าวเองได้แล้วหรือฟางเองแม้แต่เข้าห้องน้ำสาธารณะด้วยตัวเองก็ทำไม่ได้แล้วเรื่องในชีวิตประจำวันบางอย่างกลายเป็นเรื่องเกินกำลังในขณะที่เรื่องธรรมดาอย่างการเป็นหวัดหรือหกล้มอาจกลายเป็นเรื่องร้ายแรงถึงชีวิต –น้องฟาง

เห็นได้ชัดว่าโรค SMA มีผลกระทบต่อผู้ป่วยและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงก่อนอายุ 20 ตอนที่ได้รับวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรค SMA Type 3 นั้น น้องฟางยังสามารถเดินและพึ่งพาตัวเองได้ตามปกติ เพียงแค่เดินช้า ลุกจากพื้นไม่ได้ ต้องเลี่ยงการยกของหนักหรือการเดินขึ้นลงบันได แต่เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายก็เริ่มเสื่อมถอยลงตามอาการ ในช่วงเวลาสามปีมานี้ การอ่อนแรงที่มากขึ้น ส่งผลให้น้องฟางหกล้มและกระดูกหักจนต้องเข้ารับการผ่าตัดถึงสองครั้ง ทำให้ไม่สามารถพยุงตนเองได้และต้องเริ่มใช้วีลแชร์

น้องฟางจึงจำเป็นต้องพึ่งพาครอบครัวและคนรอบข้างเพื่อดำรงชีวิตประจำวันอย่างเลี่ยงไม่ได้ นอกจากน้องฟาง ยังมีผู้ป่วย SMA อีกหลายคนในประเภทที่รุนแรงกว่า ซึ่งการเสื่อมถอยของร่างกายอาจส่งผลร้ายแรง นี่คือสิ่งที่ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA จำนวนมากต้องเผชิญ

การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ ก้าวสำคัญเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการตระหนักรู้เรื่องโรค SMA และมีความฝันที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและจับต้องได้จริงเพื่อกลุ่มผู้ป่วย น้องฟางยังมีบทบาทเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่ม SMA Thailand กลุ่มผู้ป่วย SMA ที่รวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งและเป็นกำลังให้แก่กัน ด้วยแนวทาง ‘ฝัน หวัง ไปต่อ’

ในตอนที่ฟางยังเด็กโรคSMA ยังไม่เป็นที่ตระหนักรู้ในวงกว้างและการรักษาค่อนข้างจำกัดค่ะต้องประคับประคองและรับมือตามอาการครอบครัวได้แต่เฝ้ามองผู้ป่วยค่อยๆอ่อนแรงลงแต่ในปัจจุบันฟางเชื่อว่าเรารับมือกับสิ่งที่เผชิญได้อย่างแข็งแรงขึ้นค่ะวันนี้โลกมีเทคโนโลยีการรักษาที่ก้าวหน้าขึ้นแล้วมีการรักษาที่ช่วยชะลอการอ่อนแรงอีกทั้งยังมีการตรวจคัดกรอง(Screening) ที่ครอบคลุมตั้งแต่พ่อและแม่ในระยะก่อนตั้งครรภ์จนถึงเด็กในระยะแรกเกิดในหลายประเทศผู้คนมีความเข้าใจเลยว่าการตรวจคัดกรองโรคSMA เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเมื่อวางแผนจะมีลูก

ในฐานะผู้ป่วยฟางจึงมองว่านอกจากความพยายามเพื่อสร้างระบบที่ดีและโอบอุ้มผู้ป่วยในปัจจุบันให้เข้าถึงการรักษาและการดูแลที่เหมาะสมแล้วการสร้างความตระหนักรู้เรื่องการคัดกรองทารกในครรภ์(Prenatal screening), การคัดกรองพาหะ(Carrier screening) และการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิด(Newborn screening) ในไทยเป็นสิ่งที่เราอยากเน้นย้ำมากๆไปพร้อมกันค่ะเพราะหากมีการตรวจและวินิจฉัยก่อนการตั้งครรภ์หรือในทารกก็จะสามารถรับมือได้อย่างทันท่วงทีผู้ที่มียีนพาหะในตัวเองก็จะมีทางเลือกในการสร้างครอบครัวที่แตกต่างออกไปหรือเด็กแรกเกิดที่ตรวจพบโรคก่อนแสดงอาการก็มีโอกาสได้รับการรักษาทันเวลาและมีประสิทธิภาพ

ฟางมองว่าทุกๆความพยายามไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่มันสำคัญหมดเลยแค่มีคนพูดถึงโรคนี้ก็ดีใจมากแล้วค่ะอย่างตอนนี้ฟางรู้ว่าSMA กำลังถูกผลักดันเข้าระบบประกันสุขภาพและถูกพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการคัดกรองจนถึงการรักษาเรียกได้ว่าครบวงจรเลยซึ่งเรื่องนี้คงไม่อาจเกิดขึ้นได้จากครอบครัวผู้ป่วยเพียงลำพังหากไม่มีการผลักดันอย่างจริงจังจากบุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่มีส่วนตัดสินใจทั้งภาครัฐและภาคเอกชนฟางอยากบอกว่าขอบคุณจริงๆนะคะทั้งในฐานะตัวผู้ป่วยเองและในฐานะครอบครัวผู้ป่วยที่ทำให้เราได้รู้ว่ายังมีความหวังเรายังไปต่อได้ได้มีการรับฟังและยังมีผู้คนที่สนับสนุนเราอยู่ทำให้เกิดชุมชนผู้ป่วยที่เข้มแข็งขึ้นจากความพยายามของคุณทุกคน – น้องฟาง

ความฝันที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ป่วย SMA
ถึงแม้ความสามารถทางร่างกายจะเริ่มถดถอยลง แต่ความตั้งใจในการมีชีวิตของผู้ป่วย SMA อย่างน้องฟางยังคงมั่นคงแข็งแกร่ง โดยเจ้าตัวได้จบการศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จบเนติบัณฑิต และกำลังเรียนปริญญาโทเพิ่มที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยผลการเรียนดีเด่นและความตั้งใจจะทำงานในสายงานที่ตัวเองเรียนมา อย่างการเป็นนักกฎหมายหรือผู้พิพากษา

แต่เมื่อน้องฟางได้มีโอกาสฝึกงานในบริษัทสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่ง ก็พบว่าข้อจำกัดทางร่างกายทำให้การทำงานจริงซึ่งต้องเคลื่อนไหวและเดินทางเป็นเรื่องค่อนข้างลำบาก ปัจจุบันน้องฟางจึงทำหน้าที่ดูแลกิจการค้าขายของครอบครัว โดยมีความฝันเพียงแค่ว่าจะสามารถทำงานได้ดี มีเงินเก็บมากเพียงพอสำหรับการดูแลคุณพ่อคุณแม่ยามแก่ตัวลงและตัวเองได้ เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องลำบากในอนาคต ความตั้งใจธรรมดาๆ นี้เป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ป่วย SMA

การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรค SMA ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในอนาคตและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับตัวเองและครอบครัว ผ่านการตรวจคัดกรองพาหะ SMA ก่อนตั้งครรภ์สำหรับผู้วางแผนมีบุตร เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโรค SMA รวมถึงการให้ทารกแรกเกิดได้รับการตรวจคัดกรองโรคภายใน 48-72 ชั่วโมงหลังคลอด เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

น้องฟางและครอบครัวผู้ป่วย SMA ยังคงร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อเปล่งเสียงผลักดันให้เกิดความตระหนักรู้ โดยมีความฝันถึงการจัดการโรค SMA ที่ครบวงจร ครอบครัวผู้ป่วยกำลังขับเคลื่อนความฝันนี้ด้วยความตั้งใจและรอคอยอย่างมีหวังที่จะได้เห็นสังคมเข้าใจในโรค SMA มากขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยได้มีระบบสนับสนุนที่ดี ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมเพื่อให้มีกำลังรับมือกับสิ่งที่เผชิญ ไปพร้อมกันกับสร้างอนาคตที่เด็กๆ ไม่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางร่างกายจากโรค SMA อีก

บทความที่น่าสนใจ

7 เหตุผล ทำไมไม่ควรแว็กซ์ขน

“หินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจ” ตัวการร้ายทำเส้นเลือดหัวใจตีบ เสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน

ชวนชาวออฟฟิศขยับนิด-ยืดหน่อย แก้ “ออฟฟิศซินโดรม”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...