โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

FTIปรับแผนธุรกิจใหม่ ลุยขายสินค้ามาร์จิ้นสูง

ทันหุ้น

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 17.09 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 17.09 น.

#FTI #ทันหุ้น - FTI แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/2568 ยังค่อนข้างทรงตัว QoQ โดยคาดว่ารายได้จะลดลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ขณะที่กำไรยังเติบโตขึ้นจากการขายสินค้า Commercial ที่มีอัตรากำไรสูง 27-28% และได้ปรับกลยุทธ์ธุรกิจการการนำเข้าสินค้าใหม่ๆ จากซัพพลายเออร์เจ้าใหญ่ในจีน

ดร.วิกร ภูวพัชร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟังก์ชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ FTI ผู้นำเข้า ประกอบผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำครบวงจร เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/2568 ยังค่อนข้างทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2568 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวรวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา ส่งผลให้ยอดขายกลุ่มสินค้าที่ใช้ในบ้านลดลง

@เน้นขายสินค้ามาร์จิ้นสูง

ทั้งนี้แม้ว่าในภาพรวมบริษัทจะมีรายได้ลดลง แต่ในส่วนของกำไรยังคงมีการเติบโตขึ้น เนื่องจากได้เน้นขายสินค้าแบบใหม่ๆ และเน้นกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น เพื่อหากลุ่มลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะสินค้าเชิงพาณิชย์ (Commercial) ซึ่งมีอัตรากำไร (Profit Margin) อยู่ที่ประมาณ 27-28% ตัวอย่างเช่น งานระบบน้ำเสีย สารกรอง และกลุ่มปั๊มและวาล์ว จากเดิมที่บริษัททำระบบน้ำดี ขายน้ำดื่ม และเครื่องกรองในบ้าน โดยปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ของกลุ่มสินค้าเชิงพาณิชย์ราว 30%

ดังนั้นบริษัทจึงปรับกลยุทธ์โดยเน้นการดูแลค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานภายในองค์กร ขณะที่ยังอยู่ระหว่างพูดคุยเรื่องการขยายยอดขายใหม่ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้านำเข้าจากบริษัทขนาดใหญ่ในจีน ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จีน ปัจจุบันบริษัทได้ซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์รายนี้ประมาณ 30% ของสินค้าทั้งหมด

ดังนั้นบริษัทจึงได้พยายามเจาะเข้าไปในสัดส่วน 70% ที่เหลือ และจะเน้นไปที่สินค้าอุตสาหกรรม เช่น ระบบกรองที่ใช้ในการผลิตในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและอาหาร โดยการเน้นสินค้าใหม่นี้เป็นการเพิ่มยอดขายและชดเชยยอดขายที่ลดลงในกลุ่มสินค้าสำหรับบ้านเรือน

@ระวังปัญหาเศรษฐกิจจีน

อย่างไรก็ตามผลกระทบต่อบริษัทที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชามีค่อนข้างน้อย เพราะมีดีลเลอร์ที่กัมพูชาแต่ไม่เยอะมาก ขณะที่ยังคงเป็นห่วงเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจจีนที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทยทำได้ช้าลง

สำหรับก่อนหน้านี้ ทางFTI บริษัทได้วางเป้ารายได้ใน 3 ปีข้างหน้า (2567-2569) เฉลี่ยปีละ 20% หรือมีรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท, 1,200 ล้านบาท และ 1,450 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนรายได้ปี 2566 คาดเติบโตกว่า 800 ล้านบาท หรือโต 15-20% จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 700.07 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ที่มีรายได้ที่ 402.36 ล้านบาท

โดยบริษัทวางเป้าการรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ในปี 2566 เฉลี่ย 29% จากช่วงครึ่งแรกปีนี้อยู่ที่ 27.45% และจะรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิไว้ที่ 7% จากในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 อยู่ที่ระดับ 7.51% อีกทั้งบริษัทยังวางเป้าภายในปี 2569 อัตรากำไรสุทธิจะขึ้นมาอยู่ที่ 10%

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมจากการขายสินค้า และบริการอยู่ที่ 203.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.87 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 4.02% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567 ที่มีรายได้รวม 195.91 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8.07 ล้านบาท โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้นมีสาเหตุหลักมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มสินค้าเชิงพาณิชย์ สารกรอง และกลุ่มปั๊มและวาล์ว ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศ

โดยบริษัทอยู่ระหว่างทบทวนราคาขายสำหรับสินค้าบางผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ตอบสนองกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน รวมถึงมีการวิจัยทางด้านผลิตภัณฑ์ และวิจัยการตลาดเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มสินค้า และช่องทางในการจัดจำหน่าย รวมถึงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุน และควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...