โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'หนีห่าว' - เหยียด / ไม่เหยียด : มุมมองจากทฤษฎีความหมายของไกรซ์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 พ.ค. 2568 เวลา 09.56 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2568 เวลา 02.41 น.

ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ

‘หนีห่าว’ – เหยียด / ไม่เหยียด

: มุมมองจากทฤษฎีความหมายของไกรซ์

กรณีของ “ทราย สก๊อต” ที่ปะทะกับอธิบดีกรมอุทยานฯ

หรือการที่เขาเผชิญหน้ากับกลุ่มธุรกิจท้องถิ่น

หรือแม้แต่มีเรื่องบาดหมางกับชาวบ้านบางส่วนในท้องที่อันเป็นที่โจษจันกันในสังคมไทยกันอยู่ตอนนี้

ความเห็นของผู้คนก็มีทั้งเห็นด้วยไม่เห็นด้วยแตกรายละเอียดออกไปมากมาย

แต่หนึ่งในกรณีปะทะกันที่ผมสนใจก็คือ การโต้เถียงกันไปมาระหว่างนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกับ “ทราย สก๊อต” เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ หรือที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานฯ อะไรก็ตามแต่

โดยที่เขาเห็นว่า นักท่องเที่ยวคนดังกล่าวใช้ถ้อยคำที่แสดงนัยถึงการ “เหยียดผิวหรือเหยียดเชื้อชาติ” (racism)

เหตุการณ์ดังกล่าวก็คือมีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียกล่าวทักทาย “ทราย สก๊อต” ว่า “หนีห่าว” ซึ่งเขาก็แสดงความไม่พอใจอย่างมาก

คำอธิบายของทราย สก๊อต ในภายหลังผ่านรายการข่าวออนไลน์รายการหนึ่งมีใจความว่า “ใครที่เคยไปต่างประเทศหรือคนเอเชียทุกคนที่ไปต่างประเทศคงรู้ดีว่า รู้สึกอย่างไรถ้าถูกทักทายจากชาวต่างชาติด้วยคำว่า ‘หนีห่าว'”

“เขาเห็นว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั้นรู้ดีว่าประเทศไทยนั้นทำอะไรก็ได้ สบายๆ สามารถทำสิ่งที่ไม่กล้าทำที่ประเทศอื่นในประเทศไทยได้”

เขาเห็นการทักทายคนไทยด้วยคำว่า “หนีห่าว” นั้นเป็นการไม่ให้เกียรติหรือให้ความเคารพ

แสดงให้เห็นถึงความไร้มารยาทของนักท่องเที่ยวต่างชาติคนดังกล่าว

ชาวเน็ตหลายคนเลยที่มีปฏิกิริยาในทำนองว่า แค่การเอ่ยทักทายว่าหนีห่าวจะเป็นการเหยียดได้อย่างไร

ผู้คนในสังคมที่ไม่เข้าใจหรืออาจจะนึกไปไม่ถึงว่าการทักทายด้วยภาษาจีนว่า “หนีห่าว” กับคนไทยหรือคนชาติอื่นที่ไม่ใช่ชาวจีนนั้นเป็นการเหยียดได้อย่างไร

ผมขออธิบายสั้นๆ ดังนี้

ในบางครั้งการมองไม่เห็นหรือมองข้ามตัวตนของอีกฝ่ายที่เป็นคู่สนทนาไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่การมองไม่เห็นหรือมองข้ามนั้นอาจสร้างความรู้สึกถึงการลดทอนหรือทำลายคุณค่าของอัตลักษณ์หรือความเป็นตัวตนของเขาได้

เพราะภาษานั้นมีอำนาจในการสร้างการรับรู้และความเข้าใจ บางครั้งภาษาอาจมีพลังถึงขั้นสร้างความเป็นจริงเสียเลยด้วยซ้ำ

การที่ชาวตะวันตกไม่ใส่ใจแยกแยะชาวเอเชียว่าเขาเป็นคนชาติไหน และเหมารวมว่าคนเอเชียนั้นเป็นคนจีนไปเสียหมด จึงเป็นการลดทอนความแตกต่างหลากหลายให้เหลือเพียงอย่างเดียว

นั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงการไม่ได้ให้เกียรติหรือความสนใจต่อคนอื่นมากพอในฐานะที่เป็นคนเท่ากัน

มนุษย์เรามีมิติด้านอื่นที่สำคัญพอๆ กับการดำรงชีพด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ในทางกลับกัน บางคนคิดเห็นว่าการที่ชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกกล่าวทักทายคนเอเชียว่า “หนีห่าว” นั้นไม่น่าจะเป็นการเหยียดเชื้อชาติ แต่เป็นความพยายามที่ผูกมิตรด้วยการทักทายด้วยภาษาที่ตนคิดว่าคนเอเชียน่าจะพูดกันด้วยภาษานี้ ซึ่งก็คือภาษาจีน

ผู้คนก็มีความเห็นต่าง แตกความคิดออกไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ถ้าหากนักท่องเที่ยวต่างชาติคนนี้ทักทายด้วยภาษาญี่ปุ่นว่า “คอนนิจิวะ” จะถือว่าเป็นการเหยียดหรือไม่ ส่วนใหญ่มักจะบอกว่าไม่

จึงมีบางคนพยายามสรุปว่า ฉะนั้น การเหยียดไม่เหยียดไม่เกี่ยวกับภาษา แต่เกี่ยวกับความเป็นจริงเบื้องหลังมากกว่า

อย่างเช่น ในกรณีนี้ เหตุที่เราไม่ถือว่าการทักทายด้วยภาษาญี่ปุ่นนั้นเป็นการเหยียดก็เพราะเราเห็นว่าความเป็นจีนนั้นแย่กว่าความเป็นญี่ปุ่น

แต่บางคนก็มองว่า การทักทายด้วยภาษาญี่ปุ่นก็เป็นการเหยียดเช่นกัน

นานาทัศนะแบบนี้ก็คงหาที่ยุติได้ยาก

แล้วเราจะหาทางออกสำหรับกรณีนี้อย่างไร

ในปรัชญาภาษา มีนักปรัชญาชาวอังกฤษคนหนึ่งนามว่า เฮอร์เบิร์ต พอล ไกรซ์ (Herbert Paul Grice : 1913-1988) ได้เสนอความคิดเกี่ยวกับความหมายว่า การสื่อสารของคนเรานั้นเกิดในบริบทที่แตกต่างกัน

การเข้าใจความหมายของถ้อยคำหนึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวคำพูดนั้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้พูดและบริบทของการสนทนานั้นด้วย

ไกรซ์แยกความหมายออกเป็นสองอย่าง

อย่างแรกเรียกว่า “ความหมายของประโยค” (sentence meaning)

อย่างที่สองเรียกว่า “ความหมายของผู้พูด” (speaker meaning)

ความหมายของประโยคนั้นถ้อยคำต่างเป็นผู้กำหนด ส่วนความหมายของผู้พูดนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้กำลังสื่อสารนั้นเป็นคนกำหนด

กล่าวอีกอย่างได้ว่าความหมายของประโยคนั้นเป็นความหมายทางอรรถศาสตร์ (semantic meaning)

แต่ความหมายของผู้พูดนั้นเป็นความหมายในการใช้จริง (pragmatic meaning)

ความหมายทางอรรถศาสตร์นั้นจะเกี่ยวข้องกับตัวของถ้อยคำกับสิ่งที่คำเหล่านั้นหมายถึง

ส่วนความหมายในการใช้จริงนั้นจะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับตัวภาษานั้น

ถ้ากล่าวในแง่นี้ ไกรซ์ให้ความสำคัญกับความหมายในการใช้จริงมากกว่าความหมายทางอรรถศาสตร์

กล่าวให้ถึงที่สุดไกรซ์เห็นว่าความหมายของผู้พูดสำคัญมากกว่าความหมายของประโยคนั่นเอง

ตัวอย่างกรณี “หนีห่าว” ในความหมายของประโยคอาจจะเป็นเพียงแค่การกล่าวทักทายสวัสดี

แต่ในความหมายของผู้พูดอาจจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความหมายทางอรรถศาสตร์เท่านั้น ผู้พูดอาจจะกำลังตั้งใจสื่อสารเป็นอย่างอื่นก็ได้ อาจจะเหยียดหรือไม่เหยียดก็อาจเป็นไปได้ทั้งคู่

เพราะดูเหมือนสุดท้ายแล้วคำอธิบายเรื่องความหมายของไกรซ์จะกลายเป็นคำอธิบายเชิงจิตวิทยา

ความหมายของประโยคในที่สุดจะกลายมาเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงเชิงจิตวิทยา (psychological fact) ที่เกี่ยวกับผู้พูด

ในบทความสำคัญของไกรซ์ที่ชื่อว่า “Logic and Conversation” (1975) เขาเสนอว่าในการสนทนาแบบปกติทั่วไป ผู้พูดและผู้ฟังมีแนวโน้มที่จะ “ร่วมมือกัน” (cooperate) เพื่อให้การสื่อสารประสบความสำเร็จ ซึ่งไกรซ์เรียกว่า “หลักการความร่วมมือกัน” (cooperative principle)

โดยมีกฎพื้นฐาน (maxim) อยู่สี่อย่างได้แก่ ปริมาณ (quantity) คุณภาพ (quality) ความสัมพันธ์ (relation) และแบบแผน (manner)

กฎพื้นฐานเรื่องปริมาณนั้นการสื่อสารต้องให้ข้อมูลที่เพียงพอ ไม่มากหรือน้อยเกินไป

ส่วนกฎเรื่องคุณภาพ นั้นจะเป็นการพูดความจริง หลีกเลี่ยงสิ่งที่เชื่อว่าเป็นเท็จหรือไม่มีหลักฐาน

ส่วนกฎเรื่องความสัมพันธ์นั้นจะต้องพูดในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบทสนทนา

และสุดท้ายกฎเรื่องแบบแผนนั้นจะเป็นการพูดให้ชัดเจน ไม่กำกวม เป็นระเบียบหรือมีรูปแบบที่สม่ำเสมอ

สำหรับไกรซ์แล้ว ความหมายของประโยค หรือความหมายทางอรรถศาสตร์นั้นเป็นความหมายตรงตามตัวอักษร (literal meaning)

ส่วนความหมายของผู้พูด นั้นเป็นความหมายแฝงนัย (implicature)

ไกรซ์ได้แบ่งความหมายแฝงนัยออกเป็น 2 อย่าง คือ หนึ่ง ความหมายแฝงนัยแบบที่เรากำหนดขึ้นใช้สืบทอดกันมา (conventional implicature) ความหมายแฝงนัยแบบนี้จะขึ้นอยู่กับคำหรือโครงสร้างประโยค เช่น คำว่า “แต่” มีนัยยะของการขัดกัน

สอง ความหมายแฝงนัยในบทสนทนา (conversational implicature) ซึ่งเป็นความหมายที่เกิดจากบริบทและความร่วมมือในการสนทนาที่เราพูดถึงเป็นหลัก

ตัวอย่างเช่น ถ้าพรุ่งนี้เรามีสอบ และเรายังอ่านหนังสือทบทวนไม่ถึงไหน แต่คืนนี้มีเพื่อนสนิทเรามาชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็จะตอบไปว่า “คืนนี้ต้องอ่านหนังสือสอบ”

แน่นอนว่าคนปกติสามัญก็จะเข้าใจว่า เรา “ปฏิเสธ” เพื่อนสนิทของเราไป

ข้อความที่ว่า “คืนนี้ต้องอ่านหนังสือสอบ” จึงมีความหมายแฝงนัยว่าคืนนี้เราจะไม่ไปเที่ยวกลางคืนกับเพื่อนนั่นเอง

และข้อความดังกล่าวก็ยังมีความหมายตรงตามตัวอักษรอย่างที่กล่าวไว้ว่าคืนนี้เราต้องอ่านหนังสือสอบจริงๆ

เปรียบเทียบกับกรณีการกล่าวคำว่า “หนีห่าว” ในความหมายของประโยคหรือความหมายตามตัวอักษรย่อมหมายถึงการกล่าวทักทายสวัสดี

แต่เราไม่รู้เลยว่าความหมายของผู้พูดหรือความหมายแฝงนัยนั้นคืออะไร

หากมีคนสังเกตเห็นในคลิปข่าวเรื่องนี้ว่า ชายชาวต่างชาติคนนี้กล่าวคำว่าหนีห่าวแล้วก็หันไปหัวเราะคิกคักกับเพื่อนคนข้างๆ ในลักษณะตลกขบขัน ก็คงเป็นการเหยียดอย่างแน่นอน

แต่ถ้าไม่มีข้อมูลมากพอตามกฎพื้นฐานหนึ่งในสี่อย่างของไกรซ์ก็คงยากที่จะตัดสิน

ปรัชญาของไกรซ์มีอิทธิพลอย่างมากในวงการภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะเนื้อหาส่วนของวัจนปฏิบัติศาสตร์ (pragmatics) และการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม เพราะช่วยให้เข้าใจว่าภาษานั้นสื่อสารมากกว่าแค่ “ความหมายตามพจนานุกรม” แต่ยังรวมถึงนัยยะทางสังคมและวัฒนธรรม

เช่น ในกรณีที่นักท่องเที่ยวพูด “หนีห่าว” กับเจ้าหน้าที่ไทย อาจมีหรือไม่มีเจตนาเหยียด แต่ผู้ฟังอาจตีความจากความหมายแฝงนัยว่าผู้พูดเหมารวมเชื้อชาติ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความหมายในเชิงบริบทมีผลต่อความเข้าใจผิดหรือความขัดแย้งได้

กรณี “หนีห่าว” นี้ก็คงตัดสินไม่ยาก หากเรามีหลักฐานมากพอ ไม่ว่าจะคลิปวิดีโอหลักฐานอื่นหรือบุคคลแวดล้อม

สุดท้ายไม่ว่าใครก็ตาม ควรตระหนักอยู่เสมอว่า ภาษาหรือคำบางคำไม่ได้เป็นกลางเสมอไป มันอาจพ่วงมากับอคติทางสังคมหรือประวัติศาสตร์ก็เป็นได้

การสื่อสารที่ดีต้องคำนึงถึงบริบท พิจารณาถึงความหลากหลายของคู่สนทนาที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตลักษณ์ สถานการณ์

และที่สำคัญที่สุดคือเจตนาของผู้พูดนั่นเอง

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘หนีห่าว’ – เหยียด / ไม่เหยียด : มุมมองจากทฤษฎีความหมายของไกรซ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...