มหา’ลัยเกริก ‘การศึกษา-วัฒนธรรม’ สานสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี
ผู้เขียน : เบญจมาศ เกกินะ
ครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ตลอดระยะเวลากว่า 5 ทศวรรษก่อให้เกิดความรักความผูกพันที่แน่นแฟ้นในทุกมิติ ทั้งสังคม ศิลปวัฒนธรรม การค้า และการศึกษา ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา
มหาวิทยาลัยเกริกถือเป็นอีกหนึ่งสถาบันการศึกษาเอกชนที่มีการสานความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างแนบแน่น ปัจจุบันมีนักศึกษาจีนกว่า 3,000 คน จากจำนวนนักศึกษาจีนที่เข้ามาเรียนในประเทศไทยกว่า 30,000 คน พัฒนาการศึกษาให้เป็นนานาชาติ โดยจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติภาษาและวัฒนธรรมจีน
เปิดสอนหลักสูตรภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน) และวัฒนธรรมจีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติได้เข้ามาศึกษากับคณาจารย์ที่มีความรู้ ความสามารถ และเป็นอาจารย์เจ้าของภาษา กับการเรียนการสอนที่มีความเป็นสากล
นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก ฉายภาพจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างไทย-จีน ที่มีความชัดเจนว่า ดร.เกริก มังคละพฤกษ์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกริก ได้พัฒนาจัดตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการเรียนการสอนด้านภาษาอังกฤษเป็นหลัก เนื่องจาก ดร.เกริกมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ มีชื่อเสียงอย่างต่อเนื่อง กระทั่ง 7 ปีที่ผ่านมา
พบว่านักการศึกษาจากจีนสนใจทำความร่วมมือจัดการศึกษากับมหาวิทยาลัยไทย จึงถือเป็นจุดเปลี่ยน ซึ่งเป็นไปตามสถานการณ์โลกที่ภาษาจีนเข้ามามีบทบาทสำคัญ และความหมายของคำว่าหลักสูตรนานาชาติ ไม่ได้มีเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาษาจีนด้วย ทำให้ไทย-จีนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้น โดยปัจจุบันการศึกษาของจีนมีการพัฒนาก้าวหน้าไปมาก หลายเรื่องเราต้องเรียนจากจีน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิธีการเรียนการสอน รวมถึงอุปกรณ์การเรียนการสอน
ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน
ไทย-จีนมีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน แม้ทางการทูตจะนับได้ 50 ปี แต่ถ้านับตามจริงน่าจะนานนับหลายร้อยปี มาถึงทศวรรษนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนมีความมั่นคง แข็งแรงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประเทศจีนยกย่องสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ทูลเกล้าฯถวายเหรียญอิสริยาภรณ์ เหรียญมิตรภาพ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดตั้งโรงเรียนสอนภาษาไทยขึ้นที่ประเทศจีน ให้ชื่อว่า “โรงเรียนสิรินธร”
จนกระทั่งเกิดเป็นคำพูดทางประวัติศาสตร์ว่า ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน ปัจจุบันประเทศไทยมีนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนกว่า 3 หมื่นคน อาจเรียกได้ว่ามากที่สุดในแถบเอเชีย แต่ก็ยังไม่น่าตกใจมากนัก หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่างเช่นออสเตรเลียมีนักศึกษาจีนมากกว่า 300,000 คน และยังประกาศรับอย่างต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้นอกจากสร้างความสัมพันธ์แล้ว ยังสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้อีกช่องทางหนึ่ง สาเหตุที่คนจีนเลือกมาเรียนไทยมีปัจจัยสำคัญคือ ความใกล้ชิดและธรรมชาติของคนไทยที่มีความเป็นมิตร มีการต้อนรับขับสู้ มีอาหาร และบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับประเทศจีน ทำให้ไม่รู้สึกแปลกแยก โดยหลักสูตรที่นักศึกษาจีนเลือกเข้ามาเรียนที่ไทยมีหลากหลาย ทั้งบริหารธุรกิจ การศึกษา ภาษา วัฒนธรรม ฯลฯ
สร้างความเชื่อมั่นเตรียมพร้อมเปิดรับนักศึกษา
และเรื่องสำคัญที่ทำให้นักศึกษาจีนเลือกมาเรียนที่ประเทศไทยคือ เชื่อมั่น ซึ่งมี 4 ข้อหลัก ๆ ดังนี้ 1.มหาวิทยาลัยต้องเน้นเรื่องการศึกษานานาชาติ 2.ริเริ่มนวัตกรรม ความคิดใหม่ ๆ ให้สมกับความเป็นมหาวิทยาลัย
3.ต้องสามารถผสมผสานวิชาการ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้ เพื่อให้นักศึกษามีความพร้อมสามารถทำงานได้จริง และมีคุณสมบัติดีเพียงพอที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ จุดเน้นสำคัญคือ การพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำในทุกขั้นตอน 4.ความมีคุณธรรม กตัญญูกตเวที อาจารย์ทุกระดับเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่นักศึกษารวมถึงต้องส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน
ขณะเดียวกัน ต้องสร้างความน่าเชื่อถือและความศรัทธาให้แก่นักศึกษาและประชาชน อย่างแรกคือ ต้องมีระบบที่เชื่อถือไว้ใจได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ส่งเสริมให้ระบบดังกล่าวเข้าที่เข้าทาง เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและนอกประเทศ
นอกจากนี้ ยังต้องมียุทธศาสตร์ และอาจารย์ที่มีศักยภาพ เหมาะสมกับตำแหน่งและภาระงาน เพื่อให้เกิดเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง โดยที่มหาวิทยาลัยเกริกจะมีการทบทวนการทำงาน และปฐมนิเทศบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนามหาวิทยาลัย เกิดความภาคภูมิใจในการทำงาน
และที่สำคัญ นักศึกษาที่จบไปแล้วจะต้องมีภาวะผู้นำในทุกหลักสูตร ซึ่งตนพยายามจัดหลักสูตรพัฒนาภาวะผู้นำทางการเมืองและการค้าให้กับ สส. และ สว.ที่อยากมาเข้าร่วม มีการเปิดคณะสื่อสาการเมือง เพื่อให้นักการเมืองที่ตั้งใจเข้ามาทำความดีเพื่อประเทศชาติเข้ามาเรียน และสามารถทำงานได้สำเร็จเป็นที่ยอมรับ มีผลงานเป็นที่พอใจของประชาชน
ปีแห่งการเฉลิมฉลองสัมพันธ์ไทย-จีน
50 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทย-จีน เป็นโอกาสดีที่จะใช้โอกาสนี้เสริมสร้างความมั่นคงแข็งแรง ไทยกับจีนมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และทุกคนยอมรับคำพูดที่ว่า ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน ยิ่งยุคนี้คิดว่าความสัมพันธ์ของรัฐบาลจีนและรัฐบาลไทยค่อนข้างมั่นคงแข็งแรง วิถีชีวิตของคนไทยและจีนมีความใกล้ชิดกันมาก
เพราะฉะนั้น 50 ปีนั้นมีความหมาย และเป็นเรื่องที่เราต้องเฉลิมฉลอง แน่นอนที่สุดต้องยอมรับว่าประเทศจีนมีความเติบโต ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษาที่มีความก้าวหน้าไปไกล ดังนั้น ไทยเองควรจะได้ประโยชน์จากการเรียนรู้ ร่วมมือ และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน พอที่จะได้เป็นที่พึ่งพาอาศัยในการพัฒนาประเทศ
“ผมเคยได้รับคำถามจากนักเรียนจีนว่า ประเทศไทยทำอย่างไรคนจีนถึงอยากมาเที่ยว ผมเองก็บอกว่า ไม่รู้ แต่อาจเป็นเพราะอัธยาศัยของคนไทยที่มีความเป็นมิตร เห็นคนจีนเหมือนญาติสนิทมิตรสหาย และรู้ว่าคนจีนเป็นคนดี คนไทยคุ้นเคยกับคนจีนมาเป็นร้อย ๆ ปี เมื่อมาเมืองไทยก็เกิดความสบายใจ ตรงนี้เป็นคำถามสั้น ๆ ที่ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นไทย” นพ.กระแสกล่าว
นพ.กระแส ชนะวงศ์ ‘นักศึกษาเสมือนนักการทูต’
นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก เปิดเผยถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างยาวนานในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา ของมหาวิทยาลัยเกริกและประเทศจีน ว่าในช่วง 4-5 ปีก่อนที่มหาวิทยาลัยเกริกจะเริ่มต้นจัดการเรียนการสอนภาษาจีน ผมได้เดินทางไปประเทศจีนเพื่อเยี่ยมเยือนมหาวิทยาลัยต่าง ๆ สร้างเครือข่ายทำให้เกิดความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยกับจีน
ส่วนตัวคิดเสมอว่านักศึกษาไทยและจีนจะทำหน้าที่เสมือนนักการทูต แม้ไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่โดยปริยายถ้าเราทำดี มีมาตรฐาน ทำด้วยความมีคุณธรรม วัฒนธรรม ประเพณี ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรีของคนไทย ก็จะถูกเผยแพร่สู่นานาชาติโดยนักศึกษาจีนและไทย
สิ่งที่ผมมองเห็นอีกอย่างคือ คนจีนยอมรับคนไทยในความเป็นสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ ที่สำคัญเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีความงดงาม ทำให้เกิดความนับถือ ยอมรับ ชื่นชม ในความมีน้ำใจของคนไทย
นพ.กระแสกล่าวต่อว่า ประกอบกับปัจจุบันอัตราการเกิดน้อยลง มหาวิทยาลัยต่างต้องปรับตัว เปิดรับนักศึกษาระดับนานาชาติ และที่ตรงที่สุดคือประเทศจีน เพราะเป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก และมีความสำคัญต่อประเทศไทย ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ฯลฯ
ดังนั้น มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ควรหันหน้าเข้าหากัน ทั้ง ม.รัฐและเอกชน รวมถึงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ต้องมานั่งหารือเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มจำนวนนักศึกษาต่างชาติ
โดยเฉพาะนักศึกษาจีน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 30,000 คน หากขยายเป็น 200,000-300,000 คน เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อประเทศ ส่วนผลเสีย ก็ต้องมาวางมาตรการเพื่ออุดช่องโหว่ เพื่อให้มีแต่ผลดี และเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ หรือถ้าพูดแบบการตลาด ก็ต้องบอกว่าเงินทองก็จะไหลเข้าประเทศมากขึ้น จากค่าเล่าเรียน การใช้จ่าย การท่องเที่ยว เป็นการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ถ้าคิดกันแบบนี้ก็อย่าลังเลใจ วางยุทธศาสตร์อุดช่องโหว่ เพื่อทำให้เกิดความยั่งยืน
“ผมมานั่งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริกมากว่า 8 ปี ผมมองเห็นความสำเร็จของมหาวิทยาลัยไทย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐซึ่งมีความแข็งแรงด้านโครงสร้าง ดังนั้น หากเปิดมหาวิทยาลัยนานาชาติที่เป็นภาษาจีนจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมหาศาล แน่นอนว่าอาจมีสิ่งไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นบ้าง แต่ถ้าเราเตรียมการดีก็จะสามารถป้องกันความเสียหายได้ หรือหากจะมีเรื่องเสียหายอะไรบ้าง ก็ขอให้เสียหายน้อยที่สุด ดังนั้น ควรเริ่มต้นเอาจริงเอาจัง” นพ.กระแสกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มหา’ลัยเกริก ‘การศึกษา-วัฒนธรรม’ สานสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net