โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่ในครอบครัวขุนนางตกอับ (อ่านฟรีทุกวัน)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 29 ก.ย 2568 เวลา 01.37 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2568 เวลา 09.32 น. • Deerjulalak
หญิงสาวที่เกิดมามีขาพิการตั้งแต่เกิดทำให้ไม่เคยได้รับความรักจากผู้ให้กำเนิด ทั้งชีวิตของเธอจึงมีเพียงปู่กับย่าเพียงเท่านั้น แต่นึกไม่ถึงว่าเมื่อเธอต้องสิ้นลมจากไปแล้วจะไปโผล่ยังสถานที่ที่ไม่คาดคิด !!!

ข้อมูลเบื้องต้น

‘ หนิงเฟยเซียน ’ หญิงสาวในยุคปัจจุบันที่เกิดมามีขาพิการตั้งแต่เกิด ทำให้เป็นที่รังเกียจและไม่เคยได้รับความรักจากผู้เป็นบิดามารดาแม้แต่ครั้งเดียว เนื่องจากผู้ให้กำเนิดทั้งสองคนมีพี่ชายของเธอเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนผู้เดียวก็เพียงพอแล้ว แต่เธอก็ยังโชคดีที่มีปู่กับย่าคอยดูแลและเอาใจใส่เป็นอย่างดี ซึ่งทั้งสองคนก็พยายามมอบความรักและพร่ำสอนสิ่งต่าง ๆ ให้แก่หลานสาวผู้นี้อย่างดีที่สุด แต่แล้วกาลเวลาก็พรากผู้ที่เป็นที่รักและที่พึ่งทางจิตใจของเธอไปจนหมด เมื่อจิตใจบอบช้ำร่างกายจึงได้อ่อนแอลงไปด้วย จนท้ายที่สุดหนิงเฟยเซียนจึงต้องลาจากโลกใบนี้ไปตลอดกาล

ไม่คาดคิดว่าการสิ้นลมหายใจในครั้งนี้ที่ควรจะเป็นจุดจบของชีวิต จะกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอีกชีวิตต่อจากนี้ เพราะหนิงเฟยเซียนได้ไปโผล่ในสถานที่ที่เธอไม่เคยได้คาดคิดมาก่อน สถานที่ที่เธอเคยได้อ่านเจอในหนังสือนิยายปริศนาเล่มหนึ่ง !!!

บทนำ

เคยไหม…….

เคยน้อยใจในโชคชะตาของตนเองหรือเปล่า ???

เมื่อครั้งที่ยังเป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ‘ หนิงเฟยเซียน ’ เคยตั้งคำถามกับตนเองแบบนี้อยู่หลายครั้งหลายครา เนื่องจากไม่รู้ว่าทำไมเด็กผู้หญิงคนอื่นถึงได้รับความรักจากผู้ให้กำเนิดอย่างไม่มีข้อแม้ ทำไมเด็กผู้หญิงคนอื่นถึงได้รับความอบอุ่นจนเต็มหัวใจจากพ่อแม่และพี่น้องของพวกเธอ แม้ว่าชีวิตนี้เธอจะไม่ค่อยได้ออกไปใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกอย่างเช่นเด็กผู้หญิงคนอื่นบ่อยครั้งนัก แต่เธอก็มักจะท่องโลกกว้างทางอินเทอร์เน็ตอยู่บ่อยครั้ง จึงได้พบเจอการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ของครอบครัวอื่นผ่านทางโซเชียลมีเดียอยู่เป็นประจำ แม้ว่าการที่นำชีวิตของคนอื่นมาเปรียบเทียบกับชีวิตตนเองจะเป็นเรื่องที่ไม่สมควรนัก เพราะต่างคนต่างก็ต้องมีชีวิตที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ร้อยพ่อพันแม่จะมีชีวิตที่เหมือนกันได้อย่างไร แต่เธอก็ต้องยอมรับอย่างไม่อายว่าตนเองเกิด ‘ ความรู้สึกอิจฉาริษยา ’ อยู่ภายในใจ และโหยหาความรักจากผู้ให้กำเนิดทั้งสองคนมาตั้งแต่ยังเด็ก และเสียน้ำตาให้กับสิ่งที่ต้องการไขว่คว้าแต่ได้กลับมาเพียงความว่างเปล่าเสมอมา จนน้ำตาของเธอเริ่มจะเหือดแห้งไปตามกาลเวลาที่ช่วยเยียวยาบาดแผลในจิตใจของเธอจนรู้สึกคุ้นชินไปในที่สุด

เมื่อเติบโตเป็นหญิงสาวความรู้สึกเช่นนั้นก็เบาบางลงไปจนแทบจะไม่สามารถสัมผัสถึงได้อีกแล้ว เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะไปเรียกร้องในสิ่งที่ผู้ให้กำเนิดไม่ได้มีความยินดีจะมอบให้เธอ ในเมื่อพวกเขามีพี่ชายของเธอที่สมควรจะได้รับความรักความเอาใจใส่เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ในเมื่อเขาทั้งหล่อเหลาและเฉลียวฉลาดไม่แพ้ใคร นอกจากนี้ยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงซึ่งสามารถเป็นที่เชิดหน้าชูตาของผู้ให้กำเนิดได้อย่างภาคภูมิ ไม่มีที่ว่างของความรู้สึกที่เธอจะสามารถแทรกเข้าไปได้เลย

นอกจากนี้หนิงเฟยเซียนก็ยังมีปู่และย่าที่คอยเอาใจใส่และมอบความรักให้เธอจนมากล้น เพื่อไม่ให้หลานสาวเพียงคนเดียวจะต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจให้กับความลำเอียงจากผู้ให้กำเนิด ทำให้แม้ว่าเธอจะไม่ได้มีร่างกายที่สมบูรณ์เหมือนกับคนอื่นแต่ก็มีความสุขอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อความชราภาพและกาลเวลาได้พรากลมหายใจของปู่ผู้เป็นที่รักไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ และไม่นานหลังจากนั้นที่พึ่งทางจิตใจเพียงหนึ่งเดียวอย่างผู้เป็นย่าก็จากเธอไปด้วยเช่นเดียวกัน ทำให้เธอจะต้องเผชิญอยู่กับโลกที่กว้างใหญ่ทว่าให้ความรู้สึกคับแคบสำหรับเธออยู่เพียงผู้เดียว จนท้ายที่สุดหญิงสาวผู้น่าสงสารก็ได้จากไปด้วยเช่นเดียวกัน ท่ามกลางความโศกเศร้าของแม่นมที่เลี้ยงดูและดูแลเธอมาตั้งแต่ยังแบเบาะ และสีหน้าที่มีแต่ความเฉยชาของผู้ให้กำเนิดและพี่ชายฝาแฝดที่ลืมตาออกมาดูโลกก่อนเธอเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

………………………..

‘ ตระกูลหนิง ’ เป็นตระกูลที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตสินค้าและบริการที่มีสาขามากมายเกือบจะครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ แม้ว่าคนตระกูลหนิงจะร่ำรวยมากแค่ไหนแต่สมาชิกในครอบครัวตระกูลหนิงสายหลักก็ไม่ได้มีหลายคนมากถึงเพียงนั้น ทำให้เวลาที่คนตระกูลหนิงสายหลักออกงานครั้งไหนก็จะต้องตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนและสำนักข่าวได้อย่างไม่ยากเย็น

‘ หนิงฟู่หลง ’ เป็นชายวัยกลางคนที่ยังคงมีใบหน้าหล่อเหลาและรูปร่างกำยำไม่ได้แตกต่างไปจากเมื่อครั้งยังอยู่ในวัยหนุ่มมากนัก เขาเดินเคียงคู่มากับภรรยาอย่าง ‘ หรูฟางชิง ’ ที่ยังคงงดงามอ่อนหวานและมีรอยยิ้มประดับประดาอยู่บนใบหน้าไม่จางหาย ไม่ว่าใครจะจ้องมองมาก็ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและสบายใจให้กับท่าทางที่เข้าหาง่ายและเป็นกันเองของคุณนายตระกูลหนิง ด้านหลังของทั้งสองคนยังมี ‘ หนิงซูเหวิน ’ บุตรชายคนโตที่เป็นที่น่าภาคภูมิใจของทั้งสองคน เขามีใบหน้าหล่อเหลาไม่แพ้ชายใด นอกจากใบหน้าและรูปร่างที่สมบูรณ์แบบของหนิงซูเหวินจะสามารถดึงดูดสายตาของผู้หญิงภายในงานเลี้ยงได้อย่างง่ายดายแล้ว ความเฉลียวฉลาดและความร่ำรวยของตระกูลหนิงที่อยู่เบื้องหลังของเขายังเป็นที่หมายปองของตระกูลอื่น ๆ เนื่องจากอยากจะครอบครองหัวใจของหนิงซูเหวินที่อยู่ในวัยยี่สิบสามปี ซึ่งเหมาะสมที่จะสร้างครอบครัวของตนเองได้แล้ว ว่ากันว่าหากสตรีคนใดได้แต่งงานกับเขาคงจะมีความสุขและสบายไปทั้งชาติ !!!

นอกจากคนตระกูลหนิงแล้วยังมีตระกูลที่มีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจน้อยใหญ่มาร่วมงานการกุศลในครั้งนี้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะนอกจากจะสามารถสร้างชื่อเสียงที่ดีงามในการประมูลสิ่งของเพื่อนำรายได้ทั้งหมดไปบริจาคให้แก่สถานสงเคราะห์ที่ต่าง ๆ แล้ว พวกเขายังถือโอกาสที่ดีเช่นนี้พูดคุยสนทนากันในเรื่องของธุรกิจ และมองหาคู่ครองที่เหมาะสมให้แก่บุตรหลานของตนเองด้วยเช่นเดียวกัน

เมื่อจบงานเลี้ยงการกุศลในค่ำคืนที่แสนวิเศษ ข่าวที่แพร่กระจายไปเป็นวงกว้างคงไม่พ้นข่าวที่ว่าคนตระกูลหนิงบริจาคเงินนับร้อยล้านหยวนให้กับสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

‘ ใครจะร่ำรวยและมีน้ำใจได้เทียบเท่ากับคนตระกูลหนิงได้อีก การได้เกิดในครอบครัวตระกูลหนิงเป็นพรวิเศษของสวรรค์อย่างแท้จริง !!! ’

ในสายตาของคนอื่นสองสามีภรรยาช่างเป็นผู้ที่ใจกว้างและมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะพวกเขาไม่เพียงแค่ร่ำรวยทรัพย์สินเพียงเท่านั้นแต่ยังร่ำรวยน้ำใจยิ่งกว่าใครทั้งสิ้น ยิ่งเมื่อผู้นำตระกูลหนิงสายหลักอย่าง ‘ หนิงฟู่ไห่ ’ และภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายสิบปีอย่าง ‘ หวางเจียวจิง ’ ได้วางมือจากธุรกิจและงานสังคมต่าง ๆ เพราะเริ่มเข้าสู่วัยชราภาพแล้วจึงอยากจะพักผ่อนอยู่ที่คฤหาสน์และสถานที่ต่าง ๆ ในปั้นปลายของชีวิต และยังอยากจะอยู่กับหลานสาวอย่าง ‘ หนิงเฟยเซียน ’ ที่เกิดมามีร่างกายอ่อนแอจนไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างผู้อื่น ทำให้ผู้คนไม่ได้รู้จักถึงรูปร่างหน้าตาของทายาทผู้นี้ แต่ถ้าหากว่าให้พวกเขาคาดเดาแล้วเธอที่เป็นน้องสาวฝาแฝดของหนิงซูเหวินที่เป็นชายในอุดมคติของหญิงสาวค่อนประเทศ เธอก็คงจะมีใบหน้าที่งดงามไม่แพ้ผู้ใดอย่างแน่นอน น่าเสียดายที่ใบหน้างดงามเช่นนั้นจะต้องมีร่างกายและสุขภาพที่อ่อนแอจนคนตระกูลหนิงจะต้องเลี้ยงดูเธออย่างประคบประหงมยิ่งกว่าไข่ในหินเสียอีก

แม้ว่าค่านิยมของพวกเขาจะรักใคร่บุตรชายมากกว่าบุตรสาว เพราะบุตรชายสามารถสืบทอดทายาทของตระกูลให้แก่พวกเขาได้ แต่อย่าลืมว่าบุตรสาวก็มีโอกาสที่จะสามารถตบแต่งเข้าไปในตระกูลที่ดีและช่วยส่งเสริมตระกูลเดิมของตนเองได้เช่นกัน แต่ถ้าหากว่าบุตรสาวที่เกิดมามีร่างกายอ่อนแอจนไม่สามารถช่วยส่งเสริมตระกูลเดิมของตนเองได้ บุตรสาวเช่นนั้นยังมีประโยชน์อยู่หรือไม่

‘ ผู้ให้กำเนิดและพี่ชายของหนิงเฟยเซียนช่างใจกว้างและรักใคร่สตรีอ่อนแอผู้นี้เหลือเกิน !!! ’

ไม่อย่างนั้นจะมีอาจารย์มากความสามารถในด้านต่าง ๆ เข้าออกในคฤหาสน์ที่ใหญ่โตของตระกูลหนิงได้อย่างไร นั่นก็หมายความว่าพ่อแม่ของเธอพยายามมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่บุตรสาวอ่อนแออย่างหนิงเฟยเซียน โดยไม่ได้สนใจว่าเธอจะมีร่างกายอ่อนแอและมีประโยชน์หรือไม่ !!!

………………………

หญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าต่างบานโตที่ถูกเปิดออกกว้าง เพื่อให้สายลมบางเบาพัดพาเข้ามาภายในห้องและเพื่อให้แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาเล็กน้อย ทำให้ผู้ที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างก็รู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่า ผมยาวสลวยสีดำถูกปล่อยสยายจนเต็มแผ่นหลังบอบบาง ผมสองช่อที่ตกลงปรกอยู่ข้างแก้มปลิวเล็กน้อยเพราะสายลมที่พัดพาเข้ามา ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำกวาดสายตาไปตามตัวหนังสือเล่มโตที่อยู่ในมือ แววตาของเธอเปลี่ยนไปมาตามเนื้อหาของตัวหนังสือที่อ่าน จมูกโด่งเป็นสันได้รูปสวย ริมฝีปากกระจับได้รูปซีดเซียวอยู่บ้าง ร่างกายบอบบางเพราะสุขภาพที่ไม่ได้สมบูรณ์แข็งแรงมาตั้งแต่เกิด

‘ หนิงเฟยเซียน สตรีที่ต้องนั่งอยู่บนรถเข็นมาตั้งแต่เล็กจนโต !!! ’

“ คุณหนูคะ ได้เวลาทานข้าวแล้วค่ะ ”

เสียงของ ‘ แม่นมหม่า ’ เรียกให้หนิงเฟยเซียนต้องตื่นจากภวังค์ในทันที หากว่าเธอได้อ่านหนังสือแล้วเธอจะจดจ่ออยู่กับหนังสือจนลืมเวลา ทำให้ผู้เป็นปู่และย่ารวมไปถึงแม่นมต้องห่วงใยจนต้องคอยเตือนเธอในตอนที่ถึงเวลาของอาหารอยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าเธอจะสามารถเข็นรถเข็นไปที่ห้องอาหารได้ด้วยตนเอง แต่เมื่อใดก็ตามที่เธอได้ท่องโลกของหนังสือเธอก็มักจะลืมเวลาอยู่บ่อยครั้ง เพราะคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงอย่างเธอจะต้องทานอาหารและยาให้ตรงเวลาอยู่เสมอ ไม่อย่างนั้นร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วจะยิ่งทรุดลงมากกว่าเดิม ซึ่งเธอไม่อยากจะให้คนที่ห่วงใยทุกข์ใจในสุขภาพของตนเองแต่อย่างใด เธอจึงได้พยายามดูแลร่างกายของตนเองให้ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นจะต้องถูกผู้เป็นปู่และย่ารวมไปถึงแม่นมของเธอดุอย่างแน่นอน

“ เข้าใจแล้วค่ะ ”

หนิงเฟยเซียนยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยเมื่อแม่นมหม่าเดินเข้ามาใกล้เธอ แล้วเข็นรถเข็นคู่ใจตรงไปยังห้องอาหารที่อยู่ไม่ไกลไปจากห้องหนังสือแห่งนี้มากนัก เมื่อไปถึงเธอได้เจอกับผู้เป็นปู่และย่านั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทำให้เธอต้องยกยิ้มกว้างออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เพราะในวันนี้เธอจะได้ทานอาหารร่วมกับผู้เป็นปู่และย่าเช่นเคย

“ หลานทำให้คุณปู่กับคุณย่าต้องรออีกแล้วค่ะ ขอโทษนะคะ ”

ขอเพียงมีปู่ ย่า และแม่นมอยู่เคียงข้าง เธอก็ไม่ได้หวังสิ่งใดไปมากกว่านี้อีกแล้ว เพราะรู้ดีว่าสตรีร่างกายพิกลพิการมาตั้งแต่กำเนิดเช่นเธอ ไม่อาจจะทำให้ผู้เป็นพ่อแม่และพี่ชายของเธอรักใคร่และห่วงใยในตัวของเธอได้อย่างแน่นอน ซึ่งเธอก็รู้สึกชินชาในเรื่องนี้มานานหลายปีแล้ว พวกเราเพียงแค่อยู่ร่วมรั้วเดียวกันแต่อยู่คนละชายคาแบบนี้ต่อไป พวกเขาอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ที่อยู่ด้านหน้า ส่วนเธออยู่ที่เรือนหลังเล็กด้านหลังอย่างนี้ต่อไปเท่านั้น แม้เรือนหลังเล็กแห่งนี้จะไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่ก็สะดวกสบายและอบอุ่นเนื่องจากผู้เป็นปู่และย่าหอบข้าวของมาอยู่กับเธอได้หลายปีแล้ว ตั้งแต่ที่ท่านทั้งสองคนวางมือจากธุรกิจของตระกูลและลดการออกงานสังคมบ้าง ท่านทั้งสองคนก็ขนข้าวของเครื่องใช้มาอยู่กับเธออีกทั้งยังโกรธเคืองผู้ที่อยู่คฤหาสน์หลังใหญ่เป็นฟืนเป็นไฟ และพยายามจะพูดให้ทั้งสามคนรักใคร่ในตัวของเธอบ้าง แต่เธอรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้ไม่สามารถบังคับความรู้สึกกันได้อยู่แล้ว และเธอก็ไม่ได้ต้องการความรู้สึกจอมปลอมที่จำใจต้องทำแต่อย่างใด

‘ คนเขาไม่รัก ต่อให้ทำดีแค่ไหนเขาก็ไม่รักอยู่ดีไม่ใช่เหรอ ? ’

บุตรสาวที่น่ารังเกียจ

“ ผัดผักจานนี้อร่อยมาก หลานกินเยอะ ๆ เล่า ย่ารู้สึกว่าหลานจะผอมไปหน่อย ”

หวางเจียวจิงใช้มือเหี่ยวชราตามกาลเวลาของตนเองเอื้อมไปจับช้อนกลางที่อยู่จานผัดผักที่มีสีสันน่ารับประทาน จากนั้นก็ตักผัดผักให้หลานสาวที่นั่งอยู่ด้านข้างอย่างเอาอกเอาใจ การกระทำของหญิงชราผู้นี้ไหลลื่นเป็นธรรมชาติเนื่องจากว่าทำเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร และเมื่อได้เห็นหลานสาวใช้ช้อนตักผัดผักให้ตนเอง อีกทั้งยังเอื้อมมือตักอาหารให้กับชายชราที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยเช่นเดียวกัน หญิงชราก็ยกยิ้มกว้างออกมาด้วยความรู้สึกสุขล้น

‘ หลานสาวของเธอน่ารักและช่างเอาอกเอาใจคนแก่เช่นนี้ แล้วจะไม่ให้เธอและสามีรักใคร่ได้อย่างไร ’

แม้ว่าหนิงเฟยเซียนผู้เป็นหลานสาวจะไม่ได้มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงเหมือนกับบุตรสาวของตระกูลอื่น อีกทั้งขาทั้งสองข้างยังไร้เรี่ยวแรงและไม่มีความรู้สึก จนทำให้เธอไม่สามารถเดินเหินด้วยตนเองได้เช่นคนปกติ และต้องอาศัยรถเข็นเพื่อใช้ในการเคลื่อนที่มาตั้งแต่เล็กจนโต ก็ไม่ได้ทำให้เธอและสามีรู้สึกรังเกียจในตัวหลานสาวผู้นี้แต่อย่างใด

กลับกัน….เธอกลับรู้สึกสงสารเวทนาในชะตาชีวิตของหลานสาวที่ต้องเกิดมาไม่เหมือนผู้อื่น ทำให้บุตรชายและบุตรสะใภ้ของเธอไม่ชอบใจในตัวของบุตรสาวคนเล็ก จนเลี้ยงดูเธออย่างทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ให้มีเพียงแม่นมหม่าคอยดูแลเพียงเท่านั้น ผู้ใดจะเชื่อว่าชายหญิงที่มีน้ำใจและความเมตตาจากตระกูลหนิงที่มักจะบริจาคเงินจำนวนมากมายมหาศาลให้แก่สถานสงเคราะห์และหน่วยงานต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง จะเป็นบิดามารดาที่ละเลยบุตรสาวที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองได้ลงคอ เมื่อได้รู้ว่าหนิงเฟยเซียนไม่ได้มีร่างกายที่ปกติเหมือนผู้อื่นเพียงเท่านั้น

คราแรกที่รู้ว่าตระกูลหนิงกำลังจะมีทายาทพร้อมกันถึงสองคน คนตระกูลหนิงต่างก็รู้สึกยินดีอย่างถึงที่สุด มีการจัดงานเลี้ยงฉลองขึ้นภายในตระกูลสำหรับผู้เป็นเจ้านาย หรือแม้แต่ข้ารับใช้ต่างก็ได้รับอาหารและเครื่องดื่มที่เลิศรสด้วยเช่นกัน เพราะหรูฟางชิงที่ตบแต่งเข้าตระกูลหนิงได้เพียงห้าเดือนได้ตั้งครรภ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังมีทารกอยู่ภายในครรภ์ของเธอถึงสองคนอีกด้วย

เมื่อสองฝาแฝดชายหญิงลืมตาขึ้นมาดูโลกในอีกหลายเดือนต่อมา ด้วยใบหน้าน่าเกลียดน่าชังยิ่งกว่าเด็กทารกคนใด และผิวพรรณที่ขาวกระจ่างอย่างผู้ที่เกิดจากตระกูลที่ดี ทำให้สองฝาแฝดตกเป็นที่รักของทุกคนในตระกูลหนิงสายหลักได้ในทันที ทุกคนต่างก็ดูแลและประคบประหงมสองฝาแฝดอย่างดีที่สุด

แต่เมื่อถึงวัยที่จะต้องเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะทั้งคลานหรือเดิน ฝาแฝดคนพี่อย่างหนิงซูเหวินก็มีพัฒนาการในการเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างสมวัย แต่ฝาแฝดคนน้องอย่างหนิงเฟยเซียนกลับมีบางอย่างที่ผิดปกติจนทุกคนสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเธอไม่ยอมเดินเสียทีอีกทั้งในตอนที่คลานยังสามารถทำได้ด้วยความยากลำบาก ทำให้คนตระกูลหนิงรู้สึกได้ว่าอาจจะมีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับฝาแฝดคนน้องอย่างหนิงเฟยเซียนเป็นแน่

แพทย์ผู้มากความสามารถถูกเชื้อเชิญเข้ามาภายในคฤหาสน์ของตระกูลหนิง เพื่อตรวจดูร่างกายของเด็กหญิงตัวน้อยอย่างหนิงเฟยเซียน หนิงฟู่ไห่และหวางเจียวจิงยังคงจดจำทุกคำพูดและสีหน้าของแพทย์ผู้มากความสามารถผู้นั้นได้เป็นอย่างดี แม้ว่าเหตุการณ์ในตอนนั้นจะผ่านมานานมากกว่ายี่สิบปีแล้ว

‘ เอ่อ ขาของคุณหนูมีปัญหาครับ ไม่แน่ว่า…คุณหนูอาจจะไม่สามารถเดินได้ไปตลอดชีวิตครับ ’

แม้หนิงฟู่ไห่และหวางเจียวจิงผู้เป็นปู่และย่าของเด็กหญิงตัวน้อยจะรู้สึกเสียใจและผิดหวังมากอย่างไร แต่ทั้งสองคนก็สามารถทำใจได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าใดนัก เพราะแม้หนิงเฟยเซียนจะเป็นผู้พิการที่ไม่สามารถเดินได้ แต่ด้วยความน่ารักและช่างออดอ้อนของหลานสาวตัวน้อยก็สามารถทำให้ทั้งสองคนทำใจยอมรับ และรักใคร่ในตัวของหนิงเฟยเซียนเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพราะถึงแม้เธอจะเป็นอย่างไรแต่เธอก็เป็นหลานสาวของพวกเขาอยู่ดี และพวกเขาจะใจไม้ไส้ระกำทอดทิ้งหลานสาวที่น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้ได้อย่างไร

แม้ว่าผู้เป็นปู่และย่าจะทำใจยอมรับในตัวของหนิงเฟยเซียนอย่างไม่มีข้อแม้อย่างไร แต่บิดามารดาของเธอไม่ได้เป็นเช่นพวกเขาแม้แต่น้อย หลังจากที่หนิงฟู่หลงและหรูฟางชิงได้รับรู้ว่าบุตรสาวคนเล็กของพวกเขาจะไม่สามารถเดินได้ไปตลอดชีวิต สองสามีภรรยาที่มากความสามารถทำสิ่งใดด้วยความสมบูรณ์แบบและสามารถควบคุมได้แทบจะทุกสิ่งทุกอย่าง ชายหญิงที่คร่ำหวอดในวงการธุรกิจและประสบความสำเร็จมากมายไม่อาจจะสามารถทำใจยอมรับได้ พวกเขาทั้งสองคนที่สมบูรณ์แบบมากถึงเพียงนี้จะสามารถให้กำเนิดบุตรสาวที่พิกลพิการจนไม่อาจเดินด้วยตนเองได้อย่างไร พวกเขาคิดว่าจะต้องมีสิ่งใดผิดพลาดเป็นแน่ และสิ่งที่ผิดพลาดจะต้องเป็นเพราะตัวของหนิงเฟยเซียนเอง พวกเขาที่เป็นผู้ให้กำเนิดไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วยแต่อย่างใด

อีกทั้งยังให้แพทย์ผู้มากความสามารถที่มาตรวจร่างกายของหนิงเฟยเซียนในวันนั้นปกปิดเรื่องความพิกลพิการของบุตรสาวคนเล็กจากตระกูลหนิงเป็นความลับ โดยให้ทุกคนรับรู้เพียงแค่ว่าบุตรสาวคนเล็กผู้นี้ร่างกายอ่อนแอเท่านั้น เพราะถ้าหากให้สังคมภายนอกได้รับรู้ว่าพวกเขาทั้งสองคนให้กำเนิดบุตรสาวที่พิกลพิการอย่างหนิงเฟยเซียน พวกเขาจะต้องเป็นที่หัวเราะเยาะของผู้อื่นและเสียชื่อเสียงอย่างแน่นอน

หลังจากนั้นเป็นต้นมาหนิงฟู่หลงและหรูฟางชิงจึงได้เฉยเมยต่อบุตรสาวคนเล็กของตนเอง โดยให้หนิงเฟยเซียนอยู่ในความดูแลของแม่นมหม่าเพียงคนเดียวเท่านั้น และมอบความรักและความเอาใจใส่ทั้งหมดให้แก่บุตรชายอย่างหนิงซูเหวิน ทำให้หนิงซูเหวินได้รับสิ่งที่ดีที่สุดมาตั้งแต่เด็กและเริ่มชื่นชอบความสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับผู้เป็นบิดามารดา และน้องสาวที่ขาพิการของเขาจะไม่ใช่สิ่งที่ด่างพร้อยในชีวิตที่สมบูรณ์แบบของเขาได้อย่างไร

เด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่บนรถเข็นมักจะจ้องมองลงมาจากหน้าต่างของห้องนอนอยู่บ่อยครั้ง เพื่อมองดูคนด้านล่างทั้งสามคนที่กำลังหัวเราะกันอย่างมีความสุข เนื่องจากได้สังเกตเห็นว่ามีผีเสื้อสีสันสดใสบินมาเกาะที่ปลายจมูกของเด็กชายผู้หนึ่ง เด็กชายที่มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนเธอไม่มีผิดเพี้ยน แต่สีหน้าของเขาช่างผ่อนคลายและสดใส ไม่ได้มีสีหน้าอมทุกข์ หม่นหมอง และอิจฉาริษยาเช่นเธอแต่อย่างใด

‘ เธอมันก็เป็นเพียงแค่ส่วนเกิน ’

หลายครั้งที่หนิงเฟยเซียนพยายามจะเข้าไปพูดคุยกับผู้ให้กำเนิดและพี่ชายของเธอ เพราะเธอก็โหยหาความรักจากพวกเขาด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่าพวกเขาไม่อาจจะมอบความรู้สึกเช่นนั้นให้เธอได้มากมายนัก แต่ก็ควรจะมอบให้เธอสักเล็กน้อยก็ยังดีไม่ใช่หรืออย่างไร แต่แม้ว่าเธอจะยังเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งแต่ก็เข้าใจในสีหน้าและท่าทางของทั้งสามคนได้เป็นอย่างดี

‘ พวกเขารังเกียจเธอราวกับไส้เดือนกิ้งกือ ’

แม้ว่าบิดามารดาและพี่ชายจะไม่รักใคร่ในตัวของหนิงเฟยเซียน แต่ผู้เป็นปู่และย่ากลับรักใคร่และเอาใจใส่เธอมากกว่าใคร ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหนิงฟู่ไห่และหวางเจียวจิงต่างก็เฟ้นหาอาจารย์ที่มากความสามารถในด้านต่าง ๆ มาพร่ำสอนความรู้มากมายให้แก่ผู้เป็นหลานสาว แม้ว่าหนิงเฟยเซียนจะไม่ได้ไปเล่าเรียนในโรงเรียนเหมือนกับเด็กคนอื่น เนื่องจากผู้ให้กำเนิดไม่ต้องการที่จะให้ผู้อื่นรู้ว่าบุตรสาวคนเล็กของพวกเขาอยู่ในสภาพที่น่าอดสูมากเพียงใด แต่เธอก็สามารถพูดและเขียนได้หลายภาษา และสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วจนเหล่าอาจารย์ทั้งหลายต่างก็เอ่ยปากชื่นชมเป็นเสียงเดียวกัน

‘ ลูกหลานของอัจฉริยะตระกูลหนิงจะโง่เขลาเบาปัญญาได้อย่างไร ผู้เป็นพี่ชายอย่างหนิงซูเหวินหน้าตาดีและฉลาดเฉลียวมากเพียงใด น้องสาวอย่างหนิงเฟยเซียนก็ไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าเขาแม้แต่น้อย ถ้าหากบิดามารดาอย่างหนิงฟู่หลงและหรูฟางชิงมีจิตใจเมตตาต่อบุตรสาวของตนเองมากกว่านี้ หนิงเฟยเซียนผู้นี้อาจจะทอแสงและโดดเด่นไม่แพ้ผู้เป็นพี่ชายเป็นแน่ ช่างน่าเวทนาในชะตาชีวิตของหญิงสาวผู้นี้เหลือเกิน !!! ’

“ คุณย่าคะ ๆ !!! ”

หนิงเฟยเซียนเรียกขานผู้เป็นย่าของตนเองหลายครั้งหลายครา เนื่องจากเห็นว่าหญิงชราได้นั่งนิ่งและมีสีหน้าครุ่นคิดราวกับมีเรื่องที่ต้องคิดไม่ตก ทำให้เธอรู้สึกเป็นกังวลใจด้วยเช่นเดียวกัน เพราะทั้งผู้เป็นปู่และย่าของเธอก็ชราภาพมากแล้วการที่มีเรื่องให้ต้องคิดมากมายนักก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าใดนัก

“ หืม หลานเรียกย่าเหรอ ”

เมื่อได้ยินหลานสาวเอ่ยเรียกเสียงดังกว่าที่เคยหวางเจียวจิงจึงตื่นจากภวังค์ได้ในที่สุด เมื่อสักครู่เธอเพียงเผลอคิดถึงเรื่องของอดีตเพียงเท่านั้น ไม่นึกว่าตนเองจะเผลอเหม่อลอยจนทำให้หลานสาวต้องเป็นห่วงเช่นนี้ เพราะคิ้วทั้งสองข้างของหนิงเฟยเซียนที่กำลังขมวดจนยุ่งสามารถบ่งบอกถึงความรู้สึกของหลานสาวได้เป็นอย่างดี

“ ใช่ค่ะ หลานเรียกคุณย่าตั้งนานแล้วค่ะ หลานจะถามว่าวันนี้คุณปู่ไปไหนคะ หลานไม่เห็นคุณปู่ตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ ”

หวางเจียวจิงยกยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับหลานสาวของตนเอง จากนั้นก็เอื้อมมือที่เหี่ยวย่นลูบไล้เส้นผมของหลานสาวอย่างเอ็นดู เมื่อเช้าสามีของเธอบอกว่าจะเข้าไปดูบริษัทเสียหน่อยเพราะเขาไม่ได้ไปดูนานแล้ว ตั้งแต่ที่เธอและสามีวางมือจากธุรกิจเพื่อให้บุตรชายได้สานต่อ ทั้งสองคนก็ไม่ค่อยได้เข้าไปดูงานในบริษัทมากนัก แต่จะใช้เวลาส่วนมากอยู่ที่เรือนหลังเล็กด้วยกันอย่างสงบสุขเท่านั้น มีบ้างที่เธอและสามีพร้อมทั้งหลานสาวปกปิดใบหน้าของตนเอง เพื่อไม่ให้ผู้คนรู้ถึงตัวตนจนเกิดความวุ่นวาย แล้วพาหลานสาวที่นั่งอยู่บนรถเข็นออกไปดูโลกภายนอกบ้าง ทำให้แม้ว่าหนิงเฟยเซียนจะไม่ได้ใช้ชีวิตปกติเช่นผู้อื่นแต่เธอก็ฉลาดเฉลียวและรอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ จนทำให้ผู้เป็นปู่และย่าต้องทึ่งในความสามารถของเธอหลายครั้งหลายครา

“ ปู่หลานบอกว่าจะเข้าไปดูงานในบริษัทน่ะ เดี๋ยวปู่คงกลับมาแล้วละ ”

จากนั้นสองย่าหลานก็นั่งพูดคุยกันอยู่ในสวนหย่อมขนาดเล็กที่อยู่ด้านหลังของเรือนอย่างเพลิดเพลินใจ ทั้งสองคนไม่ได้รับรู้แม้แต่น้อยว่าผู้ที่คิดว่าไปดูงานในบริษัท แท้จริงแล้วกำลังอยู่ในสถานที่ที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าบริษัทแต่อย่างใด

“ ผมเป็นอะไรกันแน่ หมอบอกผมมาเถอะ ผมก็อายุมากถึงเพียงนี้แล้วมีอะไรให้ต้องกลัวอีก ”

หนิงฟู่ไห่ในวัยแปดสิบกว่าปีรู้สึกปวดศีรษะอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ได้บอกกับภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานหลายสิบปีแต่อย่างใด เพราะเขากลัวว่าเธออาจจะเป็นห่วงเขาเกินไปนัก และตนเองอาจจะไม่ได้ป่วยเป็นอะไรร้ายแรงมากนัก เนื่องจากเขาสูงอายุมากถึงเพียงนี้แล้วจะให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงเช่นคนหนุ่มสาวตลอดไปได้อย่างไร

“ คือว่า……พบเจอเนื้องอกในสมองของคุณท่านครับ ”

“…………….!!!! ”

พบเจอหนังสือปริศนา

3 เดือนผ่านไป

หนิงเฟยเซียนที่นั่งอยู่บนรถเข็นกำลังนั่งลูบไล้เตียงนอนของผู้เป็นปู่และย่า น้ำตาของเธอค่อย ๆ เอ่อคลอที่ดวงตา จากนั้นก็เอ่อล้นออกมาไหลอาบใบหน้างดงามในที่สุด เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าระยะเวลาเพียงแค่สามเดือนเธอจะต้องสูญเสียผู้เป็นที่รักไปถึงสองคนอย่างไม่มีวันหวนกลับ ผู้ที่เคยสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างเธอไปตลอดชีวิตไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว แม้เธอจะรู้ดีว่าคนเราเกิดมาย่อมมีวันดับสิ้นไป แต่เธอก็ไม่คาดคิดว่าทั้งผู้เป็นปู่และย่าจะจากเธอไปในระยะเวลาที่แสนสั้นมากถึงเพียงนี้

“ ฮึก ๆ แล้วหลานจะอยู่กับใครล่ะคะ ”

แม่นมหม่าที่ยืนอยู่บริเวณมุมห้องก็มีน้ำตาไหลอาบใบหน้าไม่แตกต่างไปจากคุณหนูของตนเองมากนัก นอกจากเธอจะคิดถึงเจ้านายทั้งสองคนแล้วเธอก็รู้สึกสงสารหญิงสาวที่นั่งอยู่บนรถเข็นด้วยเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ที่ต้องสูญเสียผู้เป็นปู่และย่าของตนเองไป คุณหนูของเธอก็ซูบผอมยิ่งกว่าที่เคยเป็น เพราะคุณหนูสามารถกินอาหารได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น รอยยิ้มที่เคยมีก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจนเธอแทบจะไม่ได้พบเจออีกต่อไป

“ คุณหนูยังมีนมนะคะ ”

แม่นมหม่าเดินเข้าไปใกล้หนิงเฟยเซียน จากนั้นก็นั่งคุกเข่าลงที่นั่งที่พื้นแล้วเอื้อมมืออวบของตนเองเข้าไปกอบกุมมือบอบบางของหนิงเฟยเซียนเอาไว้อย่างทะนุถนอม ตั้งแต่ที่คุณหนูต้องสูญเสียผู้เป็นปู่ไปเมื่อสองเดือนก่อน จากการที่เขามีเนื้องอกขนาดใหญ่อยู่ในสมอง ไม่นึกว่าหลังจากการผ่าตัดในครั้งนั้นอาการของเขาก็ทรุดลงเรื่อย ๆ และจากไปในที่สุด ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของคุณตระกูลหนิง หลังจากที่หนิงฟู่ไห่จากไปอย่างกะทันหัน ภรรยาของเขาอย่างหวางเจียวจิงก็ตรอมใจในทันที ทำให้สุขภาพร่างกายทรุดโทรมลงไปด้วยเช่นเดียวกัน จากนั้นก็สิ้นใจไปตามสามีด้วยเช่นเดียวกัน

“ ฮือ ๆ ฮึก… ถ้าหากคุณท่านทั้งสองคนมองลงมาจากด้านบน แล้วต้องเห็นว่าคุณหนูจมปลักอยู่กับความทุกข์ใจแบบนี้ คุณท่านทั้งสองจะต้องเสียใจมากนะคะ คุณหนูได้โปรดดูแลตัวเองด้วยค่ะ ถือว่านมขอร้องนะคะ ”

คำพูดของแม่นมหม่าทำให้หนิงเฟยเซียนได้สติในที่สุด ถ้าหากว่าเธอยังคงอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาเช่นนี้แล้วผู้เป็นปู่และย่าจะจากไปอย่างหมดห่วงได้อย่างไร เธอไม่ต้องการที่จะให้วิญญาณของผู้เป็นที่รักทั้งสองคนต้องเป็นทุกข์เพราะเธอ เป็นเช่นที่แม่นมหม่าพูดไว้ไม่มีผิดเพี้ยน แม้ว่าในตอนนี้ผู้เป็นปู่และย่าจะจากเธอไปแล้ว แต่ทั้งสองคนที่อยู่บนนั้นก็ยังจะอยู่ภายในใจของเธอไม่เปลี่ยนแปลง เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวภายในโลกที่กว้างใหญ่นี้ตามลำพัง อย่างน้อยในตอนนี้เธอก็ยังมีแม่นมหม่าอยู่เคียงข้าง

“ ขอบคุณนมนะคะ ”

ไม่นานจากนั้นคนตระกูลหนิงที่อยู่ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ก็ใช้ชีวิตกันต่อไปอย่างเป็นปกติ ในตอนนี้เสมือนว่าทั้งสามคนได้หลงลืมการมีอยู่ของบุตรสาวคนเล็กของตระกูลอย่างหนิงเฟยเซียนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่างคนต่างอยู่ราวกับว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีหนิงเฟยเซียนก็ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกัน ในเมื่อพวกเขาได้มองสตรีผู้นั้นเป็นเพียงแค่อากาศธาตุเท่านั้น

หนิงเฟยเซียนอาศัยอยู่ในเรือนหลังเล็กด้านหลังกับแม่นมหม่าเพียงแค่สองคน เมื่อถึงเวลาจะมีสาวใช้นำอาหารมาส่งให้เท่านั้น ซึ่งหนิงเฟยเซียนก็ใช้เวลาส่วนมากอ่านหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าที่อยู่ภายในห้องหนังสือ เพราะเธอรู้สึกว่าการที่เธอได้ท่องเข้าไปในโลกของหนังสือจะสามารถทำให้เธอคลายความโศกเศร้าจากการสูญเสียผู้เป็นที่รักได้บ้าง เรียกได้ว่าการได้อ่านหนังสือเป็นการเยียวยาบาดแผลในจิตใจของเธอได้อย่างแท้จริง แต่เธอก็รู้ดีว่าในตอนนี้ร่างกายของตนเองได้ทรุดโทรมลงไปเรื่อย ๆ เพราะทุกครั้งที่เธอตื่นนอนในตอนเช้าเธอจะรู้สึกว่าร่างกายของตนเองหนักอึ้งขึ้นทุกวัน

หนิงเฟยเซียนเก็บหนังสือที่อยู่ในมือเข้าในชั้นวางหนังสืออย่างเป็นระเบียบ จากนั้นก็เริ่มมองหาหนังสือเล่มใหม่ที่ถูกจัดเรียงรายไว้ที่ชั้นวางหนังสืออย่างพิจารณาว่าหนังสือเล่มใดที่น่าสนใจและเธอยังไม่ได้อ่านบ้าง เนื่องจากว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอมักจะใช้เวลาว่างอ่านหนังสืออยู่เสมอ ทำให้หนังสือที่อยู่ในภายห้องแห่งนี้เคยผ่านสายตาของเธอแทบจะทั้งสิ้น คราแรกห้องหนังสือก็ไม่ได้อัดแน่นไปด้วยหนังสือมากมายถึงเพียงนี้ แต่เมื่อผู้เป็นปู่และย่าเห็นว่าหลานสาวชื่นชอบในการอ่านหนังสือมากเพียงใด ทั้งสองคนก็มักจะสรรหาหนังสือที่น่าสนใจเข้ามาไว้ในห้องหนังสือแห่งนี้อยู่เสมอ ทำให้มีหนังสือนับพันเล่มเรียงรายอยู่ตามชั้นวางหนังสืออย่างเป็นระเบียบนั่นเอง

“ หนังสือเล่มนั้น……. ”

หางตาของหนิงเฟยเซียนเหลียวไปเจอสันของหนังสือเล่มหนึ่งที่อยู่ด้านบนของชั้นวางหนังสือเข้าโดยบังเอิญ เธอกำลังครุ่นคิดว่าก่อนหน้านี้เคยมีหนังสือวางอยู่ด้านบนหรือไม่ แต่เธอเมื่อพยายามครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่สามารถจดจำได้ว่าเคยมีหนังสือวางอยู่บริเวณนั้นมาก่อน ถ้าหากว่าเธอเคยเห็นแล้วจะไม่สามารถจดจำได้อย่างไร ในเมื่อหนังสือที่ว่ามีความโดดเด่นมากถึงเพียงนั้น หนังสือเล่มสีดำที่มีความหนามากพอสมควร เพียงแค่สันของหนังสือยังมีลวดลายประหลาดสีทองที่เธอไม่เคยได้เห็นมาก่อนสลักเอาไว้อย่างประณีตงดงามถึงเพียงนั้น

ลวดลายสีทองประหลาดของหนังสือปริศนาดึงดูดความสนใจของหนิงเฟยเซียนได้ในทันที เธอจึงได้มองซ้ายมองขวาเพื่อหาแม่นมหม่าที่มักจะคอยอยู่เคียงข้างเธออยู่เสมอ แต่เมื่อนึกได้ว่าแม่นมหม่าบอกว่าจะไปทำความสะอาดห้องนอนของเธอสักพัก หนิงเฟยเซียนจึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างแสนเสียดาย เพราะร่างกายที่ต้องนั่งอยู่บนรถเข็นของเธอจะสามารถปีนป่ายเพื่อหยิบหนังสือที่อยู่บนชั้นวางหนังสือที่มีความสูงมากถึงเพียงนั้นได้อย่างไร

“ ทำยังไงดีล่ะ อยากอ่านตอนนี้จัง ”

หนิงเฟยเซียนแหงนหน้าจ้องมองไปที่หนังสือที่อยู่บนชั้นวางหนังสือตาละห้อย เธอคงจะต้องรอให้แม่นมหม่ากลับมาหาเธอที่ห้องหนังสือเสียก่อน จากนั้นค่อยรบกวนให้แม่นมของเธอหยิบหนังสือที่อยู่ด้านบนให้ เธอตัดสินใจได้แล้วว่าหนังสือเล่มนั้นจะเป็นหนังสือที่เธอจะอ่านเป็นเล่มต่อไป

แสงสีทองสว่างวาบขึ้นที่ตัวอักษรที่อยู่ด้านหน้าของหนังสือปริศนาอย่างช้า ๆ โดยที่หนิงเฟยเซียนไม่ได้รับรู้สิ่งใดแม้แต่น้อย เนื่องจากว่าด้านหน้าของหนังสือหันไปทางเพดานของห้อง และหนังสือเล่มสีดำก็อยู่สูงมากเกินกว่าที่หนิงเฟยเซียนจะสามารถสังเกตเห็นได้ถึงแสงประหลาดที่เปล่งประกายออกมาจากตัวอักษรที่อยู่บนหน้าปกของหนังสือ

พรึบบบ !!!

โดยไม่ทันได้คาดคิด…..หนังสือสีดำเล่มหนาได้ตกลงมาจากด้านบนของชั้นวางหนังสือโดยที่หนิงเฟยเซียนไม่ได้ตั้งตัว ดวงตาทั้งสองข้างของหนิงเฟยเซียนจึงได้เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ เนื่องจากว่าในตอนนี้เธอไม่อาจจะสามารถหลบได้พ้นอีกแล้ว และดูจากทิศทางของการตกลงมาของหนังสือเล่มหนาแล้ว เธอคาดว่าจะต้องตกใส่ศีรษะของตนเองอย่างแน่นอน ดวงตากลมโตทั้งสองข้างจึงได้ปิดลงในทันทีและพร้อมรับความเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้นกับร่างกายของตนเอง เธอเพียงแค่ภาวนาว่าการเอียงศีรษะและลำตัวไปด้านข้างจะสามารถทำให้ศีรษะของเธอหลบหนังสือเล่มหนาที่กำลังจะตกลงมาได้อย่างหวุดหวิด เพราะอย่างน้อยการให้หนังสือตกลงมากระแทกกับส่วนอื่นของร่างกายก็น่าจะดีกว่าการกระแทกที่ศีรษะของเธอเป็นแน่ และเธอก็ไม่ได้ต้องการที่จะหัวแตกแต่อย่างใด

“ เอ๋……… !!? ”

หนังสือสีดำเล่มหนาที่หนิงเฟยเซียนคาดว่าจะตกลงอย่างกระแทกกับร่างกายของตนเองอย่างแรง กลับตกลงมาที่หน้าตักของเธอไม่แรงเท่าใดนัก และเธอก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด นึกไม่ถึงว่าเธอจะมีความโชคดีอย่างเช่นผู้อื่นด้วยเช่นเดียวกัน

“ เฮ้อ !! รอดตัวไป ”

หนิงเฟยเซียนใช้มือบอบบางของตนเองพลิกเล่มหนังสือที่คว่ำลงอยู่บนหน้าตักของเธออย่างระมัดระวัง และเมื่อเธอสามารถมองหนังสือเล่มหนาได้อย่างชัดเจนแล้ว แววตาของเธอที่ทอแววประกายตื่นเต้นขึ้นมาในทันที เพราะแม้ว่าหนังสือเล่มสีดำที่อยู่บนหน้าตักจะมีหน้าปกราบเรียบ มีเพียงตัวอักษรสีทองประณีตโดดเด่นถูกสลักเอาไว้เพียงเท่านั้น แต่หัวใจของเธอกลับเต้นกระหน่ำราวกับตีกลอง และรู้สึกเหมือนว่าได้เจอสิ่งที่น่าสนใจและรอคอยอย่างไรอย่างนั้น

หนิงเฟยเซียนใช้นิ้วมือเรียวเล็กลูบไล้ไปบนตัวอักษรที่อยู่บนหน้าปกของหนังสืออย่างเชื่องช้า ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำกวาดสายตาไปตามตัวอักษรที่อยู่บนหน้าปก จากนั้นริมฝีปากได้รูปก็ค่อย ๆ เอื้อนเอ่ยชื่อของหนังสือที่อยู่บนหน้าปกออกมาอย่างสนอกสนใจ

“ ลิขิตรักเหนือเหมันต์ หืม… เป็นหนังสือนิยายหรือเปล่านะ ”

เนื่องจากว่านอกจากชื่อของหนังสือแล้วก็ไม่มีสิ่งใดบอกเพิ่มเติมอีก ปกหลังของหนังสือมีเพียงความว่างเปล่า ส่วนบริเวณสันของหนังสือก็มีลวดลายประหลาดเพียงเท่านั้น ไม่มีแม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามของผู้เขียนด้วยซ้ำ หนิงเฟยเซียนจึงไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เธอคิดจะถูกต้องหรือไม่ และเพื่อที่จะได้รู้สิ่งใดเพิ่มเติมมากกว่าที่เป็นอยู่ หนิงเฟยเซียนจึงได้ใช้มือบอบบางจับหน้าปกของหนังสืออย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ใช้แรงเล็กน้อยเปิดดูเนื้อหาด้านในของหนังสือ

“ คุณหนูคะ นมกลับมาแล้วค่ะ ”

ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกของแม่นมหม่า มือบอบบางที่กำลังจะเปิดหนังสือก่อนหน้านี้ชักมือกลับเช่นเดิม เพราะเธอคิดว่าในตอนนี้คงจะได้เวลาของอาหารเย็นแล้ว เอาไว้เธอจัดการธุระส่วนตัวแล้วเสร็จก่อนค่อยอ่านหนังสือเล่มนี้ก็แล้วกัน

“ เอ๊ะ ! หนังสือเล่มใหม่เหรอคะคุณหนู ทำไม่นมไม่เคยเห็นมาก่อน ”

นอกจากแม่นมหม่าจะดูแลผู้เป็นคุณหนูของตนเองแล้ว เธอก็ยังเป็นผู้ทำความสะอาดเรือนหลังเล็กแห่งนี้ทุกซอกทุกมุมเพียงคนเดียว เนื่องจากเธอไม่ชอบใจที่สาวใช้ที่มาช่วยทำความสะอาดเรือนหลังเล็กอย่างจำใจมักจะลอบมองมาที่คุณหนูของเธอด้วยแววตาดูถูกดูแคลน อีกทั้งยังมักจะนินทาคุณหนูของเธออยู่บ่อยครั้ง

จากนั้นเป็นต้นมาแม้ว่าเธอจะต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างไรเธอก็ยินยอม เพราะถ้าหากว่าเมื่อเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมาคุณท่านทั้งสองคนไม่ช่วยเหลือเธอที่ต้องสูญเสียบุตรสาววัยห้าขวบจากอุบัติเหตุในครั้งนั้นชีวิตของเธอคงจะลำบากมากเป็นแน่ เธอถูกสามีทอดทิ้งเพราะไปติดพันหญิงอื่นจึงต้องเลี้ยงดูบุตรสาวเพียงคนเดียวมาด้วยความยากลำบาก แม้ว่าเธอและบุตรสาวจะถูกรถยนต์คันใหญ่พุ่งเข้าชนเข้าอย่างจังและหลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย แต่เธอกลับเป็นเพียงผู้เดียวที่รอดจากความตายราวกับปาฏิหาริย์ แต่บุตรสาวเพียงผู้เดียวกลับจากเธอไปตลอดกาล ในตอนนั้นเธอเกือบจะต้องกลายเป็นบ้าและเร่ร่อนอยู่ด้านนอกนั่นแล้ว แต่เมื่อคุณท่านทั้งสองคนได้พาเธอกลับมาตระกูลหนิงด้วยเพื่อให้ดูแลเด็กหญิงตัวเล็กที่นั่งอยู่บนรถเข็น ทำให้เธอรู้สึกคิดถึงบุตรสาวตัวน้อยของตนเองขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เธอจึงได้เอ็นดูและรักใคร่คุณหนูผู้น่าสงสารราวกับว่าเป็นบุตรสาวของตนเอง

“ แปลกจัง หรือว่านมจะสายตาฝ้าฟางหรือว่าหลงลืมเพราะความแก่ไปแล้วคะ ”

หนิงเฟยเซียนหัวเราะเบา ๆ ให้กับสีหน้าสงสัยเต็มประดาของแม่นมหม่า แม้ว่าเธอจะไม่รู้เช่นเดียวกันว่าหนังสือเล่มนี้มาจากที่ไหน ผู้เป็นปู่และย่าได้นำมาไว้ให้เธอเลือกสรรหรือไม่ แต่เธอก็ต้องยอมรับว่าทันทีที่เธอได้จับหนังสือปริศนาเธอก็รู้สึกประหลาดขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

‘ แปลกจริง ๆ ด้วยแฮะ ’

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...