สินเชื่อภาคเอกชนไทยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจมากแค่ไหน?
คอลัมน์ : เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย ผู้เขียน : ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ
ในทางเศรษฐศาสตร์ ‘สินเชื่อภาคเอกชน’ มีบทบาทสำคัญในการโยกย้ายทรัพยากรทางการเงินในอนาคตมาใช้จ่ายในปัจจุบัน ผู้บริโภคขอสินเชื่อครัวเรือนมาใช้จ่าย ชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปโดยไม่คาดคิด ขณะที่ผู้ผลิตขอสินเชื่อธุรกิจเพื่อลงทุนเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุนการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การขยายสินเชื่อภาคเอกชนจึงควรสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม สินเชื่อภาคเอกชนไทยกลับสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยกว่าประเทศอื่น สะท้อนจากรายได้ต่อหัวของไทยที่อยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศที่มีสัดส่วนสินเชื่อภาคเอกชนต่อ GDP ใกล้เคียงกัน เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และมาเลเซีย
รูปที่ 1 สัดส่วนสินเชื่อภาคเอกชนต่อ GDP และรายได้ที่แท้จริงต่อหัว (2019)
ทำไมการขยายสินเชื่อภาคเอกชนไทยจึงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้น้อยกว่าประเทศอื่น? การขยายสินเชื่อภาคเอกชนจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ หากสินเชื่อครัวเรือนและสินเชื่อธุรกิจขยายตัวในอัตราส่วนที่เหมาะสม สินเชื่อครัวเรือนและสินเชื่อธุรกิจต่างมีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
แต่หากมีสินเชื่อประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป ระบบเศรษฐกิจอาจไม่ได้จัดสรรทรัพยากรการเงินไปยังกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างประโยชน์สูงสุด อีกทั้งอาจเป็นที่มาของความเปราะบางภายในระบบเศรษฐกิจการเงิน หากมีสินเชื่อครัวเรือนมากเกินไป อาจสะท้อนว่าระบบเศรษฐกิจจัดสรรทรัพยากรทางการเงินไปสนับสนุนการบริโภคมากเกินไป
ขณะที่สนับสนุนการลงทุนน้อยเกินไป จะได้เห็นว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงเกินไป อาจไม่สำคัญเท่ากับว่าสัดส่วนสินเชื่อครัวเรือนและสินเชื่อธุรกิจสมดุลกันมากเพียงใด
สำหรับไทย สินเชื่อภาคเอกชนของเราเป็นสินเชื่อครัวเรือนมากถึง 53% สูงกว่าค่าเฉลี่ยภายในกลุ่มตัวอย่างที่ 38% อย่างมีนัยสำคัญ กลายเป็นที่มาของปัญหา ‘หนี้ครัวเรือน’ ที่กำลังฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ การมีสินเชื่อครัวเรือนมากเกินไปยังมี ‘ค่าเสียโอกาส’ จากทรัพยากรทางการเงินที่ควรจะจัดสรรไปลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และยกศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากมีสินเชื่อครัวเรือนมากเกินไป สถาบันการเงินจะเผชิญกับความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ จึงต้องโยกย้ายทรัพยากรเงินที่มีมาเพื่อตั้งสำรองเผื่อหนี้สูญ และจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการให้สินเชื่อทุกประเภท สถาบันการเงินจึงขยายสินเชื่อธุรกิจน้อยลงตามไปด้วย
สัดส่วนสินเชื่อครัวเรือน-ธุรกิจควรสูงแค่ไหน ระบบการเงินไทยจึงจะสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เต็มที่คำถามสำคัญ ระบบเศรษฐกิจควรมีแบ่งสัดส่วนระหว่างสินเชื่อครัวเรือนและสินเชื่อธุรกิจอย่างไร การขยายสินเชื่อภาคเอกชนจึงจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด
ผมประมาณการ Growth Regression (Barro and Sala-i-Martin (2004) และ Cecchetti, Mohanty and Zampoll (2011) ) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการขยายตัวของสินเชื่อภาคเอกชนในวันนี้กับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยในช่วง 5 ปีข้างหน้า และคำนวณว่าสัดส่วนสินเชื่อครัวเรือน (ต่อสินเชื่อภาคเอกชน) มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ดังกล่าวอย่างไร ผลการวิเคราะห์ในบทนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 43 ประเทศรวมไทยโดยศึกษาในช่วงปี 1950-2009
ผลการศึกษาพบว่าผลของการขยายสินเชื่อภาคเอกชนในวันนี้ต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า ขึ้นกับสัดส่วนสินเชื่อครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ (รูปที่ 2) โดยการขยายสินเชื่อภาคเอกชนจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด หากสัดส่วนสินเชื่อครัวเรือนอยู่ที่ 35-40% ของสินเชื่อภาคเอกชนทั้งหมด หากสัดส่วนสินเชื่อครัวเรือนสูงหรือต่ำเกินไป การขยายสินเชื่อภาคเอกชนจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้น้อยลง
รูปที่ 2 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยที่จะเพิ่มขึ้นในช่วง 5 ปีข้างหน้า หากสินเชื่อภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% ณ สัดส่วนสินเชื่อครัวเรือนต่อสินเชื่อภาคเอกชนรวมที่แตกต่างกัน (68% Confidence Interval)
ย้อนกลับมาที่ไทย รูปที่ 3 ชี้ว่าสัดส่วนสินเชื่อครัวเรือนของไทยสูงจนเกินช่วง 35-40% ไปมาก โดยปัจจุบันสัดส่วนสินเชื่อครัวเรือนของไทยสูงกว่าระดับเหมาะสมถึงเกือบ 15% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับที่เหมาะสม
รูปที่ 3 สัดส่วนสินเชื่อครัวเรือนต่อสินเชื่อภาคเอกชนรวม
‘ซ่อม-สร้าง’ สินเชื่อภาคเอกชนไทย
จากผลการศึกษา ระบบการเงินไทยจำเป็นต้อง ‘ซ่อม’ โครงสร้างสินเชื่อภาคการเงิน เพื่อลดสัดส่วนของสินเชื่อครัวเรือน และ ‘สร้าง’ กลไกโยกย้ายทรัพยากรทางการเงินจากสินเชื่อครัวเรือนไปเป็นสินเชื่อธุรกิจที่ภาคเอกชนจะนำไปลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
‘การซ่อม’ จะให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างหนี้ และการบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ การเพิ่มประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างหนี้มีความท้าทาย เพราะหนี้ครัวเรือนแต่ละกลุ่มมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน เช่น หนี้มีวงเงินสูงหรือต่ำ ครัวเรือนมีหนี้กับสถาบันการเงินเดียวหรือมีกับสถาบันการเงินหลายแห่งพร้อมกัน
การปรับโครงสร้างหนี้แต่ละกลุ่มจึงต้องทำอย่างเจาะจงและมีกลยุทธ์ สำหรับประสิทธิภาพของการบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ขึ้นกับประสิทธิภาพของกระบวนการล้มละลาย การประเมินราคาสินทรัพย์ และศักยภาพของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งจะต้องทบทวนและพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับ ‘การสร้าง’ ความท้าทายของการขยายสินเชื่อธุรกิจส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างแรงจูงใจของสถาบันการเงินเอง โดยเฉพาะแรงจูงใจในการให้สินเชื่อธุรกิจ SMEs ทั้งการที่สถาบันการเงินเข้าไม่ถึงข้อมูลฐานะและประวัติทางการเงินของ SMEs ทำให้สถาบันการเงินไม่ทราบความเสี่ยงที่แท้จริงของธุรกิจ SMEs ประกอบกับประสบการณ์จากวิกฤตการเงินในปี 1997 ที่ทำให้สถาบันการเงินกลัวความเสี่ยง
สถาบันการเงินจึงรักษามาตรฐานการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ในระดับสูง เมื่อเทียบกับสินเชื่อประเภทอื่น ดังนั้น การสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินขยายสินเชื่อธุรกิจ จึงเกี่ยวข้องกับการเพิ่มการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกลไกตลาดสินเชื่อธุรกิจ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สินเชื่อภาคเอกชนไทยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจมากแค่ไหน?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net