เดินหน้าแก้ รธน.อีกรอบ สภายืนยัน ‘ประชามติชั้นเดียว’
บรรยากาศการเมืองเร่ง ๆ รีบ ๆ และเต็มไปด้วยข้อขัดแย้ง มีการวิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนฉากการเมือง ด้วยการ “ยุบสภา” มากขึ้น
เมื่อ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา สภาผู้แทนฯพิจารณาเรื่องสำคัญ คือ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งมีชื่อต่าง ๆ กัน คือ
ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นผู้เสนอ ที่ประชุมรับหลักการเห็นด้วย 299-0 เสียง งดออกเสียง 172 เสียง
ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข นายปรีดา บุญเพลิง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม เป็นผู้เสนอ รับหลักการเห็นด้วย 311-0 เสียง งดออกเสียง 158 เสียง
ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง นายชัยธวัช ตุลาธน พรรคก้าวไกล เป็นผู้เสนอ มติไม่รับหลักการ 147-319 เสียง งดออกเสียง 6 เสียง
ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 36,723 คน เป็นผู้เสนอ ไม่รับหลักการ 149-306 เสียง
ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอ รับหลักการ 311-3 เสียง งดออกเสียง 147 เสียง
ถือว่า มติสภา รับหลักการ 3 ฉบับ จากนั้น ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 32 คน พิจารณา โดยใช้ร่างพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นร่างหลัก
“ช่อ พรรณิการ์ วานิช” โพสต์เฟซบุ๊กว่า จะจำวันนี้ไว้ไม่ลืม การนิรโทษกรรมที่ควรจะเป็นการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง กลับกลายเป็นการมุ่งนิรโทษให้ม็อบ กปปส. พันธมิตร ซ้ำเติมความอยุติธรรม การเลือกปฏิบัติ และการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง
เลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาชนต้องได้ 250 เสียง เพื่อผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองโดยไม่เลือกปฏิบัติให้ได้ หากมี 250 เสียง ต่อให้ สว.ไม่เห็นด้วย กฎหมายก็กลับมาสภาล่าง ใช้เสียงข้างมากยืนยันได้
ก่อนทิ้งท้ายว่า “เจอกันที่คูหาเลือกตั้ง”
หลังจากผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 3 ฉบับ สภาพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
สำหรับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ผ่านสภาผู้แทนฯ มาโดยให้ใช้ประชามติชั้นเดียว หรือ Single Majority แต่วุฒิสภาชุดที่เข้ามาใหม่ แก้ให้ใช้ประชามติ 2 ชั้น หรือ Double Majority ทำให้ต้องแขวนไว้ 180 วัน
ในการประชุมเมื่อ 16 ก.ค. สภาผู้แทนฯ โดย นายจาตุรนต์ ฉายแสง พรรคเพื่อไทย และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ พรรคประชาชน เสนอให้นำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว กลับมาขอความเห็นชอบของสภาผู้แทนฯ
ซึ่งสภาจะต้องลงมติด้วยคะแนนเสียงยืนยัน ด้วยเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของเสียงที่มีในสภา คือ 248 เสียงขึ้นไป
ทั้ง สส.จาตุรนต์ และ สส.ไอติม อภิปรายถึงความจำเป็นจะต้องยืนยันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การขอความเห็นประชาชน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วยการตั้งสภาร่างฯ ขึ้นมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ
ทั้งสองแกนนำพรรคย้ำว่า ร่างกฎหมายประชามติฉบับนี้ ไม่ได้ต้องการให้ประชามติผ่านง่าย แต่อยากให้การทำประชามติมีความชอบธรรมมากขึ้น
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเมืองเป็นมาตรฐานมากขึ้น จะต้องมาเริ่มต้นด้วยจัดทำประชามติขอความเห็นประชาชน
สภามีมติ 375-0 เสียง งดออกเสียง 80 เสียง ยืนยันร่างของสภาผู้แทนฯ ที่ให้ใช้การลงประชามติชั้นเดียว และเตรียมส่งรัฐบาล เพื่อเข้ากระบวนการประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
หลังจากที่เสียเวลาไป 6 เดือน ด้วยผลงานจากการแก้ไขของ สว.ชุด 200 คน และพรรคการเมืองที่พลิกกลับมาสนับสนุนการทำประชามติ 2 ชั้น
คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก ก่อนที่ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ฉบับที่สภาผู้แทนฯ เพิ่งลงมติยืนยัน จะมีผลบังคับใช้
จากนี้ไปเป็นช่วงที่จะต้องเริ่มดำเนินการตามกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอีกรอบ และยังเป็น “งานยาก” อยู่
เส้นทางข้างหน้าของการทำประชามติ เพื่อนำไปสู่การแก้ไข หรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แทนฉบับ 2560 ยังจะต้องผ่าน แรงต้านและอุปสรรคต่าง ๆ อีกมาก
เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ถือเป็น “ไพ่ใบสำคัญ” ของกลุ่มอำนาจ เพราะถือเป็นกติกาที่ทำให้การเมืองไทย อยู่ภายใต้กรอบความคิดของฝ่ายที่จัดให้มีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา
ในการประชุมสภา เริ่มได้ยินเสียงปรารภของ สส. แสดงความไม่แน่ใจว่า สภาจะอยู่อีกนานหรือไม่ จะเกิดการยุบสภาเมื่อไหร่หรือไม่
จากนี้ไป ต้องจับตาดูกันว่า ในเวลาที่เหลืออีก 2 ปีก่อนสิ้นวาระในเดือน พ.ค. 2570 รัฐบาล และสภา จะ “เคลียร์การบ้าน” ที่วางกองอยู่ได้มากน้อยแค่ไหน
ทั้งการสะสางคดีฮั้ว สว. และคดีสำคัญต่าง ๆ รวมถึงการทำประชามติ ขอความเห็นประชาชน เพื่อมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ไปยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
ทั้งหมดนี้ จะมีผลกำหนดอนาคตการเมืองของประเทศ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เดินหน้าแก้ รธน.อีกรอบ สภายืนยัน ‘ประชามติชั้นเดียว’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net