'หนีห่าว' - เหยียด / ไม่เหยียด : มุมมองจากทฤษฎีความหมายของไกรซ์
ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
‘หนีห่าว’ – เหยียด / ไม่เหยียด
: มุมมองจากทฤษฎีความหมายของไกรซ์
กรณีของ “ทราย สก๊อต” ที่ปะทะกับอธิบดีกรมอุทยานฯ
หรือการที่เขาเผชิญหน้ากับกลุ่มธุรกิจท้องถิ่น
หรือแม้แต่มีเรื่องบาดหมางกับชาวบ้านบางส่วนในท้องที่อันเป็นที่โจษจันกันในสังคมไทยกันอยู่ตอนนี้
ความเห็นของผู้คนก็มีทั้งเห็นด้วยไม่เห็นด้วยแตกรายละเอียดออกไปมากมาย
แต่หนึ่งในกรณีปะทะกันที่ผมสนใจก็คือ การโต้เถียงกันไปมาระหว่างนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกับ “ทราย สก๊อต” เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ หรือที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานฯ อะไรก็ตามแต่
โดยที่เขาเห็นว่า นักท่องเที่ยวคนดังกล่าวใช้ถ้อยคำที่แสดงนัยถึงการ “เหยียดผิวหรือเหยียดเชื้อชาติ” (racism)
เหตุการณ์ดังกล่าวก็คือมีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียกล่าวทักทาย “ทราย สก๊อต” ว่า “หนีห่าว” ซึ่งเขาก็แสดงความไม่พอใจอย่างมาก
คำอธิบายของทราย สก๊อต ในภายหลังผ่านรายการข่าวออนไลน์รายการหนึ่งมีใจความว่า “ใครที่เคยไปต่างประเทศหรือคนเอเชียทุกคนที่ไปต่างประเทศคงรู้ดีว่า รู้สึกอย่างไรถ้าถูกทักทายจากชาวต่างชาติด้วยคำว่า ‘หนีห่าว'”
“เขาเห็นว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั้นรู้ดีว่าประเทศไทยนั้นทำอะไรก็ได้ สบายๆ สามารถทำสิ่งที่ไม่กล้าทำที่ประเทศอื่นในประเทศไทยได้”
เขาเห็นการทักทายคนไทยด้วยคำว่า “หนีห่าว” นั้นเป็นการไม่ให้เกียรติหรือให้ความเคารพ
แสดงให้เห็นถึงความไร้มารยาทของนักท่องเที่ยวต่างชาติคนดังกล่าว
ชาวเน็ตหลายคนเลยที่มีปฏิกิริยาในทำนองว่า แค่การเอ่ยทักทายว่าหนีห่าวจะเป็นการเหยียดได้อย่างไร
ผู้คนในสังคมที่ไม่เข้าใจหรืออาจจะนึกไปไม่ถึงว่าการทักทายด้วยภาษาจีนว่า “หนีห่าว” กับคนไทยหรือคนชาติอื่นที่ไม่ใช่ชาวจีนนั้นเป็นการเหยียดได้อย่างไร
ผมขออธิบายสั้นๆ ดังนี้
ในบางครั้งการมองไม่เห็นหรือมองข้ามตัวตนของอีกฝ่ายที่เป็นคู่สนทนาไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่การมองไม่เห็นหรือมองข้ามนั้นอาจสร้างความรู้สึกถึงการลดทอนหรือทำลายคุณค่าของอัตลักษณ์หรือความเป็นตัวตนของเขาได้
เพราะภาษานั้นมีอำนาจในการสร้างการรับรู้และความเข้าใจ บางครั้งภาษาอาจมีพลังถึงขั้นสร้างความเป็นจริงเสียเลยด้วยซ้ำ
การที่ชาวตะวันตกไม่ใส่ใจแยกแยะชาวเอเชียว่าเขาเป็นคนชาติไหน และเหมารวมว่าคนเอเชียนั้นเป็นคนจีนไปเสียหมด จึงเป็นการลดทอนความแตกต่างหลากหลายให้เหลือเพียงอย่างเดียว
นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงการไม่ได้ให้เกียรติหรือความสนใจต่อคนอื่นมากพอในฐานะที่เป็นคนเท่ากัน
มนุษย์เรามีมิติด้านอื่นที่สำคัญพอๆ กับการดำรงชีพด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ในทางกลับกัน บางคนคิดเห็นว่าการที่ชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกกล่าวทักทายคนเอเชียว่า “หนีห่าว” นั้นไม่น่าจะเป็นการเหยียดเชื้อชาติ แต่เป็นความพยายามที่ผูกมิตรด้วยการทักทายด้วยภาษาที่ตนคิดว่าคนเอเชียน่าจะพูดกันด้วยภาษานี้ ซึ่งก็คือภาษาจีน
ผู้คนก็มีความเห็นต่าง แตกความคิดออกไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ถ้าหากนักท่องเที่ยวต่างชาติคนนี้ทักทายด้วยภาษาญี่ปุ่นว่า “คอนนิจิวะ” จะถือว่าเป็นการเหยียดหรือไม่ ส่วนใหญ่มักจะบอกว่าไม่
จึงมีบางคนพยายามสรุปว่า ฉะนั้น การเหยียดไม่เหยียดไม่เกี่ยวกับภาษา แต่เกี่ยวกับความเป็นจริงเบื้องหลังมากกว่า
อย่างเช่น ในกรณีนี้ เหตุที่เราไม่ถือว่าการทักทายด้วยภาษาญี่ปุ่นนั้นเป็นการเหยียดก็เพราะเราเห็นว่าความเป็นจีนนั้นแย่กว่าความเป็นญี่ปุ่น
แต่บางคนก็มองว่า การทักทายด้วยภาษาญี่ปุ่นก็เป็นการเหยียดเช่นกัน
นานาทัศนะแบบนี้ก็คงหาที่ยุติได้ยาก
แล้วเราจะหาทางออกสำหรับกรณีนี้อย่างไร
ในปรัชญาภาษา มีนักปรัชญาชาวอังกฤษคนหนึ่งนามว่า เฮอร์เบิร์ต พอล ไกรซ์ (Herbert Paul Grice : 1913-1988) ได้เสนอความคิดเกี่ยวกับความหมายว่า การสื่อสารของคนเรานั้นเกิดในบริบทที่แตกต่างกัน
การเข้าใจความหมายของถ้อยคำหนึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวคำพูดนั้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้พูดและบริบทของการสนทนานั้นด้วย
ไกรซ์แยกความหมายออกเป็นสองอย่าง
อย่างแรกเรียกว่า “ความหมายของประโยค” (sentence meaning)
อย่างที่สองเรียกว่า “ความหมายของผู้พูด” (speaker meaning)
ความหมายของประโยคนั้นถ้อยคำต่างเป็นผู้กำหนด ส่วนความหมายของผู้พูดนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้กำลังสื่อสารนั้นเป็นคนกำหนด
กล่าวอีกอย่างได้ว่าความหมายของประโยคนั้นเป็นความหมายทางอรรถศาสตร์ (semantic meaning)
แต่ความหมายของผู้พูดนั้นเป็นความหมายในการใช้จริง (pragmatic meaning)
ความหมายทางอรรถศาสตร์นั้นจะเกี่ยวข้องกับตัวของถ้อยคำกับสิ่งที่คำเหล่านั้นหมายถึง
ส่วนความหมายในการใช้จริงนั้นจะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับตัวภาษานั้น
ถ้ากล่าวในแง่นี้ ไกรซ์ให้ความสำคัญกับความหมายในการใช้จริงมากกว่าความหมายทางอรรถศาสตร์
กล่าวให้ถึงที่สุดไกรซ์เห็นว่าความหมายของผู้พูดสำคัญมากกว่าความหมายของประโยคนั่นเอง
ตัวอย่างกรณี “หนีห่าว” ในความหมายของประโยคอาจจะเป็นเพียงแค่การกล่าวทักทายสวัสดี
แต่ในความหมายของผู้พูดอาจจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความหมายทางอรรถศาสตร์เท่านั้น ผู้พูดอาจจะกำลังตั้งใจสื่อสารเป็นอย่างอื่นก็ได้ อาจจะเหยียดหรือไม่เหยียดก็อาจเป็นไปได้ทั้งคู่
เพราะดูเหมือนสุดท้ายแล้วคำอธิบายเรื่องความหมายของไกรซ์จะกลายเป็นคำอธิบายเชิงจิตวิทยา
ความหมายของประโยคในที่สุดจะกลายมาเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงเชิงจิตวิทยา (psychological fact) ที่เกี่ยวกับผู้พูด
ในบทความสำคัญของไกรซ์ที่ชื่อว่า “Logic and Conversation” (1975) เขาเสนอว่าในการสนทนาแบบปกติทั่วไป ผู้พูดและผู้ฟังมีแนวโน้มที่จะ “ร่วมมือกัน” (cooperate) เพื่อให้การสื่อสารประสบความสำเร็จ ซึ่งไกรซ์เรียกว่า “หลักการความร่วมมือกัน” (cooperative principle)
โดยมีกฎพื้นฐาน (maxim) อยู่สี่อย่างได้แก่ ปริมาณ (quantity) คุณภาพ (quality) ความสัมพันธ์ (relation) และแบบแผน (manner)
กฎพื้นฐานเรื่องปริมาณนั้นการสื่อสารต้องให้ข้อมูลที่เพียงพอ ไม่มากหรือน้อยเกินไป
ส่วนกฎเรื่องคุณภาพ นั้นจะเป็นการพูดความจริง หลีกเลี่ยงสิ่งที่เชื่อว่าเป็นเท็จหรือไม่มีหลักฐาน
ส่วนกฎเรื่องความสัมพันธ์นั้นจะต้องพูดในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบทสนทนา
และสุดท้ายกฎเรื่องแบบแผนนั้นจะเป็นการพูดให้ชัดเจน ไม่กำกวม เป็นระเบียบหรือมีรูปแบบที่สม่ำเสมอ
สำหรับไกรซ์แล้ว ความหมายของประโยค หรือความหมายทางอรรถศาสตร์นั้นเป็นความหมายตรงตามตัวอักษร (literal meaning)
ส่วนความหมายของผู้พูด นั้นเป็นความหมายแฝงนัย (implicature)
ไกรซ์ได้แบ่งความหมายแฝงนัยออกเป็น 2 อย่าง คือ หนึ่ง ความหมายแฝงนัยแบบที่เรากำหนดขึ้นใช้สืบทอดกันมา (conventional implicature) ความหมายแฝงนัยแบบนี้จะขึ้นอยู่กับคำหรือโครงสร้างประโยค เช่น คำว่า “แต่” มีนัยยะของการขัดกัน
สอง ความหมายแฝงนัยในบทสนทนา (conversational implicature) ซึ่งเป็นความหมายที่เกิดจากบริบทและความร่วมมือในการสนทนาที่เราพูดถึงเป็นหลัก
ตัวอย่างเช่น ถ้าพรุ่งนี้เรามีสอบ และเรายังอ่านหนังสือทบทวนไม่ถึงไหน แต่คืนนี้มีเพื่อนสนิทเรามาชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็จะตอบไปว่า “คืนนี้ต้องอ่านหนังสือสอบ”
แน่นอนว่าคนปกติสามัญก็จะเข้าใจว่า เรา “ปฏิเสธ” เพื่อนสนิทของเราไป
ข้อความที่ว่า “คืนนี้ต้องอ่านหนังสือสอบ” จึงมีความหมายแฝงนัยว่าคืนนี้เราจะไม่ไปเที่ยวกลางคืนกับเพื่อนนั่นเอง
และข้อความดังกล่าวก็ยังมีความหมายตรงตามตัวอักษรอย่างที่กล่าวไว้ว่าคืนนี้เราต้องอ่านหนังสือสอบจริงๆ
เปรียบเทียบกับกรณีการกล่าวคำว่า “หนีห่าว” ในความหมายของประโยคหรือความหมายตามตัวอักษรย่อมหมายถึงการกล่าวทักทายสวัสดี
แต่เราไม่รู้เลยว่าความหมายของผู้พูดหรือความหมายแฝงนัยนั้นคืออะไร
หากมีคนสังเกตเห็นในคลิปข่าวเรื่องนี้ว่า ชายชาวต่างชาติคนนี้กล่าวคำว่าหนีห่าวแล้วก็หันไปหัวเราะคิกคักกับเพื่อนคนข้างๆ ในลักษณะตลกขบขัน ก็คงเป็นการเหยียดอย่างแน่นอน
แต่ถ้าไม่มีข้อมูลมากพอตามกฎพื้นฐานหนึ่งในสี่อย่างของไกรซ์ก็คงยากที่จะตัดสิน
ปรัชญาของไกรซ์มีอิทธิพลอย่างมากในวงการภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะเนื้อหาส่วนของวัจนปฏิบัติศาสตร์ (pragmatics) และการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม เพราะช่วยให้เข้าใจว่าภาษานั้นสื่อสารมากกว่าแค่ “ความหมายตามพจนานุกรม” แต่ยังรวมถึงนัยยะทางสังคมและวัฒนธรรม
เช่น ในกรณีที่นักท่องเที่ยวพูด “หนีห่าว” กับเจ้าหน้าที่ไทย อาจมีหรือไม่มีเจตนาเหยียด แต่ผู้ฟังอาจตีความจากความหมายแฝงนัยว่าผู้พูดเหมารวมเชื้อชาติ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความหมายในเชิงบริบทมีผลต่อความเข้าใจผิดหรือความขัดแย้งได้
กรณี “หนีห่าว” นี้ก็คงตัดสินไม่ยาก หากเรามีหลักฐานมากพอ ไม่ว่าจะคลิปวิดีโอหลักฐานอื่นหรือบุคคลแวดล้อม
สุดท้ายไม่ว่าใครก็ตาม ควรตระหนักอยู่เสมอว่า ภาษาหรือคำบางคำไม่ได้เป็นกลางเสมอไป มันอาจพ่วงมากับอคติทางสังคมหรือประวัติศาสตร์ก็เป็นได้
การสื่อสารที่ดีต้องคำนึงถึงบริบท พิจารณาถึงความหลากหลายของคู่สนทนาที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตลักษณ์ สถานการณ์
และที่สำคัญที่สุดคือเจตนาของผู้พูดนั่นเอง
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘หนีห่าว’ – เหยียด / ไม่เหยียด : มุมมองจากทฤษฎีความหมายของไกรซ์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com