ทะลุมิติมาเป็นนักศึกษาแพทย์ในยุค 80 [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Shanghai Qimao Culture Media Co., Ltd.
ประพันธ์โดย : 素衣染墨香
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD
บรรณาธิการ :วลีรัตน์ แทนคง
แปลภาษาไทยโดย : ฐิตารีย์ เปรมสิริวรกุล
“สวี่ฮุ่ย” ลูกสาวคนกลางที่ไม่มีใครใคร่อยากจะเสวนาด้วย
พ่อไม่ปกป้อง พี่ชายคนโตก็มองว่าเธอนิสัยเสีย
แถมยังถูกโขกสับจากแม่เลี้ยงและน้องสาวไม่ต่างจากทาสในเรือนเบี้ย
ชีวิตแสนรันทดยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น
เมื่อเธอโดนสองแม่ลูกกลั่นแกล้งให้กินของผิดสำแดงจนต้องปรี่ไปเข้าห้องน้ำ
ในวันสำคัญที่สุดอย่างวันสอบเข้ามหาวิทยาลัย
เธอสอบไม่ผ่าน ทั้งๆ ที่พยายามมากกว่าใคร!
เธอต้องทำงานเป็นลูกจ้าง ก้มหน้าทำงานเพื่อเอาเงินให้ผู้อื่น!
เธอ ต้องเสียสละแต่งงานกับชายแก่ เพื่อเอาเงินสินสอดมาเป็นค่ารักษาพยาบาลให้น้องสาว!
สุดท้ายวิบากกรรมชีวิตแสนรันทดก็จบลงด้วยอุบัติเหตุรถชนครั้งใหญ่
ทว่าสวรรค์ยังพอมีความเมตตา
ส่งเธอย้อนกลับมาในปี 1985 ปีที่เธอสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นครั้งที่ 2
คราวนี้เธอจะไม่ยอมทิ้งความฝันอย่างการเป็นหมอ
จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับ 1 ให้จงได้
และจะไม่ยอมเสียสละอะไรเพื่อแม่ลูกแสนร้ายกาจคู่นั้นอีกแล้ว!
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรมาเพื่อคุณนักอ่านโดยเฉพาะ
“ทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องโปรด แต่ดันมาเป็นตัวละครชีวิตห่วยแตกซะงั้น! สวี่จือจือจะต้องเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเพื่อไม่ให้มีจุดจบแสนอนาถให้จงได้!!”
อยากอ่านเรื่องนี้ จิ้มได้เลย >>
ทะลุมิติมาเป็นสาวน้อยปากแซ่บ ผู้ใช้วาจานำโชคในยุค 70
ตอนที่ 1 แอบฟัง(1)
ปี 1985 ที่ตำบลเถาฮวาเล็ก ๆ ในมณฑลฉู่ อากาศเดือนกรกฎาคมร้อนจัดเหมือนเตาหลอมยาของเทพไท่ซ่างเหล่าจวิน[1]
ณ บ้านหัวหน้าโรงงานสวี่ในเขตบ้านพักโรงงานผลิตอาหาร ภรรยาของหัวหน้าโรงงานสวี่ กู่ซิ่วกับลูกสาวคนเล็ก สวี่เยว่กำลังสนทนากันอยู่
กู่ซิ่วถามด้วยความสะใจว่า “ลูกแน่ใจนะว่าเด็กเวรนั่นสอบตก?”
สวี่เยว่พยักหน้าอย่างมั่นอกมั่นใจ “หนูเพิ่งไปถามเพื่อนร่วมชั้นของสวี่ฮุ่ยมา พวกเขาบอกว่าตอนที่พี่สอบวิชาภาษาจีนกับคณิตศาสตร์ พี่เขาท้องเสีย วิ่งเข้าห้องน้ำตั้งหลายรอบ สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ต้องรีบส่งข้อสอบก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง ไอ้แบบนี้จะทำข้อสอบได้ดีได้ยังไงกันคะ?”
เธอหัวเราะคิกคัก “แม่ให้พี่เอาข้าวแห้งไปกินตอนไปสอบ เป็นความคิดที่เฉียบแหลมจริง ๆ !”
สวี่ฮุ่ยที่ยืนแอบฟังอยู่หลังบ้าน แม้ว่าเธอจะกลับมาเกิดใหม่หลังโดนรถชน แต่พอได้ยินบทสนทนาของแม่กับน้องสาวก็อดที่จะโมโหจนตัวสั่นไม่ได้
การสอบเข้ามหาลัยครั้งที่สองในชาติที่แล้ว เธอทำข้อสอบได้คะแนนไม่ดีเพราะท้องเสีย เลยสอบไม่ติดอีกครั้ง
ตอนนั้นเธอสงสัยว่าข้าวแห้งที่กู่ซิ่วให้เธอเอาไปกินวันสอบมีปัญหาและมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ
ชาตินี้ เธอไม่ได้กินข้าวแห้งที่กู่ซิ่วเตรียมไว้ให้ เพราะงั้นเธอเลยไม่ท้องเสีย และทำข้อสอบได้ดีมาก
สวี่ฮุ่ยเดินเข้าไปในบ้านพักพนักงานของโรงงานผลิตอาหาร
ขณะที่สวี่เยว่ในชุดเดรสสีเขียวอ่อนตัวเกือบใหม่เดินออกมาจากบ้าน
เธอปลอบพี่สาวเสียงดังอย่างเห็นใจ “พี่คะ สอบไม่ติดก็ไม่เป็นไรหรอกนะ ปีหน้าเราค่อยสอบใหม่อีกก็ได้”
สวี่ฮุ่ยหรี่นัยน์ตาลง “เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันสอบไม่ติด?”
สวี่เยว่สีหน้าแข็งค้างแล้วรีบลนลานขอโทษ “ฉันพูดผิดไป พี่อย่าโกรธเลยนะคะ”
ขณะเอ่ย เธอก็ปรายตามองไปยังห้องครัวบ้านตัวเอง
กู่ซิ่วที่เพิ่งเดินเข้าไปเตรียมอาหารเย็นในห้องครัวเอี้ยวตัวออกมาครึ่งหนึ่ง จ้องมองลูกสาวคนโตอย่างไม่พอใจ “น้องพูดผิดตรงไหนกัน? ปีที่แล้วแกสอบได้แค่ร้อยกว่าคะแนน ปีนี้จะได้คะแนนเพิ่มขึ้นหลายร้อยได้ยังไง? ฝันกลางวันแสก ๆ น้องหวังดีเลยปลอบใจแกเฉย ๆ แกยังไม่รู้จักแยกแยะอีก!”
ประจวบเหมาะกับที่สวี่ต้าซานปั่นจักรยานกลับมาจากที่ทำงานและได้ยินเสียงภรรยาดุด่าลูกสาวมาแต่ไกลพอดี
เขาลงจากรถจักรยาน พลางพูดเกลี้ยกล่อมว่า “ทั้งสองเพิ่งจะสอบเข้ามหาลัยเสร็จ ทำไมเธอไม่ปล่อยให้พวกเขาได้พักผ่อนบ้างล่ะ? อาหารเย็นทำเสร็จแล้วหรือยัง? ฉันหิวจะแย่แล้ว”
กู๋กู่ซิ่วจ้องมองสามีอย่างไม่พอใจ “ฉันแค่ว่าฮุ่ยฮุ่ยนิด ๆ หน่อย ๆ คุณก็เปลี่ยนเรื่องแล้ว เด็กไม่ได้เรื่องก็มีค่าให้คุณเอ็นดูด้วย!”
คุณพ่อสวี่ยิ้มแหยบอก “ผมเอ็นดูลูก ๆ ทุกคนแหละ” จากนั้นค่อยกล่าวเสริมว่า “แล้วก็เอ็นดูเธอเหมือนกัน”
“ตาแก่บ้า!” กู๋กู่ซิ่วแสร้งกระเง้ากระงอด ท่าทางเปลี่ยนเป็นสดใสขึ้นทันตา
บนโต๊ะอาหาร คุณพ่อสวี่คีบลูกชิ้นสี่สุข[2] ใส่จานสวี่ฮุ่ย
สวี่ฮุ่ยเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้พ่อของเธอ
ในครอบครัวนี้มีเพียงคุณพ่อของเธอเท่านั้นที่เห็นเธอเป็นลูกสาว เป็นคนในครอบครัว
สวี่ฮุ่ยเดิมเป็นคนหน้าตาสะสวย พอยิ้มที เลยยิ่งเปล่งประกายราวกับแสงแดดอ่อน ๆ ในยามเช้าจนเกินจะพรรณนาออกมาได้
กู่ซิ่วรังเกียจใบหน้างดงามของสวี่ฮุ่ยที่สุด
เมื่อเห็นใบหน้าเล็กพริ้มเพราของสวี่ฮุ่ยทีไร ก็จะทำให้เธอนึกถึงผู้หญิงคนนั้นกับบ่ายวันหนึ่งที่ฝนตกหนักเสมอ
กู่ซิ่วลอบถลึงตาใส่สวี่ฮุ่ย พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “อีกครึ่งเดือนโรงงานพ่อของแกจะรับสมัครพนักงาน แกเตรียมตัวอยู่บ้านให้ดี แล้วไปสอบเข้าทำงานที่นั่นซะ”
สวี่ฮุ่ยปฏิเสธโดยไม่คิดแม้แต่นิด “หนูไม่ไป หนูจะเรียนมหาลัยค่ะ”
“เรียนมหาลัยเหรอ?” กู่ซิ่วหัวเราะเยาะ “น้องยังสอบติดแค่มหาลัยวิชาชีพเท่านั้น แล้วแกจะสอบติดมหาลัยได้ยังไง? อย่าเพ้อฝันเลย!”
“อีกครึ่งเดือนแกจะต้องไปสอบเข้าทำงาน ไม่อย่างนั้นน้องแกจะเอาเงินที่ไหนมาเรียนมหาลัยวิชาชีพกัน?”
“เยว่เยว่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว หากแกไม่ทำงานหาเงิน แกจะให้น้องไม่มีเงินไปรักษาจนตายหรือไง?!”
เห็นลูกสาวคนโตนิ่งเงียบ พ่อก็นึกว่าเธอกลัวสอบเข้าทำงานไม่ติด จึงพูดปลอบใจว่า “ไม่ต้องกลัวหรอก แค่ให้ลูกไปสอบตามธรรมเนียมเท่านั้น พ่อเป็นถึงผู้จัดการโรงงาน ยังไงลูกก็สอบติดแน่”
สวี่ฮุ่ยสบตาพ่อของเธอแล้วถามว่า “พ่อก็ตัดสินว่าหนูจะสอบไม่ติดมหาลัยเหมือนกันเหรอคะ?”
พ่อของเธอเงียบไปสองสามวินาที ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ฮุ่ยฮุ่ย พวกเราต้องหัดยอมรับความเป็นจริงบ้างนะ”
สวี่ฮุ่ยไม่พูดอะไร ได้แต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
ชาติที่แล้ว หลังจากเธอสอบเสร็จครั้งที่สอง กู่ซิ่วก็คะยั้นคะยอให้เธอไปสอบเข้าทำงานโรงงานที่พ่อของเธอทำงานอยู่
เธอยอมไปอย่างว่าง่าย และสอบติดด้วยความสามารถของตนเอง
แต่ทำงานไปได้แค่ครึ่งปีก็มีข่าวลือต่าง ๆ นานาว่าเธอสอบติดด้วยเส้นสายของพ่อ
เธอถูกไล่ออกจากโรงงาน ส่วนพ่อเธอก็โดนร่างแหกับเหตุการณ์นี้จนถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการโรงงาน
กู่ซิ่วด่าเธอทุกวี่ทุกวันว่าเธอเป็นตัวซวย จนแม้แต่เธอยังเชื่อและรู้สึกผิดเต็มหัวใจ
เพราะแบบนี้ เมื่อกู่ซิ่วบอกให้เธอแต่งงานกับพ่อม่ายเฒ่าวิตถารที่ร่ำรวยเพื่อแลกเงินสินสอดมารักษาสวี่เยว่ เธอเลยไม่คัดค้านอะไร
หลังจากแต่งงานเธอก็ถูกทำร้ายร่างกายสารพัด ใช้ชีวิตอย่างอยู่ไม่สู้ตาย จวบจนกระทั่งอุบัติเหตุทางรถยนต์คราวนั้นจบชีวิตวัยสาวของเธอลง
สวี่ฮุ่ยครุ่นคิดถึงชีวิต 29 ปีที่ผ่านมาที่เป็นแท่นเหยียบให้คนอื่น และกล้ำกลืนอาหารในปากเงียบๆ
ลอบสาบานในใจว่าชาตินี้ เธอจะไม่ยอมถูกใครบงการอีกต่อไป
[1] เทพไท่ซ่างเหล่าจวิน หมายถึง หนึ่งในสามเทพเจ้าสูงสุดแห่งลัทธิเต๋าที่เรียกว่าซานชิง (三清) และยังเป็นที่รู้จักในชื่อเต้าเต๋อเทียนจุน (道德天尊) และไท่ชิง ได้รับการยกย่องว่าเป็นแบบอย่างของลัทธิเต๋า เป็นผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า รวมทั้งยังเชื่อว่าเป็นผู้เขียนคัมภีร์เต๋าหรือตำราเต้าเต๋อจิง (道德经) ตำราที่บอกเล่าวิถีแห่งเต๋าที่ก่อกำเนิดโดยเล่าจื๊อ (老子) นักปราชญ์จีนโบราณผู้มีชีวิตจริงในประวัติศาสตร์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นไท่ซ่างเหล่าจวินกลับชาติมาเกิดใหม่
[2] ลูกชิ้นสี่สุข หมายถึง ลูกชิ้นทอดราดซอสน้ำแดง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากรูปแบบการปรุงอาหารพื้นเมืองของชานตง
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
ตอนที่ 2 แอบฟัง(2)
วันรุ่งขึ้น เป็นวันที่ต้องไปที่โรงเรียนเพื่อกรอกใบเลือกอันดับมหาวิทยาลัย หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ สวี่ฮุ่ยจึงรีบไปที่โรงเรียนทันที
เธอกรอกชื่อ ‘มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์โหย่วเหอ สาขาอายุรศาสตร์’ ลงไปเป็นอันดับแรกโดยไม่ลังเลแม้แต่นิด
ชาติที่แล้วกู่ซิ่วมักจะตำหนิว่าสวี่ฮุ่ยแย่งสารอาหารของสวี่เยว่ตอนอยู่ในครรภ์ เพราะร่างกายของสวี่เยว่ไม่ค่อยแข็งแรง ทำให้สวี่ฮุ่ยรู้สึกผิดอยู่เสมอ
สมัยเรียนมัธยมต้น เธอเลยแอบไปเรียนแพทย์กับชายวัยกลางคนแปลก ๆ คนหนึ่ง ที่เชี่ยวชาญวิชาการแพทย์ เธอหวังว่าจะสามารถรักษาอาการป่วยของสวี่เยว่ได้
แต่หลังจากเรียนได้ไม่กี่ปี ชายคนนั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยก่อนจากไป เขาได้ทิ้งตำราแพทย์ไว้ให้เธอกองหนึ่ง
หลายครั้งเธอเอาแต่นึกว่าหากชาติที่แล้วเธอมีประสบการณ์ทางการแพทย์มากกว่านี้ บางทีเธออาจจะสามารถช่วย…
ชาตินี้เธออยากเรียนแพทย์ ไม่ใช่เพื่อยัยน้องสาวชั่วช้าอย่างสวี่เยว่อีกต่อไป แต่เพื่อรักษาชีวิตผู้คน และที่สำคัญที่สุดก็คือเพื่อ…เขาคนนั้นในชาติก่อนหลังจากกรอกใบสมัครเรียบร้อยแล้ว สวี่ฮุ่ยก็ขึ้นรถไปที่ตัวอำเภอทันที
อำนาจทางการเงินของครอบครัวอยู่ในกำมือกู่ซิ่วกู่ซิ่ว ซึ่งกู่กู่ซิ่วไม่มีทางให้เงินเธอไปเรียนหนังสือแน่
ถึงแม้ว่าประเทศจีนจะมีเงินช่วยเหลือนักศึกษาอยู่บ้าง แต่มันก็ยังไม่พอค่าใช้จ่าย แล้วไหนยังต้องจ่ายค่าเล่าเรียนอีก
ดังนั้นเธอต้องอาศัยเวลาช่วงก่อนเปิดภาคเรียนหาเงินค่าเล่าเรียนปีแรกและค่าครองชีพในช่วงสองเดือนแรกให้ได้
เธอเคยได้ยินมาว่าค่าเล่าเรียนปีแรกของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์โหย่วเหอเท่ากับ 58 หยวน ส่วนค่าครองชีพต่อเดือนคือ 15 หยวน
หากอิงตามมาตราฐานนี้ เธอคงต้องหาเงินมากกว่า 80 หยวนในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนสองเดือนให้ได้ เพราะฉะนั้นเธอต้องไปหางานทำในตัวอำเภอ
โชคดีที่ชาติที่แล้วเธอเคยทำงานพิเศษมาบ้าง เธอจึงมีทั้งช่องทางและประสบการณ์
จากตำบลเถาฮวาไปยังตัวอำเภอใช้เวลาไม่นาน เพียงครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว
สวี่ฮุ่ยลงจากรถปุ๊บ เธอก็ตรงไปยังสถานีรถไฟทันที
ใกล้ ๆ สถานีรถไฟมีร้านบะหมี่ปลาไหลชื่อ ‘ห่าวไจ้ไหล’ อยู่เจ้าหนึ่ง ชาติที่แล้วขอเพียงแค่ปิดเทอม สวี่ฮุ่ยก็จะจับปลาไหลมาขายที่นี่ตลอด
เจ้าของร้านบะหมี่แซ่จาง เขากำลังต่อรองราคากับลุงขายปลาไหลคนหนึ่งอยู่
สวี่ฮุ่ยตรงเข้าไปทักทายเขา “คุณลุงจาง”
เถ้าแก่จางก็เอ่ยถามอย่างเป็นมิตร “อยากขายปลาไหลให้ฉันเหรอ?”สวี่ฮุ่ยส่งเสียง ‘อืม’ เบาๆ
เถ้าแก่จางพยักหน้า “ได้ งั้นก็ตามระเบียบเดิม ราคาชั่งละสามเหมา วันละสิบชั่ง เธอเริ่มส่งของพรุ่งนี้เลยนะ”
ในหนึ่งวันขายปลาไหลสิบชั่งขายได้เงินสามหยวน หลังจากหักค่ารถและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้วก็จะเหลือเงินเก็บประมาณร้อยกว่าหยวนภายในสองเดือน
พอมีเงิน ใครก็ห้ามเธอไปเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้
เมื่อนึกถึงตรงนี้ มุมปากของสวี่ฮุ่ยก็ยกสูงขึ้น
เธอกำลังจะหันหลังกลับไป ก็เห็นภรรยาของเถ้าแก่กำลังเด็ดผักโขมปวยเล้งอยู่เสียก่อน
สวี่ฮุ่ยนึกถึงสิ่งที่ได้อ่านในตำราแพทย์เมื่อชาติที่แล้วโดยอัตโนมัติ
‘ปลาไหลมีฤทธิ์หวานและอบอุ่น ช่วยบำรุงร่างกาย เสริมพลังชี่ ขจัดความเย็นในร่างกาย ส่วนผักโขมมีรสชาติหวานและเย็น ลดพลังชี่ มีสรรพคุณในการให้ความชุ่มชื้น ดังนั้นหากนำผักโขมปวยเล้งไปทำอาหารกับปลาไหลคงไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก’
สวี่ฮุ่ยรีบกล่าวกับภรรยาเถ้าแก่ว่า “คุณป้าคะ ผักโขมปวยเล้งกับปลาไหลกินด้วยกันไม่ได้นะคะ มันจะทำให้ท้องเสียอย่างรุนแรง”
ภรรยาเถ้าแก่ประหลาดใจมาก “จริงเหรอ? มิน่าล่ะถึงมีลูกค้ามาร้องเรียนว่าร้านเราทำความสะอาดวัตถุดิบได้ไม่ดี พอกินแล้วท้องเสีย ที่แท้ไม่ใช่เพราะพวกเราล้างวัตถุดิบไม่สะอาด แต่เป็นเพราะจับคู่วัตถุดิบไม่ถูกนี่เอง งั้นเราควรเอาผักอะไรไปทำคู่กับปลาไหลดีล่ะ?”
“ผักโขมจีนหรือแตงกวาก็ได้ค่ะ”
เมื่อสวี่ฮุ่ยกลับมาถึงบ้านพักพนักงาน สวี่เยว่ก็เดินออกมาจากบ้าน
ตัวยังไม่ทันเดินมาถึงก็ตะเบ็งเสียงเอ่ยว่า “พี่คะ พี่สอบมหาลัยไม่ติดพี่ก็ไม่ควรกรอกใบเลือกคณะส่งเดชสิคะ พี่ทำแบบนี้พ่อคงโกรธน่าดู”
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
ตอนที่ 3 ความฝัน(1)
อากาศร้อนอบอ้าว หลายบ้านจึงออกมานั่งกินข้าวกันใต้ชายคาบ้าน
คำพูดของสวี่เยว่ทำให้พวกเขาหันไปมองสวี่ฮุ่ย
สวี่ฮุ่ยพูดประชดประชันด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เสียงเธอเบาไปหน่อย ควรจะเอาโทรโข่งมาตะโกนนะ แบบนั้นทั้งบ้านพักถึงจะได้ยิน”
สวี่เยว่ดวงตาแดงก่ำเหมือนโดนใครรังแก “ฉัน…ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันแค่กังวล เสียงเลยดังไปหน่อย”
สวี่ฮุ่ยยิ้มบาง ๆ แล้วพูด “มีครั้งไหนที่เธอแฉเรื่องฉันต่อหน้าคนนอกโดยตั้งใจบ้างล่ะเธอจิตใจดีขนาดนี้ จะจงใจประจานฉันได้ยังไง จริงไหม?”
คำประชดประชันสองประโยคนี้ทำให้สวี่เยว่พูดไม่ออก
กู่ซิ่วรีบกระโจนออกมาจากในบ้านทันที “แกกล้าทำแล้วยังกลัวน้องพูดอีกเหรอ”
สวี่ฮุ่ยพูดอย่างใจเย็น “หนูไม่ได้กลัว อยากจะพูดอะไรก็ตามใจเถอะค่ะ”
บ้านสกุลสวี่มีลูกสามคน นอกจากสวี่ฮุ่ยกับสวี่เยว่ที่เป็นฝาแฝดแล้วยังมีลูกชายคนโตชื่อสวี่รั่วเฉิน
สวี่รั่วเฉินอายุมากกว่าน้องสาวฝาแฝดห้าปี ปีนี้เขาอายุยี่สิบสาม
เขาเคยสอบเข้ามหาวิทยาลัยสองครั้ง แต่สอบไม่ติดแม้แต่ระดับอนุปริญญา คุณตาจึงฝากฝังให้เขาไปทำงานเป็นพนักงานขายที่โรงงานทอผ้าในอำเภอ
ปกติเขาจะพักอยู่ที่หอพักรวมของหน่วยงาน
วันนี้เขาลาหยุดกลับมาบ้านเพื่อถามน้องสาวทั้งสองคนว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรบ้าง
สวี่รั่วได้ยินแม่เล่าว่าน้องสาวคนเล็กปีนี้สอบติดระดับอนุปริญญา อาจจะสอบติดมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ
ส่วนน้องสาวคนโตคงสอบตกตามเคย ทางบ้านจึงให้เธอไปสอบบรรจุเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจแต่เธอก็ไม่ยอมไป ยังอยากเรียนซ้ำชั้นอีก
สวี่รั่วเฉินจึงเอ็นดูน้องสาวคนเล็กยิ่งกว่าเดิม ทั้งเรียบร้อย เชื่อฟังและเรียนเก่ง น้องสาวแบบนี้ใครเห็นก็รัก ใครเห็นก็เอ็นดู
และยิ่งรังเกียจน้องสาวคนโตที่ร้ายกาจชวนปวดหัว
เมื่อได้ยินคำพูดของสวี่ฮุ่ย เขารีบเดินออกจากบ้านแล้วเอ็ดว่า “เธอทำผิดแล้วยังแขวะเยว่เยว่อีก!”
สวี่ฮุ่ยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ฉันตั้งใจกรอกใบคัดเลือกมหาลัยจริง ๆ ”
“ตั้งใจเหรอ? อาจารย์โทรมาที่บ้าน บอกว่าคิดไม่ถึงว่าเธอจะสมัครเข้ามหาวิทยาลัยแพทย์โหย่วเหอ”
กู่ซิ่วหัวเราะเยาะ “แกคงไม่รู้จักคำว่าเหลิงเกินตัวสินะ ถ้าแกสอบติดมหาวิทยาลัยแพทย์โหย่วเหอ ฉันจะตัดหัวตัวเองให้แกเอาไปทำเก้าอี้นั่งเลย!”
คุณพ่อสวี่พูดไกล่เกลี่ยไปเรื่อย “พอแล้ว อย่าทะเลาะกันเลย นาน ๆ ครอบครัว จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันที ก็ควรมีความสุขสิ ใช่ไหม”
สวี่รั่วเฉินไม่ยอม “น้องกรอกใบยื่นเข้ามหาลัยมั่ว ๆ พ่อไม่ว่าสักคำเหรอ?”
สวี่ต้าซานไม่อยากตำหนิลูกสาวคนโตเรื่องนี้
สวี่ฮุ่ยสอบไม่ติดที่ไหนอยู่แล้ว ต่อให้กรอกใบสมัครมั่ว ๆ ไปก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออนาคตของเธอ
แต่ลูกชายคนโตจ้องมองเขาเขม็ง สวี่ต้าซานจึงจำใจตำหนิสวี่ฮุ่ยเล็กน้อย
สวี่เยว่ผิดหวังอย่างมาก
เธอหยิบยกเรื่องใบสมัครขึ้นมาพูดทันทีที่สวี่ฮุ่ยกลับมา ก็เพื่อให้พ่อด่าสวี่ฮุ่ยสักยก
แต่พ่อกลับไม่ทำตามที่เธอต้องการ ทำให้สวี่เยว่โกรธเคืองพ่อสุด ๆ
สวี่ฮุ่ยเห็นทุกอย่างคาตา แต่ก็รู้ว่าถ้าพูดมากไปตอนนี้จะทำให้พ่อเย็นชาใส่เธอด้วย เธอจึงเลือกที่จะเงียบ
การตกปลาไหลต้องใช้ไส้เดือนเป็นเหยื่อ
หลังกินข้าวเสร็จ สวี่ฮุ่ยหยิบถุงพลาสติกกับพลั่วเล็ก ๆ ออกไปขุดไส้เดือน
กู่ซิ่วทำหน้าบึ้งแล้วเรียกเธอ “เมื่อเช้าแกยังเที่ยวเล่นข้างนอกไม่หนำใจอีกเหรอ? กินข้าวเสร็จก็จะออกไปเที่ยวอีก? เก็บจานชามให้เรียบร้อยก่อนสิ!”
การที่สวี่ฮุ่ยกลับมาเกิดใหม่ในชาตินี้ ไม่ได้กลับมาเพื่อรับใช้พวกเขาเหมือนชาติที่แล้ว
เธอยิ้มให้กู่ซิ่ว “แม่ หนูจะไปขุดไส้เดือน เดี๋ยวตอนกลางคืนจะไปตกปลาไหล จะได้เอาเงินไปรักษาน้องไง”
สวี่ฮุ่ยแค่พูดไปอย่างนั้น จะไม่โง่หาเงินให้สวี่เยว่ใช้เหมือนชาติที่แล้วหรอกคิดก็อย่าหวัง!
กู่ซิ่วได้ยินแบบนั้น ความโกรธบนใบหน้ากเลือนหายไปครึ่งหนึ่ง
สวี่ฮุ่ยลงแรงไม่นานก็ขุดไส้เดือนได้เยอะแยะ
ตอนที่เธอกำลังถือถุงพลาสติกที่เต็มไปด้วยไส้เดือนกลับบ้าน เธอก็ชนเข้ากับชายร่างเตี้ยที่เดินตรงหัวมุม
สวี่ฮุ่ยล้มลงกับพื้น ส่วนชายคนนั้นแม้จะไม่ล้ม แต่หมวกฟางใบใหญ่ที่สวมอยู่ก็หล่นลงพื้น
ต่อให้ชายคนนั้นจะกุลีกุจอเก็บหมวกขึ้นมาสวมอย่างรวดเร็ว ทว่าสวี่ฮุ่ยก็ยังเห็นปานแดงคล้ำบนขมับด้านขวาของเขาอยู่ดี
ปานแดงหรือเนื้องอกหลอดเลือดเกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์หลอดเลือดในช่วงตัวอ่อน จนก่อตัวเป็นเนื้องอกหรือความผิดปกติของหลอดเลือดที่พบได้บ่อยในผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน
ปานพบเห็นได้ทั่วไป แต่ปานขนาดใหญ่ขนาดนี้ไม่ค่อยมีนัก
สวี่ฮุ่ยจดจำไว้ในใจโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเธอกลับถึงบ้าน กู่ซิ่วก็เลิกงานกลับมาแล้ว
สวี่รั่วเฉินพี่ชายคนโตซื้อถ่านรังผึ้งกลับมาจำนวนมาก กำลังขนไปวางใต้ชายคาบ้านตัวคนเดียวจนเหงื่อท่วมตัว
กู่ซิ่วเห็นสวี่ฮุ่ยก็หน้าบูด “ไป ไปช่วยพี่ชายแกขนถ่านซะ!”
สวี่เยว่ที่กำลังกินแตงโมอยู่ที่โต๊ะอาหาร เห็นคุณพ่อสวี่ปั่นจักรยานเข้ามาในประตูบ้านพัก
เธอก็รีบเช็ดปาก หยิบแตงโมชิ้นหนึ่งเดินไปหาสวี่ฮุ่ยแล้วพูดเสียงอ่อนหวาน “พี่คะ พี่คงร้อนแย่เลย กินแตงโมหน่อยสิ”
ชาติที่แล้วสวี่ฮุ่ยไม่เข้าใจ แต่ชาตินี้เธอเข้าใจทุกอย่าง
สวี่เยว่ทำดีกับเธอก็เหมือนอีเห็นมาอวยพรปีใหม่ไก่นั่นแหละ ต้องมีแผนร้ายแน่ๆ
เธอหันกลับไปมองด้านหลัง เห็นพ่อกำลังปั่นจักรยานกลับมา
เธอจึงหยิบแตงโมแล้วส่งต่อให้สวี่รั่วเฉิน “พี่ พี่กินเถอะ เดี๋ยวฉันไปขนถ่านเอง”
สวี่เยว่พูด “ฉันจะไปขนถ่านกับพี่สาวเอง”
สวี่รั่วเฉินก็ไม่ได้ปฏิเสธ ล้างมือแล้วนั่งกินแตงโมที่โต๊ะอาหาร เขาเรียกสวี่เยว่มากินด้วย แต่สวี่เยว่ไม่ยอม
พ่อกลับมา เห็นลูกสาวทั้งสองคนกำลังขนถ่าน ส่วนลูกชายกลับนั่งกินแตงโมอยู่ที่โต๊ะอาหาร
เขาก็ทำหน้าบึ้งแล้วพูดว่า “รั่วเฉิน ทำไมถึงปล่อยให้น้องสาวทั้งสองขนถ่าน ส่วนตัวเองกลับนั่งกินแตงโม?”
สวี่ฮุ่ยพูดขึ้น “พ่อคะ อย่าเข้าใจพี่ผิด เขาขนถ่านอยู่เมื่อกี้
สวี่เยว่เอาแตงโมมาให้ฉันกิน ฉันไม่ได้กิน เลยให้พี่กิน เขาถึงได้นั่งกิน”
เธอหันไปพูดกับสวี่เยว่ “ต่อไปอย่าเอาอะไรมาให้พวกเรากินตอนที่พ่อเลิกงานนะ พ่อจะเข้าใจผิดได้ง่าย ๆ”
สวี่เยว่พูดตะกุกตะกัก “ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
“ฉันไม่ได้บอกว่าเธอตั้งใจ แค่เตือนให้เธอระวังในอนาคต”
น้ำเสียงของสวี่ฮุ่ยอ่อนโยนมาก แม้แต่กู่ซิ่วก็หาเหตุผลเข้าข้างสวี่เยว่ไม่ได้
ส่วนสวี่รั่วเฉินกลับมองน้องสาวคนเล็กด้วยสายตาครุ่นคิด
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^