ทรัมป์เพิ่มแรงกดดันญี่ปุ่น ขู่ขึ้นภาษีสูงสุด 35% “เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง”
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงการเจรจาการค้ากับญี่ปุ่นว่า "ไม่น่าบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้" เนื่องจากรัฐบาลโตเกียวยังคงมีความลังเล ที่จะนำเข้าข้าวจากสหรัฐเพิ่มเติมอีก ขณะเดียวกัน มูลค่าการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ "ยังไม่สมดุล" และญี่ปุ่น "เป็นประเทศที่เจรจาด้วยยาก" และเส้นตายของการเจรจาก่อนมาตรการภาษีต่างตอบแทนมีผลบังคับใช้ คือวันที่ 9 ก.ค. นี้
นอกจากนี้ ทรัมป์กล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันจะส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐบาลญี่ปุ่น ขอให้อีกฝ่ายชำระภาษีในอัตรา "ไม่ 30% ก็ 35%"
ท่าทีดังกล่าวของทรัมป์เกิดขึ้น หลังนายเรียวเซ อาคาซาวา รมว.เศรษฐกิจญี่ปุ่น ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาการค้ากับสหรัฐ กล่าวว่า "ญี่ปุ่นจะไม่ตกลงกับการเจรจาใดก็ตาม ที่จะเป็นการกดดันให้ญี่ปุ่นต้องยอมสละภาคการเกษตรของตัวเอง" หลังทรัมป์เรียกร้องให้ญี่ปุ่นเพิ่มการนำเข้าข้าว มิเช่นนั้นต้องเผชิญกับอตราภาษีในระดับสูง
ในความเป็นจริง ญี่ปุ่นนำเข้าข้าวจากสหรัฐมากขึ้น ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับวิกฤติราคาข้าวแพง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดเพดานปริมาณการนำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคเป็นอาหารหลัก ไม่ใช่ข้าวที่ใช้เป็นอาหารสัตว์หรือส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อื่น ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรไว้ที่ 100,000 ตันต่อปี และกำหนดอัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ 341 เยน (ราว 76.76 บาท) ต่อกิโลกรัม หากนำเข้าเกินจากนี้ ซึ่งปริมาณดังกล่าว เป็นเพียงเศษเสี้ยวของปริมาณการบริโภคข้าวทั้งปีของญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านตัน.
เครดิตภาพ : AFP