ศิลปินหญิงกับการงัดข้อกับขนบของการเป็น America’s Sweetheart ตำแหน่งสาวน้อยน่ารักแห่งชาติ ที่ต้องไม่มีปากมีเสียง
หากคุณเป็นคนดูหนังฮอลลีวูดหรือดูข่าวบันเทิงฝั่งอเมริกา ไม่มากก็น้อยคุณน่าจะเคยผ่านตาวลี America's Sweetheart หรือ ‘หวานใจอเมริกัน’ ซึ่งใช้อธิบายถึงบุคคลสาธารณะและโดยทั่วไปแล้วมักเป็นผู้หญิงที่เป็นที่รักและที่ชื่นชมของประชาชน มีบุคลิกนอบน้อมอ่อนโยน ดูเข้าถึงง่าย และไม่มากก็น้อย มันมีวงเล็บล่องหนที่หมายถึงการไม่แสดงความเห็นขัดแย้งใคร สุภาพ หัวอ่อนและว่าง่ายด้วยด้วย
มีบันทึกไว้ว่านักแสดงหญิงคนแรกๆ ที่ถูกเรียก เป็น America's Sweetheart คือ แมรี พิคฟอร์ด (Mary Pickford) นักแสดงชาวแคนาดา-อเมริกัน ที่โปรดิวเซอร์เรียกเธอและพยายามขายงานของเธอด้วยคำนี้ จนชื่อของพิคฟอร์ดกับนิยาม America's Sweetheart ถูกมองเป็นของคู่กันสำหรับชาวอเมริกันช่วงยุค 1920s
สก็อตตี แอนดรูว (Scottie Andrew) ผู้สื่อข่าว CNN เคยนิยามคำนี้ไว้ว่า เป็นศัพท์ที่ใช้เพื่อระบุถึงคนดังที่เป็นที่รักของคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะมาจากสังคมไหนหรือฝักใฝ่ความเชื่อทางการเมืองแบบใด ขณะที่ คลาริสซี ลูจห์เรย์ (Clarisse Loughrey) คอลัมนิสต์ของ The Independent ชี้ว่า America's Sweetheart มักหมายถึงคนดังผู้หญิงที่อายุยังน้อย, เป็นคนขาว และมีบุคลิกสดใสร่าเริง และไม่มีลักษณะเป็นคนที่ ‘เซ็กซี่’ เท่าไหร่นัก อันจะเห็นว่า ช่วงหนึ่งที่หนังโรแมนติก-คอเมดี้เฟื่องฟู ก็มีนักแสดงหญิงจำนวนไม่น้อยถูกสื่อขนานนามว่าเป็น ‘หวานใจอเมริกัน’ ไม่ว่าจะ เม็ก ไรอัน (Meg Ryan), จูเลีย โรเบิร์ตส์ (Julia Roberts) และ แซนดรา บูลล็อค (Sandra Bullock)
ในอีกด้าน มันคือการที่ฮอลลีวูด รวมทั้งสื่อบันเทิงในอเมริกา ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม พยายามบอกนักแสดงและคนดังหญิงว่า หากอยากประสบความสำเร็จ อยากเป็นที่รักของผู้คนจำนวนมาก ก็จงทำตัวเป็น ‘หวานใจอเมริกัน’ ด้วยการไม่มีปากมีเสียง ไม่แสดงความคิดเห็นอะไรเป็นของตัวเอง ให้ประพฤติตัวทำตามขนบที่ฮอลลีวูดสร้างไว้ ซึ่งดูเหมือนจะมีนักแสดงและคนดังจำนวนมากทีเดียวที่เดินตามรอยที่ว่านี้ และได้รับอ้อมกอดเป็นความรักล้นหลามทั้งจากวงการบันเทิง ทั้งจากประชาชน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเธอ ‘งัดข้อ’ ขึ้นมา สายตาของสื่อและวงการก็พร้อมจะเปลี่ยนข้างทันที
กรณีที่น่าสนใจคือ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Jennifer Lawrence) นักแสดงสาวที่มักให้สัมภาษณ์สื่ออย่างอารมณ์ดีและเปี่ยมอารมณ์ขันเสมอ เธอปรากฏตัวทั้งในหนังดราม่า Winter's Bone (2010) ที่ส่งเธอชิงนำหญิงยอดเยี่ยมของออสการ์, ในหนังโรแมนติกแบบ Like Crazy (2011), Silver Linings Playbook (2012) คอมิดี้ดราม่าที่ส่งเธอคว้านำหญิงยอดเยี่ยม รวมทั้งแฟรนไชส์หนังที่ทำเงินถล่มทลายอย่าง The Hunger Games (2012-2015)
ลอว์เรนซ์เป็นที่รักของอุตสาหกรรมเสมอมา ทุกคนรักบุคลิกติดดินและร่าเริงของเธอ กระทั่งเมื่อวันหนึ่งในปี 2014 เมื่อบริษัทโซนี่ถูกเจาะระบบจนเอกสารทางการเงินของบริษัทกระจายออกไปตามโลกอินเตอร์เน็ต ลอว์เรนซ์ก็พบว่าเธอได้ค่าตัวน้อยกว่านักแสดงชายร่วมเรื่องเดียวกัน และออกมาเรียกร้องประเด็นนี้หลังจากลังเลเพราะกลัวว่าจะถูกสังคมมองเป็น ‘พวกเห็นแก่เงิน’ หรือ ‘ขี้อิจฉา’ จนเธอต้องเขียนบทความ ‘Why Do I Make Less Than My Male Co-Stars?’ (ทำไมฉันจึงได้ค่าตัวน้อยกว่าเพื่อนนักแสดงชายล่ะ) ที่ชวนตั้งคำถามถึงความเหลื่อมล้ำและความไม่ยุติธรรมซึ่งหลายคนเลือกมองข้าม “ฉันไม่คิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เจอปัญหานี้หรอก นี่เราพร้อมใจกันใช้ชีวิตแบบนี้มาโดยตลอดเลยหรือ เราเพิ่งได้มีสิทธิเลือกตั้งกันมาเท่าไหร่เองนะ 90 ปีเองมั้ง” เธอเขียน
และแน่นอนว่าหลังจากที่เธอออกมาพูดประเด็นนี้ในที่สาธารณะ ลอว์เรนซ์ถูกโจมตีแทบจะในทันทีว่า “หิวเงิน” ไปจนถึง “ไม่มีมารยาท” หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเธอกำลังทำลายตัวเองและทำให้ ‘ชื่อเสียงดีๆ’ ป่นปี้ ซึ่งก็น่าสนใจว่า ในเวลานั้น ลอว์เรนซ์ถือเป็นนักแสดงแถวหน้าของอุตสาหกรรมแล้ว มีทั้งรางวัลออสการ์ มีทั้งหนังทำเงิน ก็ยังไม่วายถูกกดให้ ‘จม’ และมองไม่ดีโดยคนในอุตสาหกรรมเอง
อีกด้าน เทย์เลอร์ สวิฟต์ คนดังแห่งอุตสาหกรรมดนตรีอเมริกันก็เคยต้องเผชิญเรื่องราวใกล้เคียงกับลอว์เรนซ์ เธอแจ้งเกิดจากการเป็นนักดนตรีคันทรี่ บุคลิกใสซื่อติดดิน ก่อนที่สื่อจะเริ่มพิจารณาเธออีกแบบเมื่อเธอเริ่มโตขึ้น ออกเพลงแนวป๊อป หรือเมื่อเธอเริ่มงัดข้อกับ คานเย เวสต์ (Kanye West) แร็ปเปอร์ผู้ทรงอิทธิพลชื่อดังที่ทำให้สื่อเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ว่าเธอเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อเธอปล่อยอัลบั้ม reputation (2017) ที่เต็มไปด้วยเนื้อเพลงที่พูดถึงตัวตน การหยัดยืนต่อความเห็นตัวเอง รวมทั้งความกราดเกรี้ยว โดยสวิฟต์เคยพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ไว้ในสารคดี Miss Americana (2020) ว่า “ตลอดทั้งอาชีพฉัน ฉันถูกสอนมาว่า เด็กผู้หญิงที่น่ารักต้องไม่ยืนยันความคิดของตัวเองต่อคนอื่น เด็กผู้หญิงที่ดีต้องยิ้ม โบกมือและกล่าวขอบคุณแค่นั้น ฉันจึงกลายเป็นคนที่ทุกคนอยากให้เป็น”
ทั้งนั่นยังเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอเผยความคิดเห็นของตัวเองต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2020 ที่เธอแสดงออกว่าสนับสนุน โจ ไบเดน (Joe Biden) จากพรรคเดโมแครต และวิพากษ์วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จากรีพับลิกันอย่างเผ็ดร้อนจนทรัมป์ออกมาประกาศว่าชอบเพลงของเธอน้อยลง 25 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้สวิฟต์ถูกฝั่งขวาโจมตีอย่างหนักหน่วงในแง่ที่ว่า เธอไม่ใช่เด็กสาวผู้ใสซื่อและว่าง่ายคนเดิมอีกต่อไปแล้ว ซึ่งด้านหนึ่งก็ชวนให้ตั้งคำถามว่า… สื่อบันเทิงสหรัฐฯ ทำไมจึงหมกมุ่นกับความหัวอ่อนของคนดัง (โดยเฉพาะผู้หญิง) กันนัก
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ คนดังรุ่นใหม่ๆ ดูไม่ได้แยแสการเอาใจสื่อและอุตสาหกรรมขนาดนั้นแล้ว ในแง่การแสดง ราเชล เซกเลอร์ (Rachel Zegler) คือตัวอย่างที่น่าสนใจเพราะเธอแสดงความเห็นของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องตัวตน, ภาพยนตร์ หรือแม้แต่การเมืองอย่างการพูดประเด็น free palestine หรือปลดปล่อยปาเลสไตน์จากการบุกยึดของอิสราเอลซึ่งถือเป็นประเด็นอ่อนไหวในฮอลลีวูด (โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ ทำท่าจะถือธงสนับสนุนอิสราเอลอยู่เนืองๆ) หรือเมื่อเธอวิจารณ์ทรัมป์ที่ชนะการเลือกตั้งในปี 2024 ที่ผ่านมาว่า “ขอให้คนที่ลงคะแนนเสียงให้ทรัมป์และตัวทรัมป์เอง ไม่ต้องพบกับความสงบสุขใดๆ เลย” ทั้งยังนิยามว่าทรัมป์นั้น “เป็นชายที่คุกคามประชาธิปไตย” ด้วย
เซกเลอร์โดนวิพากษ์วิจารณ์แทบจะจมดิน เธอถูกแปะป้ายว่าเป็นคน ‘ปากแจ๋ว’ ถูกด่าว่าอนาคตในวงการคงใกล้ดับเพราะทำตัวไม่มีสัมมาคารวะ ในทางกลับกัน นักแสดงชายวิจารณ์ทรัมป์ ซึ่งก็มีจำนวนไม่น้อย แทบไม่เคยต้องเผชิญหน้ากับกระแสความเกลียดชังมากเท่าเธอ มาร์ค รัฟฟาโล (Mark Ruffalo) เองก็เป็นอีกคนที่ออกมาวิจารณ์ทรัมป์อย่างถึงพริกถึงขิง ทั้งยังประกาศแนวคิด free palestine อยู่เรื่อยๆ ก็ถูกมองอย่างชื่นชมว่า “ช่างกล้าหาญ” ขณะที่ โรเบิร์ต เดอ นีโร (Robert De Niro) นักแสดงรุ่นใหญ่ของฮอลลีวูดก็เคยพูดว่า “ทรัมป์ ไปตายซะ” (“Fuck Trump!”) กลางเวทีรางวัลโทนีมาแล้ว และก็อีกเช่นกัน เขาถูกชื่นชมอย่างมากในแง่ที่ว่า “สุดจะกล้าหาญและเก๋าเกม”
ในอีกด้าน วงการดนตรีก็ยังมี แชปเพล โรน (Chappell Roan) นักร้องวัย 27 ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนตรงไปตรงมาสุดๆ ระดับที่เคยชี้หน้าบอกช่างภาพที่ทั้งตะคอก ตะโกนใส่เธอว่า “หุบปากไปเลย!” เธอจึงหันขวับไปหาเขาแล้วชี้หน้าว่า “แกสิหุบปาก! ไม่ใช่กูเว้ย!” ทั้งเมื่อเธอเจอเขาในอีกงาน เธอก็ไม่ลังเลที่จะตรงไปหาเขาแล้วบอกด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า “งานที่ผ่านมานี่ คุณไม่เคารพฉันเลยนะ คุณหยาบคายมาก ฉันควรได้รับคำขอโทษนะ คุณว่างั้นไหม”
แน่นอนว่าพายุความเห็นบนอินเตอร์เน็ตถาโถมเข้าใส่โรนทันที บ้างก็ว่าเธอแสนจะยโส บ้างก็ว่าไม่มีความอดทน อวดดี แต่อีกด้าน หลายคนก็คิดว่าโรนทำในสิ่งที่หลายคนไม่กล้าทำมาก่อน หรือตั้งคำถามกลับว่า ทำไมไม่มีใครไปเตือนช่างภาพ (ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย) ให้เลิกทำตัวหยาบคายกับคนดังบ้าง และเป็นไปได้หรือไม่ที่ช่างภาพเหล่านี้โวยวายและใช้คำหยาบกับคนดังมานานหลายปีจนเคยตัว และลืมไปว่าอีกฝ่ายก็เป็นมนุษย์ที่มีหัวจิตหัวใจเหมือนกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทั้งเซกเลอร์และโรนนั้นถือเป็น “หน้าใหม่” ของวงการ พวกเธอไม่เหมือนลอว์เรนซ์หรือสวิฟต์ที่เพิ่งมาสำแดงความแข็งข้อต่ออุตสาหกรรม ก็ในช่วงให้หลังจากที่สร้างฐานที่มั่นหรือจุดยืนบางอย่างของตัวเองได้ ในกรณีลอว์เรนซ์คือมีทั้งรางวัลออสการ์, ทั้งแฟรนไชส์หนังทำเงินหลายร้อยล้านเหรียญฯ (ที่ก็ไม่ใช่สิ่งที่นักแสดงทุกคนจะทำได้) ขณะที่สวิฟต์เอง ก็ได้รับการสถาปนาเป็นหนึ่งในศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งแห่งยุคสมัย กล่าวคือพวกเธอต่างอยู่ในช่วงที่ “กระดูกแข็ง” แล้วทั้งสิ้นในโมงยามที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามหรือต่อกรกับอุตสาหกรรม ยังไม่ต้องพูดถึงศิลปินฝั่งชาย ที่ส่วนใหญ่แล้วได้อภิสิทธิ์ของการเป็นคนขาว มีสถานะการทำงานและชื่อเสียงที่แข็งแรงแล้ว และนี่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่พวกเขาออกมาพูดหรือทำนั้นไม่มีความหมายหรือไม่กล้าหาญแต่อย่างใด หากแต่ถ้าวัดกันในแง่ราคาที่ต้องจ่ายแล้ว คนที่เพิ่งเข้าวงการซึ่งควรมีสิทธิได้แสดงความเห็นหรือปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ย่อมจ่ายแพงกว่า เจ็บกว่าแน่นอน
โคลเอ ลอว์ส (Chloe Laws) ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นเหล่านี้ในเว็บไซต์ glamour ว่า “ผู้หญิงที่ออกมาตั้งคำถามหรือท้าทายระบบที่กดขี่พวกเธอ จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนิสัยและตัวตนของพวกเธออย่างหนัก […] และวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ ก็มีรากมาจากความเกลียดชังต่อผู้หญิง, การเหยียดผิว และหากคุณเป็นผู้หญิงผิวสีแล้วละก็ คุณอาจเจอทั้งสองอย่างพร้อมกันก็ได้”
อย่างไรก็ดี อาจจะด้วยยุคสมัยและบรรยากาศแห่งความเปลี่ยนแปลง ทั้งเซกเลอร์และโรนล้วนเป็นภาพแทนของคนดังหน้าใหม่ที่ไม่อยากปฏิบัติตัวตามขนบ America's Sweetheart อีกแล้ว ซึ่งก็น่าสนใจเพราะเราอาจพิจารณาได้ว่า สถานะการเป็น ‘หวานใจอเมริกัน’ นั้นมาพร้อมความนอบน้อม หัวอ่อนบางอย่าง ที่ก็เป็นไปได้ว่าอุตสาหกรรมมักพอใจคนที่ว่าง่ายมากกว่าจะช่างตั้งคำถามหรือแสดงจุดยืนบางอย่าง และการลุกขึ้นมางัดข้อกับวาทกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะโดยศิลปินรุ่นใหม่หรือศิลปินที่กระดูกแข็งแล้วนั้น ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง
อ้างอิง
https://www.glamourmagazine.co.uk/article/rachel-zegler-hollywood-backlash-snow-white
https://www.youtube.com/watch?v=zOATY-MQRF4
https://uk.news.yahoo.com/actress-isnt-afraid-rebel-against
https://www.lennyletter.com/story/jennifer-lawrence-why-do-i-make-less-than-my-male-costars