งานสัมมนา Shaping the Future of Real Estate for a Greener Tomorrow อนาคตอสังหาริมทรัพย์ เพื่อโลกสีเขียวที่ยั่งยืน
TerraBKK จัด งานสัมมนา TERRAHINT ครั้งแรกของปี 2568 ที่ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา โดยครั้งนี้มาในหัวข้อ ‘Shaping the Future of Real Estate for a Greener Tomorrow อนาคตอสังหาริมทรัพย์ เพื่อโลกสีเขียวที่ยั่งยืน’ โดยงานสัมมนานี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน “Nova Expo 2025 นวัตกรรมสีเขียวปฏิวัติโลก” งานแสดงนวัตกรรมอาคาร การออกแบบ และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอาคารและสิ่งปลูกสร้าง โดยเนื้อหาของงานสัมมนา TERRAHINT ในครั้งนี้นั้นมุ่งมั่นในการเปิดมุมมองและแนวทางต่างๆ ในการสร้างความยั่งยืนที่จับต้องได้และเห็นเป็นรูปธรรมจากผู้เชี่ยวชาญในหลายกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น รีเทล อสังหาริมทรัพย์ สถาปนิก เทคโนโลยี
การลงมือทำเรื่องความยั่งยืนจากแนวคิดให้เป็นแอคชั่น
ในวงเสวนา “Sustainability Action: Turning Vision into Reality การลงมือเพื่อความยั่งยืน จากแนวคิดสู่การลงมือทำ” คุณวิจิตรา สุภาคง Head of Sustainability and Risk Management บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ได้แชร์ว่า การลงมือทำเรื่องความยั่งยืนนั้นเราเริ่มจากใช้ framework เช่น ESG หรือ SDGs เป็นตัวตั้งเพื่อวางกลยุทธ์ และต่อมาเมื่อถึงขั้นตอนการลงมือทำ ต้องใส่ใจเรื่องความยั่งยืนในทุกส่วนของสายการผลิตตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงตัวผลิตภัณฑ์ซึ่งมีความแตกต่างกัน รวมถึงการให้ความรู้คู่ค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องในส่วนต่างๆ ให้เห็นว่าการทำเรื่องความยั่งยืนจะมีประโยชน์กับพวกเขาในส่วนไหนบ้าง ส่วนเรื่องความยั่งยืนในมิติของ DEI (Diversity, Equality, Inclusivity) ก็ควรมีวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนเรื่องการยอมรับในความแตกต่าง เช่น การมีห้องละมาด มีนโยบายให้กลุ่ม LGBTQ+ สามารถลาไปเลี้ยงดูบุตรบุญธรรม หรือ ลาผ่าตัดแปลงเพศได้ เป็นต้น
คุณอนุพงศ์ ศิริอุดมเศรษฐ Managing Director บริษัท โอเรียนทัล สตูดิโอ จำกัด เล่าให้ฟังว่า เรื่องของความยั่งยืนนั้นจากเดิมที่เมื่อก่อนทางผู้ออกแบบต้องเป็นฝ่ายผลักดันและนำเสนอให้กับลูกค้า แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลูกค้าเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนในการออกแบบ ทางผู้ออกแบบจึงต้องเลือกใช้แนวทางการออกแบบให้ตอบสนองและตรงการความยั่งยืนในมิติต่างๆ ที่ลุกค้าต้องการ และในปัจจุบันการออกแบบอาคารใหม่ให้สอดคล้องกับเรื่องของความยั่งยืน ก็ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ
ดร.พร วิรุฬห์รักษ์ Chairman of the Board of Directors บริษัท ไลท์อัพ โทเทิล โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) ได้พูดถึง digital tracking ว่าเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างความยั่งยืน โดยเฉพาะกับอาคาร เพราะทำให้ได้รับ real-time feedback ที่ทำให้สามารถปรับตัวแก้ไขเรื่องต่างๆ ได้ทันที และยังสามารถดู performance ได้เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ในการรายงานเรื่องความยั่งยืน หรือ นำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ และการทำเรื่องความยั่งยืนให้เริ่มจากบางเรื่องที่เราพอทำได้ โดยอาจจะใช้ digital tracking เพื่อเก็บข้อมูลทำให้ได้เห็นภาพและผลลัพธ์ แล้วจะเกิดเป็น know-how เป็นพื้นฐานให้ขยายไปสู่เรื่องอื่นๆ ต่อไป
การบูรณาการห่วงโซ่อุปทาน ต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน
คุณสมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังในหัวข้อ “Building a Sustainable Real Estate Network through Supply Chain Integration การบูรณาการห่วงโซ่อุปทานเพื่อสร้างเครือข่ายอสังหาริมทรัพย์ที่ยั่งยืน” ว่า ห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจนั้นค่อนข้างยาว ตั้งแต่การจัดหาที่ดินไปจนถึงบริการหลังการขาย และมี stakeholders มากมาย การบูรณาการห่วงโซ่อุปทานนั้นเริ่มต้นจากภายในองค์กรเป็นอย่างแรก โดยจัดตั้งทีมกลางที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องความยั่งยืน ให้ความรู้ภายในองค์กร วิเคราะห์ประเด็นที่มีความเสี่ยงต่อธุรกิจ และสร้างความเข้าใจเรื่องความยั่งยืน และตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เช่นการวางเป้าเป็น net-zero ในปี 2050 มีการทำ roadmap คร่าวๆ เพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายทั้งผู้บริหารและพนักงานเห็นภาพทิศทางชัดเจนและให้การสนับสนุนร่วมมือ จากนั้นจึงลงมือทำจากภายในองค์กร แล้วขยายไปเป็นการบูรณาการภายนอกองค์กรกับคู่ค้า ผู้รับเหมา โดยต้องหาจุดที่เหมาะสมในเชิงพาณิชย์ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ ความเข้าใจ แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องความยั่งยืน เพื่อให้ประสบความสำเร็จด้วยกันทุกฝ่าย
เปลี่ยนแปลงการใช้งานของอาคารเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
ดร. จักรกฤษณ์ เหลืองเจริญรัตน์ Studio Director บริษัท เก็นสเล่อร์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าในหัวข้อ “Adaptive Reuse for a Sustainable Future ใส่ชีวิตใหม่ให้สิ่งเก่า: สู่อนาคตที่ยั่งยืน” ว่า carbon footprint ใน built environment นั้นถูกแบ่งเป็นสองส่วนคือ operational carbon (ที่มาจากการใช้งานอาคาร) และ embodied carbon (คาร์บอนที่มาจากวัสดุก่อสร้างและช่วงการก่อสร้างอาคาร) ซึ่งการทำ adaptive reuse หรือปรับปรุงอาคารเดิมให้สามารถใช้งานได้เรื่อยๆ นั้นจะช่วยลด operating carbon ลงได้เพราะเทคโนโลยีในอาคารได้ถูกปรับให้ ทันสมัย และทำให้หลีกเลี่ยงการรื้อถอน ทุบตึกทิ้งในอนาคต ทำให้สามารถลด carbon footprint โดยรวมลงได้อย่างมาก
อาคารที่เป็นมิตรกับผู้อยู่อาศัยนั้นมีหลายองค์ประกอบนอกเหนือไปจากความสวยงาม
ดร. สรชัย กรณ์เกษม อาจารย์สาขาวิชาด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดในหัวข้อ “Beyond the Buildings : How to Elevate Well-Being in Real Estate มากกว่าแค่ความสวยงาม: การสร้างสรรค์อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะที่ดีกว่า” ว่าในปัจจุบันนั้นคนเราประสบกับ cognitive fatigue (ความเหนื่อยล้าของสมอง) จากทั้ง เสียง ฝุ่น การออกแบบที่ช่วยลด cognitive fatigue ได้ เช่น การใช้สีเขียว การปรับแสงตามอารมณ์ การใช้เสียงเพลง ก็เป็นสิ่งที่สามารถใช้ในการออกแบบเพื่อช่วยลดความเหนื่อยล้าของสมอง ลดความเครียด ลงได้ ซึ่งอาจจะไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ โดยในอนาคตเราอาจจะสามารถออกแบบ mood room เป็นห้องเล็กๆ ที่เข้าไปแล้วช่วยปรับสภาพจิตใจ ให้พอออกมาแล้วรู้สึกสดชื่น มีความสุข
แนวทางการพัฒนาอสังหาเพื่อความยั่งยืนในอนาคต
ในวงเสวนา “Building a Sustainable Future: The Transition toward Sustainability in Real Estate. อนาคตของอสังหาริมทรัพย์: สู่การสร้างสรรค์และพัฒนาเพื่อโลกที่ยั่งยืน” ศ.ดร.สุนทร บุญญาธิการ ประธานกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ได้เล่าถึงบ้านยั่งยืนในอนาคตว่า เรื่องความยั่งยืนนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก็มีมานานแล้ว และก็ยังประยุกต์ใช้หลักการจากการออกแบบบ้านเพื่อความยั่งยืนเมื่อ 24 ปีที่แล้วได้ โดยเป็นบ้านที่ผลิตพลังงานได้ มีน้ำใช้จากน้ำฝน น้ำค้าง ใช้พลังงานไม่มาก เป็นบ้านที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง มีพื้นที่ ทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุข ไม่ต้องพะวงเรื่องค่าสาธารณูปโภค ซึ่งจะคล้ายกับการใช้ชีวิตแบบ off-grid (ไม่ใช้ระบบ สาธารณูปโภคส่วนกลาง) นอกจากนั้นแล้ว เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น การออกแบบบ้านจึงควรออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ออกแบบให้สอดคล้องกับธรรมชาติ โดยใส่ใจกับเรื่องความร้อน ทั้งการเลือกกระจกและทิศทางของแสง รวมไปถึงเรื่องสำคัญคือ ความชื้น ที่จะทำให้เกิดเชื้อราและไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ซึ่งเป็นเรื่องที่มักถูกมองข้าม และการที่จะพัฒนาบ้านเพื่อความยั่งยืนให้ได้ดีนั้น ทางผู้พัฒนาโครงการไม่ควรหวังแต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจมากเกินไปแต่ควรใส่ใจเรื่องสุขภาพและความสุขของผู้อยู่อาศัยให้มากขึ้น
คุณสืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามสินธร จำกัด มองเรื่องการพัฒนาเรื่องความยั่งยืนในอสังหาริมทรัพย์เป็นการพัฒนาแบบ long-term และต้องให้ตัวโครงการและพื้นที่รอบๆ โครงการเติบโตไปด้วยกัน จึงต้องคำนึงถึงพื้นที่อื่นๆ รอบๆ โครงการ เช่นการออกแบบให้โครงการสินธรวิลเลจมีระบบหน่วงน้ำเพื่อช่วยลดน้ำท่วมในพื้นที่หลังสวน ซึ่งนอกจากจะทำให้พื้นที่โดยรอบน่าอยู่แล้ว ยังช่วยเพิ่มมูลค่าและเกื้อหนุนเศรษฐกิจให้กับพื้นที่โดยรอบและตัวโครงการอีกด้วย และในการออกแบบไม่ว่าจะเป็นเรื่อง heat gain เงาสะท้อนในกระจก ความชื้นสัมพัทธ์ (relative humidity) ก็ต่างมีผลต่อความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยและความรู้สึกที่มีต่อโครงการ จึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญและไม่ควรมองข้ามในการพัฒนาโครงการเพื่อความยั่งยืน และการจะพัฒนาโครงการเพื่อความยั่งยืนให้ได้ผลนั้น ผู้พัฒนาต้องอย่า maximize profit เพราะจะทำให้โครงการขาดความสมดุลย์ในมิติต่างๆ และไม่ส่งผลดีต่อความยั่งยืนในระยะยาว
ดร. ธิติ วัชรสินธพชัย Director - Smart Solutions บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด ให้ความเห็นว่า ในการนำระบบเทคโนโลยีที่มีอยู่มากมายมาใช้ในอาคารเพื่อสร้างความยั่งยืนนั้น บ่อยครั้งที่ผู้ใช้งานจริงกับผู้ออกแบบระบบเป็นคนละทีมงาน การพัฒนาออกแบบระบบให้ผู้ที่ใช้งานสามารถใช้งานได้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับผู้ออกแบบจึงเป็นสิ่งสำคัญ การให้ความรู้ ส่งเสริมความสามารถให้กับผู้ใช้งานก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ และในปัจจุบันการใช้ Artificial Intelligence (AI) เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ AI ก็ยังมีผิดพลาดอยู่บ้าง เราจึงควรที่จะรู้ที่มาที่ไปของการประมวลผลของ AI เพื่อที่จะได้รู้ทันเมื่อมีข้อผิดพลาด และสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที