FTIปรับแผนธุรกิจใหม่ ลุยขายสินค้ามาร์จิ้นสูง
#FTI #ทันหุ้น - FTI แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/2568 ยังค่อนข้างทรงตัว QoQ โดยคาดว่ารายได้จะลดลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ขณะที่กำไรยังเติบโตขึ้นจากการขายสินค้า Commercial ที่มีอัตรากำไรสูง 27-28% และได้ปรับกลยุทธ์ธุรกิจการการนำเข้าสินค้าใหม่ๆ จากซัพพลายเออร์เจ้าใหญ่ในจีน
ดร.วิกร ภูวพัชร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟังก์ชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ FTI ผู้นำเข้า ประกอบผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำครบวงจร เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/2568 ยังค่อนข้างทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2568 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวรวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา ส่งผลให้ยอดขายกลุ่มสินค้าที่ใช้ในบ้านลดลง
@เน้นขายสินค้ามาร์จิ้นสูง
ทั้งนี้แม้ว่าในภาพรวมบริษัทจะมีรายได้ลดลง แต่ในส่วนของกำไรยังคงมีการเติบโตขึ้น เนื่องจากได้เน้นขายสินค้าแบบใหม่ๆ และเน้นกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น เพื่อหากลุ่มลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะสินค้าเชิงพาณิชย์ (Commercial) ซึ่งมีอัตรากำไร (Profit Margin) อยู่ที่ประมาณ 27-28% ตัวอย่างเช่น งานระบบน้ำเสีย สารกรอง และกลุ่มปั๊มและวาล์ว จากเดิมที่บริษัททำระบบน้ำดี ขายน้ำดื่ม และเครื่องกรองในบ้าน โดยปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ของกลุ่มสินค้าเชิงพาณิชย์ราว 30%
ดังนั้นบริษัทจึงปรับกลยุทธ์โดยเน้นการดูแลค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานภายในองค์กร ขณะที่ยังอยู่ระหว่างพูดคุยเรื่องการขยายยอดขายใหม่ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้านำเข้าจากบริษัทขนาดใหญ่ในจีน ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จีน ปัจจุบันบริษัทได้ซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์รายนี้ประมาณ 30% ของสินค้าทั้งหมด
ดังนั้นบริษัทจึงได้พยายามเจาะเข้าไปในสัดส่วน 70% ที่เหลือ และจะเน้นไปที่สินค้าอุตสาหกรรม เช่น ระบบกรองที่ใช้ในการผลิตในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและอาหาร โดยการเน้นสินค้าใหม่นี้เป็นการเพิ่มยอดขายและชดเชยยอดขายที่ลดลงในกลุ่มสินค้าสำหรับบ้านเรือน
@ระวังปัญหาเศรษฐกิจจีน
อย่างไรก็ตามผลกระทบต่อบริษัทที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชามีค่อนข้างน้อย เพราะมีดีลเลอร์ที่กัมพูชาแต่ไม่เยอะมาก ขณะที่ยังคงเป็นห่วงเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจจีนที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทยทำได้ช้าลง
สำหรับก่อนหน้านี้ ทางFTI บริษัทได้วางเป้ารายได้ใน 3 ปีข้างหน้า (2567-2569) เฉลี่ยปีละ 20% หรือมีรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท, 1,200 ล้านบาท และ 1,450 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนรายได้ปี 2566 คาดเติบโตกว่า 800 ล้านบาท หรือโต 15-20% จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 700.07 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ที่มีรายได้ที่ 402.36 ล้านบาท
โดยบริษัทวางเป้าการรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ในปี 2566 เฉลี่ย 29% จากช่วงครึ่งแรกปีนี้อยู่ที่ 27.45% และจะรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิไว้ที่ 7% จากในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 อยู่ที่ระดับ 7.51% อีกทั้งบริษัทยังวางเป้าภายในปี 2569 อัตรากำไรสุทธิจะขึ้นมาอยู่ที่ 10%
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมจากการขายสินค้า และบริการอยู่ที่ 203.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.87 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 4.02% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567 ที่มีรายได้รวม 195.91 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8.07 ล้านบาท โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นมีสาเหตุหลักมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มสินค้าเชิงพาณิชย์ สารกรอง และกลุ่มปั๊มและวาล์ว ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศ
โดยบริษัทอยู่ระหว่างทบทวนราคาขายสำหรับสินค้าบางผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ตอบสนองกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน รวมถึงมีการวิจัยทางด้านผลิตภัณฑ์ และวิจัยการตลาดเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มสินค้า และช่องทางในการจัดจำหน่าย รวมถึงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุน และควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ