‘ไปรษณีย์ไทย’ ปรับโหมดแข่งขัน ลุยขนส่ง 'พิเศษ' ส่งในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้
ท่ามกลาง “สงครามส่งด่วน” ที่ผู้ให้บริการขนส่งแต่ละรายแข่งกันอย่างดุเดือด ทั้งในแง่ของค่าบริการที่ถูกมาก ๆ และความเร็วในการจัดส่งพัสดุ พี่ใหญ่ “ไปรษณีย์ไทย” สามารถฝ่าวิกฤตขาดทุนปี 2564-2565 จนพลิกมาทำกำไรในปี 2566 ได้ กระทั่งเข้าสู่ไตรมาส 1/2568 ก็ยังมีกำไรสุทธิกว่า 534 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 227%
นอกจากความสามารถในการบริหารต้นทุน การปรับตัวให้เข้ากับยุคอีคอมเมิร์ซ ยังรวมไปถึงการแสวงหารายได้จากธุรกิจใหม่ที่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านโครงข่าย เช่น ธุรกิจรีเทล ThailandPostMart, บริการด้านการสำรวจและเก็บข้อมูล Postman Cloud รวมถึงการเข้าสู่ตลาด “Specialize Logistics” หรือขนส่งแบบพิเศษที่มีแค่ “ไปรษณีย์ไทย” เท่านั้นที่ทำได้
ความเสี่ยงจากอีคอมเมิร์ซ
“ดนันท์ สุภัทรพันธุ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ธุรกิจขนส่งได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซมาโดยตลอด แต่เริ่มเห็นความเสี่ยง เพราะเมื่อก่อนตลาดอีคอมเมิร์ซโต Double Digit ปัจจุบันเหลือแค่ Single Digit เท่านั้น
อีกทั้ง “แพลตฟอร์ม” ยังมีสิทธิตัดสินใจอย่างเต็มที่ว่าจะส่งงานให้ผู้ให้บริการรายใด งานที่เคยอยู่กับเรา อาจโดนโยกไปอยู่กับใครก็ได้ ที่เขาคิดว่าคุ้มค่ากว่า หรือ Subsidize ค่าส่งได้มากกว่า ความไม่แน่นอนเรื่องปริมาณการส่งพัสดุในแต่ละวันเป็นความเสี่ยงของธุรกิจขนส่งที่มีผลต่อการบริหารต้นทุน และความสามารถในการจัดการพัสดุ
“ไปรษณีย์ไทยจึงพยายามบริหารพอร์ต และปรับแผนเพื่อรับมือกับความเสี่ยงในเรื่องนี้มาตลอด ทั้งรักษาความเชื่อมั่นของแบรนด์ เพื่อรักษากลุ่มลูกค้าที่มาหน้าร้าน และหาทางเพิ่มชิ้นงานระบบ เช่น จับมือกับกลุ่ม eTailer หรือแบรนด์ที่ขายสินค้าผ่านช่องทางของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาทราฟฟิกจากแพลตฟอร์ม”
Specialize Logistics
สิ่งที่ “ไปรษณีย์ไทย” โฟกัสมาก ๆ ในปีนี้ คือการเป็น “Specialize Logistics” หรือการส่งในสิ่งที่คนอื่นส่งไม่ได้ และต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะ เช่น ยาที่ต้องส่งให้ถูกคน บางชนิดมีการควบคุมอุณหภูมิ หรือผลไม้ก็ต้องมีบรรจุภัณฑ์พิเศษ ของสดต้องแช่เย็นในอุณหภูมิเฉพาะ และของชิ้นใหญ่ต่าง ๆ เป็นต้น
“แม้งานประเภทนี้จะมีปริมาณจัดส่งต่อวันไม่เยอะ แต่ในเชิงมูลค่าถือว่าสูงกว่าการส่งพัสดุทั่วไป ตนมองว่าตลาดนี้จะมีคนเข้ามาเล่นด้วยน้อย เพราะแค่ปริมาณพัสดุที่แต่ละคนได้รับจากอีคอมเมิร์ซก็เยอะมาก ๆ อยู่แล้ว ถ้าจะมาทำสิ่งนี้อีกจะรบกวนขั้นตอนการทำงานเดิมมาก”
“ดนันท์” กล่าวถึง THPD หรือ “ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น” บริษัทลูกที่ดูแลเรื่องการบริหารคลังสินค้าด้วยว่า เปรียบเสมือน “เครื่องยนต์” หลักที่ทำให้การขนส่งแบบ Specialize Logistics เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะพัสดุแบบพิเศษจะอยู่ภายใต้การจัดการในคลังของบริษัทลูก จึงไม่รบกวนเวิร์กโหลดที่ใช้ในการจัดการกับพัสดุปกติ
“Specialize Logistics คือการแตกโจทย์จากส่งด่วน EMS ให้ตรงความต้องการของผู้ใช้บริการมากขึ้น ในภาพรวมโตเฉลี่ยปีละ 10% เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจขนส่งที่เป็นรายได้หลักของไปรษณีย์ไทย มีสัดส่วนรายได้กว่า 45%”
จับกลุ่ม Pet Parents
ล่าสุดเดินหน้าในการเป็น Specialize Logistics ผ่านความร่วมมือกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวแคมเปญ “พี่ไปรฯ ส่งยา สัตวแพทย์ จุฬาฯ ส่งรัก” ส่งยา และเวชภัณฑ์สัตว์เลี้ยง ใน 2 ช่องทาง ได้แก่ 1.บริการส่งยาถึงบ้านสำหรับผู้มาใช้บริการที่โรงพยาบาลสัตว์ กรุงเทพฯ และ 2.บริการส่งยาถึงบ้านสำหรับผู้ใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ (Televet) เพื่อลดระยะเวลารอคอยในการรอรับยา และลดความแออัดในโรงพยาบาลที่มีผู้เข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก
“ดนันท์” กล่าวว่า มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภค กลุ่ม “Pet Parents” ที่นิยมดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว โดยในปี 2567 ตลาดบริการรักษาสัตว์มีมูลค่าสูงถึง 6.64 แสนล้านบาท
และในปี 2568 คาดว่าจำนวนสัตว์เลี้ยงของไทยมีแนวโน้มเติบโตจากปีที่ผ่านมาราว 6% คิดเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าของประมาณ 5.38 ล้านตัว ซึ่งสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือสุนัขและแมว
ลงทุนระบบอัตโนมัติ
“ไปรษณีย์ไทยให้บริการขนส่งยา และเวชภัณฑ์ ตั้งแต่ปี 2555 มีโรงพยาบาลที่ใช้บริการส่งยาและเวชภัณฑ์ผ่านไปรษณีย์ไทยกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ มีการขนส่งไปแล้วกว่า 2.32 ล้านชิ้น ส่วนความร่วมมือกับจุฬาฯในครั้งนี้ จะทำให้เราเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้บริการที่เป็นคนรักสัตว์ที่มีแนวโน้มขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นโอกาสที่ช่วยต่อยอดไปยังธุรกิจใหม่ ๆ ได้อีกมาก”
สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้ “ดนันท์” บอกว่า จะมีการลงทุนเพิ่มระบบอัตโนมัติในศูนย์คัดแยกสินค้า คิดเป็นมูลค่าการลงทุนราว 1,000 ล้านบาท เช่น ที่ศูนย์คัดแยกสินค้า จ.ราชบุรี เพื่อลดทราฟฟิกของพัสดุจากทางใต้ที่จะเข้ามาในศูนย์หลักสี่
“เป็นการลงทุนโดยมองถึงความคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งเรื่องกำลังคนที่เหมาะสมกับงาน และลดภาวะคอขวดที่จะเกิดขึ้นในศูนย์หลักสี่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเรื่องต้นทุนและความเสี่ยงจากปัจจัยต่าง ๆ”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ไปรษณีย์ไทย’ ปรับโหมดแข่งขัน ลุยขนส่ง ‘พิเศษ’ ส่งในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net