คนสหรัฐฯ หลายล้านคน ร่วมกันประท้วงในธีม No Kings ต้านทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต
“เราไม่มีกษัตริย์ เราไม่มีบัลลังก์ อำนาจเป็นของประชาชน และประเทศนี้เป็นของประชาชน […] ไม่ใช่ของประธานาธิบดี หรือทหาร” หนึ่งในประชาชนที่ออกมาประท้วง ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN
กลางเดือนมิถุนายน 2025 ทั่วสหรัฐอเมริกาได้เกิดปรากฏการณ์การประท้วงครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ "No Kings" สะท้อนความไม่พอใจต่อการบริหารงานและนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ผู้ประท้วงมองว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต และเป็นบ่อนทำลายหลักการประชาธิปไตยของประเทศ
ผู้คนหลายล้านคนทั่วสหรัฐอเมริกาได้ออกมาประท้วง โดยผู้จัดงานประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมหลายล้านคนในเกือบ 2,000 จุดทั่วประเทศ ตั้งแต่เมืองใหญ่ไปจนถึงเมืองเล็กๆ เช่น นิวยอร์กที่มีผู้ร่วมกว่า 200,000 คน หรือฟิลาเดลเฟียกว่า 100,000 คน แม้แต่เมืองเพนต์วอเตอร์ รัฐมิชิแกน ที่มีประชากรเพียง 800 คน ก็มีผู้ร่วมประท้วงถึง 400 คน โดยมีรายงานว่า ผู้ประท้วงยึดมั่นในหลักการไร้ความรุนแรง
สำหรับประเด็นหลักที่ผู้ประท้วงแสดงจุดยืน ประเด็นแรก คือ นโยบายตรวจคนเข้าเมืองและผู้อพยพ การแยกครอบครัวผู้อพยพ และการดำเนินมาตรการที่เข้มงวดอื่นๆ ซึ่งถูกมองว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน
ผู้ประท้วงในลอสแอนเจลิสที่ต่อต้านการบุกจับกุมผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายนำธงเม็กซิกันมาโบกสะบัด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตีความว่าเป็นการบ่งชี้ถึง “การรุกรานจากต่างชาติ” แต่ผู้ประท้วงหลายคนได้ตอบโต้ด้วยการนำธงชาติสหรัฐฯ มาโบกสะบัดบ้าง หรือพันรอบไหล่ เพื่อยืนยันความเป็นอเมริกันชน
ประเด็นถัดมา คือการแสดงแสนยานุภาพทางทหาร อย่างการที่ทรัมป์จัดพิธีสวนสนามทางทหารขนาดใหญ่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อฉลองครบรอบ 250 ปีกองทัพบก ซึ่งตรงกับวันเกิดของเขา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการแสดงออกถึงอำนาจทางการทหารในลักษณะที่คล้ายคลึงกับประเทศที่มีระบอบเผด็จการ ซึ่งไม่เหมาะสมกับประเพณีประชาธิปไตยของสหรัฐฯ
และสุดท้าย คือการใช้อำนาจแบบเผด็จการและบ่อนทำลายประชาธิปไตย อย่างการใช้อำนาจเพื่อปลดลูกจ้างรัฐบาลกลาง การพยายามรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง และการลดทอนบทบาทของกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อคุณค่าพื้นฐานของสหรัฐฯ ในฐานะประเทศที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์
ในการประท้วงที่วอชิงตัน ดี.ซี. มีการใช้หุ่นเชิดทรัมป์ขนาดใหญ่ที่สวมมงกุฎและนั่งบนโถส้วมทองคำ มีลูกโป่งทารกสีส้มขนาดยักษ์ที่มีทรงผมคล้ายทรัมป์ นอกจากนี้ ผู้ประท้วงยังถือป้ายที่หลากหลาย เช่น “fight oligarchy” (ต่อสู้กับคณาธิปไตย หรือรูปแบบการปกครองที่อำนาจกระจุกอยู่ในคนบางชนชั้น) และ “deport the mini-Mussolinis” (เนรเทศมินิมุสโสลินี เป็นการเปรียบเทียบถึง เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำฟาสซิสต์)
บางพื้นที่ ได้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอยู่บ้าง เช่น ในลอสแองเจลิส ที่มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ โดยตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนควบคุมฝูงชนเพื่อสลายผู้ประท้วง และในพอร์ตแลนด์ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางก็ใช้แก๊สน้ำตาและระเบิดแสงสลายฝูงชนที่ประท้วงชหน้าอาคารของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ
ในมินนิโซตา เกิดเหตุยิงสมาชิกสภานิติบัญญัติพรรคเดโมแครต 2 คน คนหนึ่งเสียชีวิตพร้อมสามี ซึ่งทางการระบุว่าเป็นการโจมตีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ขณะที่ในซอลต์เลกซิตี รัฐยูทาห์ เกิดเหตุยิงกันระหว่างการเดินขบวน ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1 ราย โดยตำรวจกำลังสืบสวนว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่
ไม่เพียงเท่านั้น ในคัลเปปเปอร์ รัฐเวอร์จิเนีย ยังมีผู้ประท้วงถูกรถ SUV ชน โดยมีรายงานว่าคนขับเร่งความเร็วรถเข้าใส่ฝูงชนโดยเจตนา
แล้วรัฐบาลทรัมป์ตอบสนองอย่างไรต่อการประท้วงครั้งนี้?
ผู้ว่าการรัฐหลายคนเรียกร้องให้คนอยู่ในความสงบ โดยบางรายได้ระดมกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) ล่วงหน้าก่อนการชุมนุม โดยเฉพาะในลอสแอนเจลิสที่ทรัมป์สั่งการให้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิและนาวิกโยธินเข้าประจำการ ระบุว่า เป็นไปเพื่อปกป้องทรัพย์สินของรัฐบาลกลาง
และเมื่อถูกถามเกี่ยวกับการประท้วง No Kings ทรัมป์กล่าวว่า “ผมไม่รู้สึกเหมือนเป็นราชาเลย ผมต้องผ่านขั้นตอนนรกเพื่อให้สิ่งต่างๆ ได้รับการอนุมัติด้วยซ้ำ” ซึ่งสะท้อนมุมมองที่แตกต่างจากผู้ประท้วงอย่างสิ้นเชิง
การประท้วง "No Kings" ครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา และแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกทางการเมืองที่ลึกซึ้งในสังคมอเมริกัน โดยผู้ประท้วงยืนยันในแถลงการณ์ว่า “วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสีแดงหรือสีฟ้า เมืองชนบทหรือมหานครใหญ่ ชาวอเมริกันได้รวมใจเป็นหนึ่งอย่างสงบสันติ และประกาศก้องอย่างชัดเจนว่า เราไม่มีกษัตริย์”
อ้างอิงจาก