โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นักท่องเที่ยวมาเลย์พุ่งแซงจีนขึ้นอันดับ 1 โรงแรมชูแคมเปญใหม่ Staycation

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 มิ.ย. 2568 เวลา 00.40 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 00.45 น.

นักท่องเที่ยวจีนยอดร่วงหนักต่อเนื่อง มาเลเซียมาแรงแซงขึ้นเบอร์ 1 ททท.เร่งขบวนรถท่องเที่ยวจากปาดังเบซาร์ขึ้นเหนือ พร้อมกระตุ้นตลาดอินเดีย-มิดเดิลอีสต์ “ดุสิตธานี” มุ่งการตลาดแบบพุ่งเป้า สมาคมโรงแรมไทยชี้มีกลยุทธ์การขายหลากหลายขึ้น ชูแคมเปญ Staycation ลด แลก แจก แถม

แหล่งข่าวในธุรกิจท่องเที่ยวเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยยังคงอยู่ในสถานะชะลอตัวต่อเนื่อง โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 (5 เดือนแรก) ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 14.36 ล้านคน ลดลง 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมประมาณ 672,000 ล้านบาท และพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียเริ่มปรับตัวดีขึ้น สวนทางกับนักท่องเที่ยวจีนมาอย่างชัดเจน

โดยตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียประมาณ 80,000 คนต่อสัปดาห์ และเพิ่มเป็น 100,000 คนต่อสัปดาห์ในช่วงสงกรานต์ ปัจจุบันมีจำนวนเฉลี่ยประมาณ 70,000-80,000 คนต่อสัปดาห์ ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนเฉลี่ยราว 60,000-65,000 คนต่อสัปดาห์

“ภาพรวมในเดือนพฤษภาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 2.26 ล้านคน ลดลงถึง 13.93% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าจะยังลดลงต่อเนื่องในเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของหลายตลาด”

จีนร่วงหนัก “มาเลย์” แซงขึ้น No.1

จากแนวโน้มนี้ส่งผลให้โครงสร้างจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมของประเทศไทยเปลี่ยนไป โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียแซงหน้านักท่องเที่ยวจีนอย่างชัดเจนในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และรายงานล่าสุด ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2568 พบว่าตั้งแต่ 1 มกราคม-8 มิถุนายน 2568 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียสูงสุดเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวน 2.041 ล้านคน รองลงมาคือจีนจำนวน 2.029 ล้านคน และอินเดีย 1.035 ล้านคน

“แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะทุ่มสร้างงบฯ จัดอีเวนต์ใหญ่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากตลาดจีน และจนขณะนี้สถิติของจำนวนนักท่องเที่ยวก็ยังอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่องเหมือนเดิม ซึ่งประเด็นนี้น่าจะยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลต่อไป”

สอดรับกับนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่กล่าวว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-8 มิถุนายน 2568 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมรวม 15.016 ล้านคน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 2,041,002 คน จีน 2,029,481 คน อินเดีย 1,035,864 คน รัสเซีย 981,011 คน และเกาหลีใต้ 702,267 คน

ดึง “แอร์ไลน์-รถไฟขนมาเลย์ขึ้นเหนือ

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า นักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียมีทิศทางการเติบโตที่ดีมากต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 ที่มีจำนวนมากถึง 4.95 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ก่อนโควิดที่มีจำนวน 4.27 ล้านคน โดยมั่นใจว่าปี 2568 นี้ตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียจะมีจำนวนทะลุ 5 ล้านคนได้ไม่ยากนัก

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับสายการบินมาเลเซีย เพื่อเปิดเส้นทางบินใหม่สู่เชียงใหม่ เพื่อให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางในการกระจายนักท่องเที่ยวมาเลเซียไปยังจังหวัดและภูมิภาคใกล้เคียง รวมถึงทำงานร่วมกับการรถไฟฯ และเอเย่นต์ทัวร์มาเลเซีย เพื่อเปิดเส้นทางท่องเที่ยวโดยรถไฟจากปาดังเบซาร์ในรูปแบบเช่าเหมาขบวนรถไฟ (Train Charter) ขึ้นสู่ภาคเหนือไปสิ้นสุดที่เชียงใหม่ เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อแก้โจทย์ที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียส่วนใหญ่ยังนิยมเดินทางโดยรถยนต์ ผ่านด่านเข้ามาเที่ยวในจังหวัดภาคใต้เป็นหลัก การเพิ่มเส้นทางท่องเที่ยวโดยสายการบินและรถไฟนั้น ระยะยาวจะสามารถช่วยกระจายนักท่องเที่ยวมาเลเซียไปภาคเหนือและภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศได้เป็นอย่างดี และมีโอกาสเพิ่มจำนวนได้มากขึ้นด้วย” นางสาวฐาปนีย์กล่าว

ปั๊ม “อินเดีย-มิดเดิลอีสต์” หนุน

นางสาวฐาปนีย์กล่าวด้วยว่า นอกจากตลาดมาเลเซียที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องแล้ว ยังมีตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตอื่น ๆ อีกจำนวนมาก เช่น อินเดีย มิดเดิลอีสต์ รวมถึงตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล โดยในส่วนของตลาดอินเดียนั้น จะมุ่งกระตุ้นให้เกิดการเดินทางครั้งแรกของนักท่องเที่ยวอินเดีย (First Visitor)

พร้อมทั้งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ เช่น กลุ่ม Family, Incentive, Wedding & Celebrations, Lady Travelers, Active Senior, Millennials, Luxury Leisure และ Golf เป็นต้น โดยปีนี้ ททท.ตั้งเป้ามีนักท่องเที่ยวอินเดียทะลุเป้าหมาย 2.3 ล้านคน

“นักท่องเที่ยวอินเดียถือเป็นตลาดระยะใกล้ที่มีศักยภาพสูง โดยปี 2567 ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้ามาเที่ยวไทย 2.129 ล้านคน เป็นจำนวนสูงที่สุดในประวัติการณ์ นับเป็นตลาดที่น่าจับตามอง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

เช่นเดียวกับตลาดมิดเดิลอีสต์ หรือกลุ่มตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูงเฉลี่ยราว 80,000-90,000 บาท/คน/ทริป นับว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก พำนักนาน และส่วนใหญ่ยังมาไทยเป็นครั้งแรก จึงเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตอีกมาก

โดยเฉพาะในกลุ่ม Wellness, Luxury, Halal-Friendly, กลุ่มครอบครัว และกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ Gen Y, Gen Z ที่มองหาประสบการณ์แปลกใหม่ และคาดว่าปีนี้ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและแอฟริการาว 1.1 ล้านคน

นอกจากนี้ ตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long Haul Market) หลาย ๆ ตลาดก็มีศักยภาพในการเติบโตเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรป อเมริกา รัสเซีย คาซัคสถาน ฯลฯ ซึ่ง ททท.ได้เร่งทำการตลาดเต็มที่เช่นกัน

“ดุสิตธานี” มุ่งการตลาดแบบพุ่งเป้า

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารโรงแรมกว่า 290 แห่ง ใน 19 ประเทศ กล่าวว่า จากแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยู่ในภาวะชะลอตัว รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ยังกังวลนั้น กลุ่มดุสิตธานีได้พยายามปรับตัวในแง่ของการให้บริการและกลยุทธ์การตลาดให้สอดรับกับเทรนด์การเดินทางท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่อง

โดยมีเป้าหมายไม่พึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยวในปริมาณที่มาก ด้วยการมุ่งทำการตลาดแบบพุ่งเป้ามากขึ้น เช่น เจาะกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เจาะกลุ่มพำนักยาว (Long Stay) กลุ่มทำงานที่ทำงานไปด้วย (Workation) กลุ่ม Sustainable หรือกลุ่มที่มองหาการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางเพื่อธุรกิจ (Bleisure=Business+Leisure)

จากเทรนด์ดังกล่าวนี้ บริษัทได้ปรับกลยุทธ์รองรับเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งทำงานร่วมกับพันธมิตรที่หลากหลาย เช่น โรงแรมกับสายการบิน, โรงแรมกับแหล่งท่องเที่ยว, โรงแรมกับกิจกรรมท่องเที่ยว ฯลฯ

“พฤติกรรมนักท่องเที่ยววันนี้เปลี่ยนไปมาก การตลาดแบบเดิม ๆ อาจไม่ตรงเป้า เราต้องพุ่งเป้าให้ตรง นอกจากให้สอดรับกับเทรนด์แล้ว ยังต้องโฟกัสพฤติกรรมเชิงลึกของนักท่องเที่ยวแต่ละตลาดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันเราใช้ AI มาช่วยทำแพ็กเกจสำหรับเสนอขายให้กับนักท่องเที่ยวแต่ละตลาดและแต่ละเซ็กเมนต์ เพื่อให้ตรงเป้ามากยิ่งขึ้นด้วย” นางศุภจีกล่าว

ส.โรงแรมชี้กลยุทธ์หลากหลายขึ้น

สอดรับกับนายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) ที่กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ปัจจุบันจะเห็นการทำการตลาดในรูปแบบใหม่และหลากหลายของกลุ่มธุรกิจโรงแรมเพิ่มมากขึ้น โดยนอกจากจะทำแพ็กเกจเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นแล้ว ยังมีการออกแบบแพ็กเกจให้เหมาะสมกับสภาพตลาดในแต่ละช่วงเวลา และนโยบายและกลยุทธ์ของแต่ละแบรนด์

โดยที่ผ่านมาพบว่าหลายโรงแรมยอมให้อัตราการเข้าพักลดลง เพื่อเลือกใช้วิธีรักษาระดับราคาขายไว้ เพื่อไม่ให้เสียราคา แล้วใช้วิธีลด แลก แจก แถม เช่น ทำแคมเปญ Staycation พักตั้งแต่ 3 คืนขึ้นไปแถมสปา หรือแถมเครื่องดื่ม หรือให้ส่วนลดร้านอาหาร ฯลฯ ขณะที่บางโรงแรมก็เลือกใช้วิธีลดราคาเพื่อเพิ่มอัตราการเข้าพักให้เป็นไปตามเป้าหมาย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากดูจากผลการสำรวจดัชนีเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าอัตราการเข้าพักเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ในระดับ 56% ปรับตัวลดลงจากเดือนเมษายนที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่ 63% ซึ่งเป็นการลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง และคาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 52% ในเดือนมิถุนายนนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักท่องเที่ยวมาเลย์พุ่งแซงจีนขึ้นอันดับ 1 โรงแรมชูแคมเปญใหม่ Staycation

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...