เตรียมตัวเปียกปอนไปกับบีท! ทำความรู้จัก “Major Lazer” ก่อนไปงาน ‘S2O’ สงกรานต์ 2025
LSA Thailand
อัพเดต 30 มี.ค. 2568 เวลา 20.45 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. 2568 เวลา 01.30 น. • Lifestyle Asia Thailandเทศกาลดนตรี S2O Songkran Music Festival 2025 กำลังจะกลับมาสร้างความมันส์แบบจัดเต็มอีกครั้ง! เตรียมตัวสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ผสานความสนุกของเทศกาลสงกรานต์ของไทยเข้ากับสุดยอดเทศกาลดนตรี EDM ระดับโลกได้อย่างลงตัว การเฉลิมฉลองปีที่ 10 ของ S2O ในปี 2025 นี้ จะยิ่งใหญ่กว่าเดิมอย่างแน่นอน โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 เมษายน ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ และที่สำคัญที่สุด ศิลปินระดับโลกที่จะมาร่วมสร้างความมันส์ในวันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน ก็คือ Major Lazer นั่นเอง !
Related articles
ทำความรู้จักและลิสต์เพลงฮิตของ DJ SNAKE ก่อนได้เจอตัวจริงในงาน S2O Songkran Music Festival 2025
ทำความรู้จักและลิสต์เพลงฮิตของ “Alan Walker” ก่อนได้เจอตัวจริงในงาน S2O Songkran Music Festival 2025
ใครที่เป็นแฟนเพลง EDM หรือกำลังมองหาประสบการณ์สุดเหวี่ยงรับสงกรานต์ ห้ามพลาดเด็ดขาด! เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสนุกสุดเหวี่ยงไปกับพวกเขากันเลย!
ALL WE NEED IS SOMEBODY TO LEAN ON 🙏🏽 @Diplo @Walshy Fire @Ape Drums #majorlazer #leanon #ontour #diplo
เหล่าตัวพ่อแห่ง ‘Soundsystem’
ชื่อจริงเสียงจริง: เบื้องหลังชื่อสุดเท่ “Major Lazer” นั้นคือสามสมาชิกหลักที่รวมตัวกันสร้างสรรค์ดนตรีสุดมันส์ ซึ่งแต่ละคนก็มีชื่อจริงที่เป็นที่รู้จักในวงการเพลง ได้แก่
- Diplo หรือ Thomas Wesley Pentz (โทมัส เวสลีย์ เพนซ์) ผู้เป็นโปรดิวเซอร์หลักและหนึ่งในผู้ก่อตั้งวง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางความคิดสร้างสรรค์ของวงมาตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปัจจุบัน
- Walshy Fire หรือLeighton Paul Walsh (เลห์ตัน พอล วอลช์) โปรดิวเซอร์และ MC สุดมันส์ของวง ผู้ซึ่งนำกลิ่นอายของดนตรีแดนซ์ฮอลล์มาผสมผสานในการแสดงของพวกเขาตั้งแต่ปี 2011
- Ape Drums หรือ Eric Alberto-Lopez (เอริค อัลเบอร์โต-โลเปซ) สมาชิกใหม่ล่าสุดที่เข้าร่วมวงในปี 2019 ผู้ซึ่งนำเสนอการผสมผสานที่เป็นเอกลักษณ์ระหว่างจังหวะดนตรีแคริบเบียนและละตินเข้ามาในซาวด์ของพวกเขา
นอกจากนี้ ยังมีสมาชิกคนสำคัญในอดีตที่ควรกล่าวถึงคือ Switch (Dave Taylor) ผู้ร่วมก่อตั้งวงกับ Diplo ในปี 2008 แต่ได้ออกจากวงไปในปี 2011 รวมถึง Jillionaire (Christopher Leacock) ที่เป็นสมาชิกของวงตั้งแต่ปี 2011 ถึง 2019 และมีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์ซาวด์ดนตรีที่หลากหลายให้กับวง
Diplo: Thomas Wesley Pentz เกิดที่เมืองทูเพโล รัฐมิสซิสซิปปี แต่เติบโตในไมอามี ซึ่งเป็นที่ที่เขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากวงการแร็ปท้องถิ่นและดนตรีไมอามีเบสที่มีจังหวะหนักแน่น เขาเริ่มฝึกฝนทักษะการเป็นดีเจขณะศึกษาอยู่ที่ University of Central Florida และต่อมาที่ Temple University ในฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเป็นที่ที่เขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากสไตล์การเปิดเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ ในวัย 20 ปี Diplo ได้เดินทางไปยังประเทศอินเดีย และได้ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมดนตรีท้องถิ่น รวมถึงสะสมแผ่นเสียงต่าง ๆ ซึ่งเป็นการเปิดโลกทางดนตรีของเขาให้กว้างขึ้น หลังจากกลับมายังสหรัฐอเมริกา เขาได้ร่วมมือกับ DJ Low Budget ก่อตั้งปาร์ตี้ “Hooked on Hollertronix” ในปี 2003 ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการผสมผสานแนวดนตรีที่หลากหลายอย่างลงตัว และเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงแนวทางการทำเพลงของเขากับ Major Lazer ในอนาคต
Walshy Fire: Leighton Paul Walsh เกิดที่ Dade County รัฐฟลอริดา และเติบโตใน Carol City เขามาจากครอบครัวชาวจาเมกาที่มีเชื้อสายจีน ทำให้เขามีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งส่งผลต่อดนตรีของเขาอย่างมาก ที่น่าสนใจคือ Walshy Fire เป็นน้องชายของ Courtney Walsh นักกีฬาคริกเก็ตชื่อดังของจาเมกาและ West Indies การเติบโตในย่าน Half-Way-Tree ใน Kingston ประเทศจาเมกา มีบทบาทสำคัญในการเปิดโลกดนตรีและความบันเทิงให้กับเขา ก่อนที่จะเข้าร่วมกับวง เขาเป็นส่วนสำคัญของ Black Chiney ซาวด์ซิสเต็มชื่อดังจากไมอามี ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นอิทธิพลสำคัญต่อการก่อตั้งและแนวเพลงของ Major Lazer ประสบการณ์อันยาวนานในวงการซาวด์ซิสเต็มนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญให้กับสไตล์การแสดงสดที่เปี่ยมไปด้วยพลังของพวกเขา
Ape Drums: Eric Alberto-Lopez เกิดที่ฮิวสตัน รัฐเท็กซัส และต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่ไมอามี เชื้อสายเม็กซิกัน-อเมริกันของเขายิ่งเพิ่มความหลากหลายให้กับอิทธิพลทางดนตรีของวง เขาเริ่มต้นเส้นทางดนตรีตั้งแต่อายุ 15 ปี โดยเริ่มจากการเป็นดีเจและโปรดิวเซอร์ นอกจากนี้ เขายังเคยเป็นส่วนหนึ่งของทีมเต้นของโรงเรียน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความผูกพันกับจังหวะและการแสดงมาตั้งแต่เนิ่น ๆ รสนิยมทางดนตรีในช่วงแรกของเขาได้รับอิทธิพลจากมิกซ์เทปเพลงเร็กเกตอนและแดนซ์ฮอลล์ ซึ่งจุดประกายความหลงใหลในดนตรีแคริบเบียนให้กับเขา ที่น่าสนใจคือ ก่อนที่จะหันมาสนใจการผลิตเพลงอย่างเต็มตัว เขาเคยใฝ่ฝันที่จะเป็นนักสแครชดีเจ และยังเคยเข้าร่วมกิจกรรมเต้นต่าง ๆ เช่น เบรกแดนซ์, ครัมปิง และป๊อปปิง ในช่วงมัธยมปลายอีกด้วย
เส้นทางสู่วงการ EDM
Major Lazer เริ่มต้นขึ้นในปี 2008 จากการรวมตัวของ Diplo และ Switch ซึ่งเป็นโปรเจกต์ย่อยที่เน้นดนตรีแดนซ์ฮอลล์และเร็กเก้ ซึ่งเป็นแนวเพลงที่ทั้งสองชื่นชอบ อัลบั้มเปิดตัวของพวกเขา “Guns Don’t Kill People… Lazers Do” ที่ปล่อยออกมาในปี 2009 เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์นี้ โดยอัลบั้มนี้ถูกบันทึกเสียงที่ Tuff Gong Studios ในประเทศจาเมกา และมีศิลปินรับเชิญมากมายมาร่วมสร้างสีสัน ผสมผสานดนตรีเร็กเก้เข้ากับฮิปฮอปและอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างลงตัว หลังจากที่ Switch ตัดสินใจออกจากวงในปี 2011 เนื่องจากความแตกต่างทางความคิดสร้างสรรค์ Diplo ได้ดึง Walshy Fire และ Jillionaire เข้ามาร่วมทีม ซึ่งเป็นการตอกย้ำอิทธิพลของดนตรีแคริบเบียนและพลังในการแสดงสดของวงให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
การเข้ามาของ Ape Drums ในปี 2019 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งของวง โดยเขาได้นำเสนอการผสมผสานที่เป็นเอกลักษณ์ระหว่างจังหวะดนตรีแคริบเบียนและละตินเข้ามาในเพลงของ Major Lazer ทำให้ซาวด์ของวงยังคงสดใหม่และเข้ากับยุคสมัย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดนตรีของพวกเขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการผสมผสานแนวดนตรีที่หลากหลายอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเร็กเก้, แดนซ์ฮอลล์, EDM, เร็กเกตอน, โซกา, เฮาส์ และจังหวะอันเป็นเอกลักษณ์ของมูมบาห์ตัน ที่น่าสนใจคือ Diplo เคยกล่าวถึงการสร้าง Major Lazer ในช่วงแรกว่าเป็น “การทดลอง” ซึ่งเป็นวิธีที่เขาใช้ในการสำรวจแนวดนตรีและซาวด์ต่าง ๆ ที่แตกต่างจากงานเดี่ยวของเขาในขณะนั้น ทำให้เขาสามารถปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์และนำอิทธิพลจากทั่วโลกมาผสมผสานในงานเพลงได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ การแสดงของพวกเขายังได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากวัฒนธรรมซาวด์ซิสเต็มของจาเมกา โดย Diplo และ (ในอดีต) Jillionaire ทำหน้าที่เป็น “selectahs” (ดีเจ) และ Walshy Fire สวมบทบาทเป็น “toaster” (MC) ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่หยั่งรากลึกในดนตรีแดนซ์ฮอลล์
5 เพลงฮิตที่ฟังแล้วต้องโยกตาม
เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาวอร์มอัพร่างกายด้วย 5 เพลงฮิตจาก Major Lazer ที่รับรองว่าฟังแล้วจะต้องอยากลุกขึ้นมาเต้น! เพลงเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสนุกที่คุณจะได้สัมผัสใน S2O ดังนั้นอย่าลืมฟังให้คุ้นหูก่อนไปเจอของจริง!
“Lean On” (feat. MØ & DJ Snake)
เป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ขึ้นอันดับ 1 ในหลายประเทศ และมียอดวิวใน YouTube สูงกว่า 3 พันล้านครั้ง! ถือเป็นเพลงที่ทำให้ Major Lazer กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
“Watch Out for This (Bumaye)” (feat. Busy Signal, The Flexican & FS Green)
เป็นอีกหนึ่งเพลงที่สร้างชื่อให้กับพวกเขา ด้วยจังหวะที่สนุกสนานและติดหู มักถูกนำไปใช้ในงานปาร์ตี้และเทศกาลต่างๆ
“Pon de Floor” (feat. Vybz Kartel)
เป็นเพลงยุคแรก ๆ ของวงที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และยังคงเป็นเพลงที่ถูกเปิดในคลับและงานปาร์ตี้จนถึงปัจจุบัน
“Cold Water” (feat. Justin Bieber & MØ)
การร่วมงานกับ Justin Bieber ทำให้เพลงนี้ฮิตติดชาร์ตทั่วโลก และเป็นอีกเพลงที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการผสมผสานดนตรีป๊อปเข้ากับ EDM ของ พวกเขา
“Run Up” (feat. PARTYNEXTDOOR & Nicki Minaj)
เพลงนี้เป็นการผสมผสานระหว่างดนตรีแดนซ์ฮอลล์ เร็กเกตอน และความเป็นฮิปฮอปได้อย่างลงตัว ด้วยเสียงร้องของ PARTYNEXTDOOR และแร็ปสุดปังจาก Nicki Minaj
Major Lazer ไม่ได้เป็นแค่วงดนตรี EDM ธรรมดา แต่พวกเขาคือปรากฏการณ์ทางดนตรีที่ผสมผสานวัฒนธรรมและแนวดนตรีที่หลากหลายได้อย่างลงตัว จากจุดเริ่มต้นที่เน้นดนตรีแดนซ์ฮอลล์ สู่การเป็นที่รู้จักในระดับโลกด้วยเพลงฮิตมากมาย พวกเขายังคงสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ และมอบประสบการณ์การแสดงสดที่เต็มไปด้วยพลังและความสนุกสนานให้กับแฟนเพลงทั่วโลก การได้เจอพวกเขาในงาน S2O Songkran Music Festival 2025 ถือเป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาดสำหรับทุกคนที่รักในเสียงเพลงและต้องการสัมผัสประสบการณ์ความมันส์แบบจัดเต็ม เตรียมตัวให้พร้อมซ้อมเต้นกับเพลงฮิตของพวกเขา แล้วมาเจอกันในงาน! รับรองว่าสงกรานต์ปีนี้ของคุณจะเปียกปอนไปด้วยความสุขและความสนุกอย่างแน่นอน! แล้วเจอกันที่ S2O นะทุกคน!
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia
Main, Hero and Featured images: by Major Lazer via Facebook
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.