โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เงินบาทฟื้นตัวอย่างจำกัด รอผลประชุมเฟด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 10.49 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 10.49 น.

ค่าเงินบาทฟื้นตัวอย่างจำกัด รอผลการประชุมเฟด

เงินบาทเปิดตลาดอ่อนค่าที่ระดับ 32.60/61 บาท/ดอลลาร์ จากแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ขณะตลาดรอผลประชุมเฟดและถ้อยแถลงของพาวเวลล์ ด้านเศรษฐกิจในประเทศยังได้แรงหนุนจากการส่งออกเดือน พ.ค.สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ยังขาดดุลรวม 5 เดือนแรก ขณะที่ยูโรและเยนยังอ่อนค่าเช่นกันตามแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจในภูมิภาค

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/6) ที่ระดับ 32.60/61 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (17/6) ที่ระดับ 32.54/56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักในฐานะสกุลเงินปลอดภัย เนื่องจากตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับสงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ทั้งสองประเทศยังคงโจมตีกันด้วยขีปาวุธโดยไม่มีท่าทีว่าจะลดความรุนแรงลง แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ได้เรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขก็ตาม

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหัฐเปิดเผยว่ายอดค้าปลีกร่วงลง 0.9% ในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งลดลงกว่าระดับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะลดลงเพียง 0.6% หลังจากลลง 0.1% ในเดือนเมษายน โดยคาดว่ามีสาเหตุมาจากมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ ทั้งนี้ ค่าเงินบาทฟื้นตัวขึ้นมา ไม่สามารถทำจุดต่ำสุดใหม่ได้

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังรอติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประจำวันที่ 17-18 มิ.ย.นี้ รวมทั้งถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด หลังเสร็จสิ้นการประชุม และรายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dtot Plot) ของเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดต่อไป

โดยล่าสุด FewWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 99.9% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่รดับ 4.25-4.50% ในการประชุมครั้งนี้ และคาดว่าเร็วสุดที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% จะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย.นี้

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน พ.ค.ปี 2565 ซึ่งมูลค่าการส่งออกรายเดือนอยู่ที่ระดับ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) การส่งออกไทยมีมูลค่ารวม 138,202 ล้นดอลลาร์ ขยายตัวถึง 14.9% ซึ่งทำให้มั่นใจว่าการส่งออกปีนี้จะไม่ติดลบอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ และยังมองว่ามีโอกาสจะเติบโตได้ในระดับ 2 หลัก

โดยกระทรวงพาณิชย์เชื่อว่า ภาคการส่งออกจะยังเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย ส่วนการนำเข้าในเดือน พ.ค. 68 มีมูลค่า 29,928 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 18% ส่งผลให้ 5 เดือนแรก การนำเข้ามีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 139,325 ล้านดอลลาร์ สำหรับเดือน พ.ค. ไทยเกินดุลการค้า 1,116 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อรวม 5 เดือนแรก ไทยขาดดุลการค้า 1,123 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม รมว.พาณิชย์ยังกล่าวว่า

ขณะที่ประเทศไทยได้เริ่มเจรจาภาษีกับสหรัฐแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการ โดยเชื่อว่าสุดท้ายแล้วผลเจรจาจะออกมาในทิศทางที่ดี ทำให้การส่งออกไม่ประสบปัญหา และเศรษฐกิจไทยไม่แย่อย่างที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 32.54-32.63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.60/62 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/6) ที่ระดับ 1.1497/99 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (17/6) ที่ระดับ 1.1555/57 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรยังทรงตัวอยู่บริเวณ 1.1500 เพื่อรอติดตามผลการประชุมของเฟดในคืนนี้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินยูโรยังคงได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่องหลังจากนางคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรปได้ให้ความเห็นไว้ในช่วงที่ผ่านมาว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนั้นเข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้ว และสถานะของธนาคารกลางในขณะนี้อยู่ในระดับที่ดี แม้ว่าในช่วงนี้สถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลจะจำกัดแรงหนุนค่าเงินยูโรก็ตาม ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 1.1488-1.1523 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลดที่ระดับ 1.1505/06 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/6) ที่ระดับ 145.22/23 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (10/6) ที่ระดับ 144.81/83 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยล่าสุดกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยรายงานเบื้องต้นในวันนี้ (18/6) ว่า ญี่ปุ่นขาดดุลการค้า 6.376 แสนล้านเยน (4/4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือน พ.ค. เนื่องจากการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ไปยังสหรัฐร่วงลงอย่างหนัก

โดยคาดว่าเป็นผลกระทบมาจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปรับขึ้นภาษีศุลกากร ซึ่งนับเป็นการขาดดุลการค้าติดต่อกันเป็เดือนที่สองของญี่ปุ่น เนื่องจากยอดส่งออกโดยรวมปรับตัวลง 1.7% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ระดับ 8.13 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 8 เดือน โดยถูกกดดันจากการส่งออกไปยังสหรัฐ ร่วงลง 11.1% ขณะที่ยอดนำเข้าโดยรวมลดลง 7.7% แตะที่ระดับ 8.77 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเดือนที่สอง

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศ ญี่ปุ่นเกินดุลการค้ากับสหรัฐ มูลค่า 4.517 แสนล้านเยน ลดลง 4.7% เมื่อเทียบรายปี เนื่องจากการส่งออกไปสหรัฐลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง สู่ระดับ 1.51 ล้านล้านเยน ขณะที่การนำเข้าจากสหรัฐลดลง 13.5% แตะระดับ 1.06 ล้านล้านเยน ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 144.82-145.34 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 144.93/95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (18/6), ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือน พ.ค. ของสหรัฐ (18/6), สต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) ของสหรัฐ (18/6), ผลการประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ยของเฟด (19/6), ผลการประชุนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) (19/6), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มิ.ย. จาก Gfk ของอังกฤษ (20/6), ดัชนียอดขายปลีกเดือน พ.ค. ของอังกฤษ (20/6), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ค.ของญี่ปุ่น (20/6), ดัชนีการผลิตเดือน มิ.ย.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย (20/6)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.7/-7.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -3.9/-3.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินบาทฟื้นตัวอย่างจำกัด รอผลประชุมเฟด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...