คลัง จับตาปมการเมือง-สงคราม พร้อมออกมาตรการรับมือหากกระทบเศรษฐกิจ
คลัง ยัน ติดตามความไม่แน่นอนการเมืองในประเทศ ชายแดนไทย-กัมพูชา และ สงครามตะวันออกกลางใกล้ชิด พร้อมออกมาตรการรับมือหากเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ มองโครงการกระตุ้นฯ 1.15 แสนลบ. รองรับได้
20 มิ.ย. 2568 นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. ร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจอื่นๆ ได้ติดตามและประเมินผลกระทบของกรณีสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ รวมถึง สถานการณ์ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นปัญหาสงครามตะวันออกกลางและปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา
โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน วงเงิน 1.15 แสนล้าบาท ซึ่งจะเป็นมาตรการที่สนับสนุนการลงทุนและการจ้างงาน
“สภาพัฒน์ฯ และ สศค. ได้ประเมินแล้วว่าจากมาตรการดังกล่าวจะสนับสนุนการจ้างงานประมาณ 7 ล้านราย วงเงินกว่า 3 หมื่นล้านบาท จากโครงการ 1.15 แสนล้านบาท หรือประมาณ 30% ที่เหลือเป็นการลงทุนที่ช่วยภาคการผลิต เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นจีดีพีได้ 0.4-0.5% และจะมาช่วยรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในทุกด้านได้”
ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนกังวลเรื่องสงครามตะวันออกกลางที่จะกระทบกับราคาน้ำมันและสถานการณ์การเมืองไทยที่จะกระทบกับความเชื่อมั่น นายพรชัย กล่าวว่า ยืนยันว่าสศค. ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้โดยพร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
“กระทรวงการคลัง โดยท่าน รมว. คลัง และ ท่านปลัด ได้สั่งการลงมาแล้วว่าให้เตรียมมาตรการเพื่อรองรับหากมีการประเมินแล้วพบว่าเหตุการณ์ต่างๆ จะเข้ามากระทบกับเศรษฐกิจไทย ซึ่งตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่ ส่วนรายละเอียดต้องพิจารณาก่อน เพราะตอนนี้เราใช้งบกลาง 1.57 แสนล้านบาทไปแล้วส่วนหนึ่ง ขณะที่เรายังมีกลไกของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐอยู่ที่จะเข้ามาช่วยได้”
สำหรับความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกระทบต่อการพิจารณางบประมาณปี 2569 หรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า การพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในชั้นกรรมาธิการ