โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

มือชาบอกโรค 'วัยทำงาน'ควรรู้ '4 ตำแหน่ง' มีโรคอะไรซ่อนอยู่

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 29 มิ.ย. 2568 เวลา 01.38 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2568 เวลา 08.42 น.

อาการชาตามร่างกาย เป็นอาการที่ใครหลายๆ คนต่างเคยประสบพบเจอ ยิ่ง "วัยทำงาน และผู้สูงอายุ" พฤติกรรมการอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ หรือสภาพร่างกายที่เมื่ออายุมากขึ้นย่อมมีความเสื่อมเกิดขึ้น

"อาการมือชาแขนชา" หากเกิดจากสาเหตุที่ไม่อันตราย ส่วนใหญ่เมื่อปรับเปลี่ยนท่าทาง ก็มักหายได้เองและอาจดูไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลมาก แต่หากพบบ่อยครั้ง โดยเฉพาะบริเวณมือและเท้า เช่น เท้าชา ปลายนิ้วชา มือชา มีอาการชาจนอาจทำให้สูญเสียความรู้สึก หรือมีความรู้สึกที่แสดงออกมากกว่าปกติ เช่น ยิบๆ ซ่าๆ เหมือนเข็มทิ่ม ปวดแสบร้อน เสียวคล้ายไฟช็อต

โดยลักษณะของอาการชาดังกล่าว อาจเป็นอาการของโรคหรือเป็นสัญญาณแรกของโรค เช่น อาการชาจากการขาดวิตามิน จากโรคเบาหวาน อาการชาที่เกิดจากบางสาเหตุ หากทิ้งไว้อาจทำให้เกิดการเสียหายของเส้นประสาทอย่างถาวร ทำให้การรักษาหรือฟื้นฟูกลับมา ต้องใช้เวลามากกว่าปกติ หรือรักษาแล้วอาจเกิดความพิการหลงเหลืออยู่ได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ชาบอกโรค!! อย่าปล่อยไว้ ชาปลายมือ ปลายเท้า สัญญาณเตือนโรค

สุขภาพแย่ เพราะ 'ฉี่บ่อย' ระวังภัยเงียบ สัญญาณเตือน 'โรคซ้อนเร้น'

4 ตำแหน่งมือชาที่อันตราย ควรรีบพบแพทย์

พญ.ปัทมาภรณ์ เนตรมุกดา อายุรแพทย์ เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง จากแอปฯ หมอดี เตือนว่า4 ตำแหน่งมือชา ที่ไม่ควรปล่อยไว้ หากมีอาการควรรีบพบแพทย์ ได้แก่

1. ชานิ้วโป้ง-ชี้-กลาง-นาง - มือชาตำแหน่งนี้ อาจเป็นสัญญาณเป็นโรคเส้นประสาทกดทับข้อมือ จากการใช้งานมือท่าเดิมนาน ๆ มักปวดตอนกลางคืน หรือ ตื่นนอน

2. ชาปลายนิ้วมือ หรือเหนือขึ้นไปคล้ายสวมถุงมือ - หากมือชาที่จุดดังกล่าว อาจเกิดจากปลายประสาทอักเสบจากโรคเบาหวาน

3. ชาปลายเท้าและปลายมือ - มือชาตรงจุดนี้ อาจเกิดจากอาการปลายประสาทอักเสบหรือเสื่อม หรือภาวะขาดวิตามินบี 1 บี 6 หรือบี 12 ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากโรคไต โรคมะเร็ง และจากยาหรือสารพิษ เป็นต้น

4. ชาทั้งฝ่ามือและแขน ปวดร้าว - หากมือชาลักษณะนี้ อาจเป็นสัญญาณกระดูกต้นคอเสื่อม และกดทับเส้นประสาทได้

ถ้าพบว่าตนเองมีอาการมือชาในตำแหน่งที่น่าเป็นห่วงเหล่านี้ อย่านิ่งนอนใจ ให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวินิจฉัยสาเหตุ หากพบว่าเป็นโรคร้ายแรง จะได้รักษาเยียวยาทัน

เช็กสาเหตุของอาการชาตามร่างกาย

1. อาการชาที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลาง คือ สมองหรือไขสันหลัง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โดยตำแหน่งของอาการชามักเป็นด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย อาจมีอาการทางระบบประสาทอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อ่อนแรง ทรงตัวลำบาก โดยอาการมักเป็นฉับพลันทันที หรือ โรคปลอกประสาทส่วนกลางอักเสบ (Multiple Sclerosis) อาจพบอาการปวดตามตำแหน่งของประสาทที่มีอาการอักเสบ มีอาการเกร็ง รีเฟลกซ์การตอบสนองไวกว่าปกติร่วมกับอาการชาได้หลายตำแหน่งของร่างกาย

2. อาการชาที่เกิดจากระบบเส้นประสาทส่วนปลาย

- ภาวะรากประสาทถูกกดทับ จากกระดูกต้นคอเสื่อมหรือหมอนรองกระดูกเคลื่อน

- ภาวะการกดทับของเส้นประสาทในแขนขา โดยมักพบในตำแหน่งที่เส้นประสาทอยู่ตื้น และสัมพันธ์กับการนั่งหรือทำท่าเดิมนานๆ ทำท่าทางใดๆ ซ้ำๆ หรือมากเกินไป เช่น การนั่งไขว้ขา การใช้มือทำงานคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน ใช้มือและนิ้วเล่นโทรศัพท์นานๆ ถือของหนัก นักกีฬาที่ต้องใช้มือหรือข้อมือเป็นหลัก ซึ่งอาจส่งผลให้มีอาการอ่อนแรง หรือมีกล้ามเนื้อในลีบได้หากถูกกดทับนานๆ

- การบาดเจ็บที่เส้นประสาทโดยตรง เช่น ได้รับอุบัติเหตุ ทั้งนี้ ขึ้นกับตำแหน่งของเส้นประสาทที่ถูกรบกวนด้วย โดยมักจะมีอาการชาแบบสูญเสียความรู้สึกและอ่อนแรงร่วมด้วย

- โรคทางพันธุกรรม ที่ทำให้เส้นประสาทหรือปลอกประสาทส่วนปลายเสื่อม เช่น Charcot Marie Tooth Syndrome โดยผู้ป่วยมักมีประวัติคนในครอบครัวมีอาการเกี่ยวกับปลายประสาท มักมีอาการผิดรูปของเท้าหรือมือร่วมด้วย

- ภาวะเส้นประสาทส่วนปลายอักเสบ มักมีความเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยทางกาย เช่น ปลายประสาทอักเสบจากโรคเบาหวาน หรือภาวะน้ำตาลในเลือดสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้

- การติดเชื้อบางชนิด เช่น เชื้อไวรัสงูสวัด ซิฟิลิส เฮชไอวี

- โรคต่อมไร้ท่อ เช่น ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ

- โรคไตเสื่อมเรื้อรังหรือโรคตับ

- การขาดวิตามินในผู้ป่วยที่ดื่มสุราต่อเนื่อง ผู้ที่ทานมังสวิรัติ ผู้ป่วยที่ขาดสารอาหารเรื้อรังทานได้น้อย ผู้ป่วยที่มีปัญหาในการดูดซึมสารอาหารมีโรคทางเดินอาหารหรือมีโรคประจำตัวหลายโรค โดยเฉพาะ วิตามิน B1, B6, B12, E, ไนอะซิน

- การได้รับยาหรือสารบางอย่าง ที่ทำให้เส้นประสาทอักเสบ เช่น ยาฆ่าเชื้อได้แก่ Metronidazole, Ethambutol, Amiodarone, Colchicine เป็นต้น

- ภูมิคุ้มกันแปรปรวนชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง

- ความเจ็บป่วยทางร่างกายที่รุนแรง

3. อาการชาที่เกิดจากโรคของหลอดเลือดส่วนปลาย เช่น

- การอุดตันของหลอดเลือดแดง ทำให้การไหลเวียนเลือดแดงเพื่อนำเลือดดีมาเลี้ยงกล้ามเนื้อและเส้นประสาทส่วนปลายลดลง นอกจากอาการชาบริเวณแขนขาแล้ว ยังมีอาการซีดลงอีกด้วยเนื่องจากการไหลเวียนของเลือดแดงลดลง อุณหภูมิจึงลดลง ปวด และคลำชีพจรไม่ได้ เป็นต้น

- การอุดตันของหลอดเลือดดำ ทำให้การนำกลับของเลือดและของเสียลำเลียงออกไม่ได้ มีความดันในแขน ขา สูงขึ้น และรบกวนการนำเข้าของเลือดแดงมาเลี้ยง ซึ่งส่งผลต่อเลือดที่มาเลี้ยงเส้นประสาทในที่สุด โดยมักมีอาการแขน ขา บวม สีคล้ำ ชา ปวด อ่อนแรงได้ อาจจะคลำชีพจรของแขน ขาได้ถ้าอาการเป็นไม่มาก

4. โรคข้ออักเสบ อาการอักเสบของข้อ ส่งผลต่อเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียงกับข้อ ทำให้มีอาการชาร่วมด้วยได้

5.โรคกล้ามเนื้อ เช่น โรคออฟฟิศซินโดรม เนื่องจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทหรือการไหลเวียนเลือดไปยังเส้นประสาท อาจพบอาการชาร่วมกับอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าว

อาการชาแบบไหนที่ควรรีบมาพบแพทย์

โดยทั่วไป อาการชาที่เกิดร่วมกับอาการปวด มักทำให้ผู้ป่วยเกิดความรำคาญหรือรบกวนชีวิตประจำวัน โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและบรรเทาอาการอันไม่พึงประสงค์ดังกล่าว แต่อาการชาที่มีลักษณะร่วมอื่นๆ ที่ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ ทำการรักษา และหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

- อาการชาที่มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น มีอาการในตำแหน่งอื่นๆ เพิ่มขึ้น หรือตำแหน่งที่ต่อเนื่องกัน

- อาการชาที่มีลักษณะรับความรู้สึกของตำแหน่งไม่ได้ เสียการทรงตัว

- อาการชาที่มีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย

- อาการชาที่มีอาการผิดรูปหรือมีแผลร่วมด้วย

- อาการชาร่วมกับมือเท้าร้อนหรือเย็นผิดปกติ

ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยอาการ

1.การซักประวัติ อาการ ปัจจัยเสี่ยง หรือโรคที่อาจเป็นสาเหตุ รวมถึงยาที่ผู้ป่วยรับประทานในแต่ละวัน

2.การตรวจร่างกาย โดยการใช้ไม้จิ้มฟันปลายแหลม หรือการใช้สำลีสัมผัสเบาๆ ที่ผิวหนัง

3.การตรวจเพิ่มเติม โดยการส่งตรวจแบบเฉพาะของเส้นประสาท ได้แก่ การตรวจวินิจฉัยไฟฟ้าของเส้นประสาท (Nerve Conduction Study – NCS) เพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดของโรค การตรวจเพิ่มเติมทางระบบประสาทอื่นๆ เพื่อวินิจฉัยแยกโรคดังที่กล่าวข้างต้น เช่น ภาพวินิจฉัยแม่เหล็กไฟฟ้าของสมอง กระดูกไขสันหลัง บางรายอาจมีอาการเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง รวมถึงการตรวจเลือดเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น การตรวจน้ำตาล/น้ำตาลสะสมในเลือด การตรวจระดับวิตามินบีในร่างกาย การตรวจระดับไทรอยด์ฮอร์โมน การตรวจหาภาวะติดเชื้อบางอย่าง เป็นต้น

การรักษาอาการชา

จากสาเหตุของอาการที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าการดูแลรักษาอาการชาเบื้องต้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทานวิตามินบี เพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีสาเหตุการเกิดอาการชานั้นมีมากมาย ซึ่งแนวทางการรักษาอาการชา มีดังนี้

- เน้นการรักษาตามสาเหตุของอาการชา

- การรักษาอาการชาทั้งอาการปวดหรือสูญเสียความรู้สึก โดยการใช้ยา

- การรักษาอาการชาด้วยไฟฟ้า (Peripheral Magnetic Stimulation)

- การกายภาพบำบัดฟื้นฟูในกรณีที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือสูญเสียการทรงตัวร่วมด้วย

- การหลีกเลี่ยงและป้องกันผลที่ตามมาเมื่อเกิดอาการชา เช่น การดูแลเท้าให้เหมาะสม ตัดเล็บให้สั้น ตรวจเท้าสม่ำเสมอเพื่อค้นหาแผลและให้การรักษาก่อนที่แผลจะลุกลามหรือมีภาวะแทรกซ้อน การเลือกรองเท้าที่เหมาะสม เช่น รองเท้ารัดข้อหรือรองเท้าหุ้มส้นที่มีขนาดพอดีในผู้ที่สูญเสียความรู้สึกที่เท้ามาก รวมถึงป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในกรณีที่มีอาการชามากๆ เช่น การได้รับบาดเจ็บจากความร้อน เป็นต้น

อาการชาอาจเป็นสัญญาณบอกโรคที่ซ่อนอยู่ หากผู้ป่วยที่มีอาการชามาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุ นอกจากจะรักษาอาการชาเพื่อลดการรบกวนของผู้ป่วยแล้ว แต่ยังสามารถนำไปสู่การค้นหาโรคที่เป็นสาเหตุร่วม รวมถึงให้การวินิจฉัยก่อนเกิดอาการหรือภาวะแทรกซ้อนของโรคนั้นๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณมีอาการชาตามร่างกาย โดยเฉพาะมือชาเรื้อรังที่ 4 ตำแหน่งดังกล่าว ไม่ควรปล่อยไว้ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงโรคอันตรายได้

อ้างอิง: mordeeapp , โรงพยาบาลสมิติเวช

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...