โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โรคอ้วนลงพุงถึงตัวคนไทย หญิงไทยลงพุงแซงทุกตัวชี้วัดตั้งแต่รอบเอวถึงค่ามวลรวมกาย ชี้กว่า 12% หรือเกือบ 1,000 ล้านคนของประชากรโลกเข้าโซนโรคอ้วน

BTimes

อัพเดต 04 มี.ค. 2568 เวลา 18.27 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. 2568 เวลา 10.22 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นายแพทย์ชเนษฎ์ ศรีสุโข โรงพยาบาลศรีสุโข จังหวัดพิจิตร และผู้ก่อตั้งมาลิคลินิกเวชกรรม สีลม เปิดเผยผลสำรวจสุขภาพคนไทยโดยเป็นข้อมูลของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขเกี่ยวกับการตรวจร่างกายระหว่างปี 2562-2563 พบว่าผู้หญิงไทย 46.4% และผู้ชายไทย 37.8% เป็นภาวะอ้วนหรือมีค่าดัชนีมวลรวมกาย หรือค่า BMI ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป ในแง่การวัดขนาดรอบเอว พบว่า ผู้ชายไทยราว 27.7% เป็นภาวะอ้วนลงพุง หรือมีรอบเอวเกินตั้งแต่ 36 นิ้ว หรือ 90 เซนติเมตร ขึ้นไป ที่น่าสนใจ คือผู้หญิงไทยมีสัดส่วนมากถึง 50.4% เป็นภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งมีขนาดรอบเอวเกินตั้งแต่ 32 นิ้ว หรือเกิน 80 เซนติเมตรขึ้นไป นอกจากนี้ รายงานดังกล่าว ยังพบว่าผู้หญิงในกรุงเทพมหานครมีความชุกของภาวะอ้วนลงพุง หรือจำนวนและสัดส่วนของผู้หญิงเป็นภาวะอ้วนลงพุงสูงสุดในประเทศไทย

ขณะที่ รายงานสมาพันธ์โรคอ้วนโลก พบว่าขณะนี้ประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกมีจำนวนมากกว่า 988 ล้านคน หรือคิดเป็นกว่า 12% กำลังเกิดปัญหาโรคอ้วน โรคดังกล่าวนับเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องการการรักษาเช่นเดียวกับโรคเรื้อรังอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยและการได้รับการรักษาไม่เพียงพอกับคนที่เป็นโรคอ้วน เนื่องจากสถิติในสหรัฐอเมริกา พบว่าจำนวนคนที่เผชิญกับโรคอ้วนทั้งหมดนั้น มีประมาณ 40% ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอ้วน ที่สำคัญ มีไม่ถึง 20% ที่ได้รับการรักษาโรคอ้วนด้วยวิธีการมีข้อมูลศึกษาชัดเจน

การกำหนดนิยามโรคอ้วน และประเภทของโรคอ้วนได้มีการให้คำจำกัดความใหม่ขึ้นมาในทางการแพทย์ โดยเน้นความสำคัญของภาวะก่อนเป็นโรคอ้วน หรือ Preclinical Obesity จึงควรได้รับการรักษา เช่น คนที่มีภาวะเนื้อเยื่อไขมันมากเกินไป (Excess Adiposity) แต่อวัยวะต่างๆ ยังทำงานได้ปกติดี

หลายครั้งเมื่อหาค่ามวลรวมกาย หรือ BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ร่างกายกลับมีการเปลี่ยนแปลงในทางไม่ดี นอกจากนี้ เกิดอาการของโรคแทรกซ้อน เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน เป็นต้น แนวโน้มการรักษาโรคอ้วนควรเริ่มตั้งแต่ระยะแรก การวินิจฉัยภาวะอ้วนรายบุคคลควรใช้เครื่องมือที่วัดสัดส่วนของไขมันในร่างกายเทียบกับน้ำหนักตัว (Body Fat) ที่ช่วยให้รู้รายละเอียดของมวลกล้ามเนื้อ หรือมวลไขมันในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น หรือหากไม่สามารถวัด Body Fat ได้ ก็อาจเลือกใช้วิธีวัดสัดส่วนของร่างกาย เช่น การวัดเส้นรอบเอว สำหรับผู้ชายถ้ามากกว่า 36 นิ้ว ถือว่าอ้วนลงพุง ส่วนผู้หญิงมากกว่า 32 นิ้ว นอกจากนี้ ยังสามารถวัดเส้นรอบเอวมีหน่วยเป็นเมตร แล้วหารด้วยเส้นรอบสะโพกที่ยาวที่สุด สำหรับผู้ชายนั้น ถ้าเกิน 1.0 และผู้หญิงถ้าเกิน 0.8 ถือว่า อ้วนลงพุง

ทั้งนี้กลุ่มคนที่มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจะมีพฤติกรรม ดังนี้ ไม่ออกกำลังกาย รับประทานอาหารไม่ดี เช่น มีน้ำตาลสูงเกินไป และรับประทานผักผลไม้ที่มีไฟเนอร์น้อยเกินไป

ถัดมา คือพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนไม่หลับ คนที่ติดหน้าจออุปกรณ์มือถือตลอดเวลา มีความเครียดและมีปัญหาโรคทางจิตใจ สุดท้ายเป็นกลุ่มคนที่ได้รับยาบางประเภท เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาคุมประเภทฮอร์โมนเดียวแบบโปรเจสเตอโรน ยากันชัก ยาเบาหวานและความดันบางชนิด และคนที่มียีนโรคอ้วน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...