โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงคราม (แพลตฟอร์ม) ส่งด่วน เกมเดิมพันชิงเค้กหมื่นล้าน สนามจริงดุเดือดยิ่ง กว่าซีรีส์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 09.19 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 02.37 น.

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ

สงคราม (แพลตฟอร์ม) ส่งด่วน

เกมเดิมพันชิงเค้กหมื่นล้าน

สนามจริงดุเดือดยิ่ง กว่าซีรีส์

ไม่พูดถึงก็ไม่ได้ สำหรับ “สงครามส่งด่วน” ออริจินัลคอนเทนต์ของ Netflix และ GDH ที่สร้างปรากฏการณ์ขึ้นแท่นซีรีส์อันดับหนึ่ง ชวนให้สังคมพูดถึง Flash Express และการแข่งขันดุเดือดในตลาดโลจิสติกส์ไทย ซึ่งเป็นต้นเค้าให้ซีรีส์เรื่องดังกล่าวกระหึ่มไปทั่วสื่อสังคม

และเมื่อพูดถึง “สนามจริง” ของสงครามแพลตฟอร์มส่งด่วนในไทย ชะรอยว่าจะดุเดือดเสียยิ่งกว่าในซีรีส์ เพราะในตลาดหลายปีมานี้ เจ็บจริง ขาดทุนจริง และปิดกิจการจริง

โดยผู้เล่นหลักในเกมสงครามส่งด่วน ไม่ว่าจะเป็น ไปรษณีย์ไทย, Kerry, Flash ฯลฯ ต่างก็ตระหนักดีถึงเส้นทางการต่อสู้ที่ยังดุเดือดเลือดสาดอยู่ในขณะนี้

“ไปรษณีย์ไทย” (ปณท) นับเป็นบริษัทขนส่งแห่งชาติที่ผูกขาดตลาดส่งด่วนมากว่า 100 ปี ในอดีตนั้นประชาชนหน้าใสใครๆ ก็ต้องง้อ จึงมีอำนาจกำหนดเพดานราคาให้สอดคล้องกับต้นทุน และบวกกำไรเพิ่มอีกมาก

จนกระทั่งบริษัท เคอร์รี่ เอ็กซ์เพรส (Kerry) ที่เคยทำขนส่งแบบ B2B หันมาขึ้นแพลตฟอร์มพัสดุใหม่ในปี 2556 จับตลาดขนส่งด่วนแบบบุคคลสู่บุคคลมากขึ้น ก่อนจะทำส่งกรุงเทพฯ ใน 1 วัน

จากนั้นปูพรมสาขาทั่วหัวระแหงในเวลาอันสั้น มองไปทางไหนก็เห็นหน้าร้าน Kerry ชิงจุดได้เปรียบจาก ปณท ที่คนส่งของต้องไปที่ที่ทำการเท่านั้น แต่ Kerry สะดวกกว่า สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เริ่มเติบโตจากพฤติกรรมการค้าและการบริโภคในยุคดิจิทัล

กระนั้นราคาก็ยังไม่หนีจากเจ้าตลาด โดยเฉลี่ยยังคงเริ่มต้นที่ 35-50 บาท

แต่ด้วยความสะดวกภายใต้แนวคิด Kerry Express Everywhere เพิ่มสาขากว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงใช้กลยุทธ์ “ราคา” เน้นกลุ่ม “แม่ค้าออนไลน์” ที่มีการเติบโตมากขึ้น ลดราคาส่งพัสดุ รวมทั้งจัดโปรโมชั่น และเพิ่มสิทธิพิเศษต่างๆ ให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ในอีกด้านหนึ่งก็เพื่อแข่งกับแพลตฟอร์ม “รุ่นเล็ก” อย่าง Flash Express ที่เริ่มเปิดตัวในปี 2560 หลังการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ

ไม่ใช่แค่ Flash แต่ช่วงเดียวกันนี้ กลุ่มทุนใหญ่จากจีนสบช่องส่งแฟรนไชส์ที่มีแบ๊กอัพอันดับหนึ่งในแผ่นดินจีน อย่างอาลีบาบา และแอนท์ กรุ๊ป ส่ง J&T และ Best Express เข้ารุกตลาดส่งด่วนราคาประหยัด

ขณะที่ Flash Express ไม่น้อยหน้า ลงเล่นตลาดส่งด่วน กดราคาถูกเหมือนกัน แต่ชูจุดต่าง เข้ารับพัสดุฟรีถึงหน้าบ้านตั้งแต่ชิ้นแรก พร้อมเปิดให้บริการ 365 วัน ไม่มีวันหยุด

ยิ่งไปกว่านั้นยังกดราคาขั้นต่ำตัดหน้าเจ้าเดิมไปถึง 25 บาท และเคยเห็นต่ำสุดถึง 19 บาท ในช่วงโปรโมชั่น

ทั้งหมดตั้งอยู่บนวิธีคิดแบบแพลตฟอร์มดิจิทัล คือ “เผาเงิน” ไปก่อน เพื่อกวาดเอาผู้ใช้งานขึ้นบนแพลตฟอร์ม ให้มากที่สุด ทั้งผู้ใช้งาน ผู้จัดส่ง และร้านค้าในเครือ

แน่นอนว่า ผู้บริโภคได้ประโยชน์อย่างมากในสถานการณ์แข่งขันดุเดือดเช่นนี้ เพราะราคาส่งของถูกลง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบนโลกออนไลน์เติบโตแบบก้าวกระโดด

โดยข้อมูลจาก Statista ระบุว่าในปี 2560 อีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่าแตะ 3 ล้านล้านบาท และเติบโตต่อเนื่องแบบก้าวกระโดดทะลุ 5-6 ล้านล้านบาทในช่วงโควิด-19 (2564-2565) และคาดการณ์ว่าจะเติบโตแตะ 10 ล้านล้านบาทในปี 2571

เช่นเดียวกับมูลค่าของตลาด “ส่งด่วน” ที่เติบโตสอดคล้องกับอีคอมเมิร์ซ จากช่วงก่อนโควิด-19 ต่ำกว่า 8 หมื่นล้าน ขยับมาเป็นระดับแสนล้านบาท และคาดการณ์ว่าอาจแตะถึง 1.2 แสนล้านบาทในปี 2572-2573 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 7%

ในช่วงที่อีคอมเมิร์ซก้าวกระโดด บริษัทที่เข้าชิงเค้กก่อนอย่าง Kerry มีกำไรเติบโตเร็วจากหลักสิบล้านบาทในปีแรกที่เปิดบริการ สู่กำไรหลักร้อยล้าน และกำไรพันล้านต่อเนื่องในปี 2561-2563

กลายเป็นบริษัทที่โตเร็วที่สุดในไทย และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนับเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่ถูกพูดถึงมากที่สุด

แต่เหตุการณ์ก็พลิกผันอย่างรวดเร็ว ในปี 2564 กราฟรายได้ กำไร และสินทรัพย์ของ Kerry ลดฮวบติดดิน และนั่นเป็นปีสุดท้ายที่ Kerry รายงานผลกำไร เพราะติดลบต่อเนื่องเรื่อยมาจนปัจจุบัน

ระหว่างนี้เอง Kerry ต้องปรับตัว เปลี่ยนเจ้าของ เปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นกลุ่มทุนยักษ์ขนส่งอันดับสองในจีนอย่าง SF Holdings รีแบรนด์ เป็น KEX ลดการถือครองสินทรัพย์และปรับโฟกัสธุรกิจใหม่ สะท้อนถึงภาวะอ่อนแรงที่จะแข่งขันต่อ แม้ได้เครือ SF Group มาช่วยก็ฟื้นฟูกำลังไม่ได้

ในขณะที่ในปี 2564 ปีเดียวกันนี้ Flash Group สามารถปิดดีล ระดมทุนรอบ ซีรีส์ D+ และซีรีส์ E มูลค่ารวมกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ จากผู้ร่วมทุนรายใหม่ทั้ง SCB 10X กลุ่มทุนเดิม eWTP, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ หรือ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด เป็นต้น

กลายเป็นบริษัทที่ระดมทุนได้มากที่สุดใน 3 ปี เป็น “ยูนิคอร์น” หรือสตาร์ตอัพมูลค่า 3 หมื่นล้านรายแรกของไทย

คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นในปี 2564 “แข่งราคาไม่ได้ ขยายบริการไม่ทัน” หรือเพราะอะไรกันแน่ ที่เตะยักษ์ Kerry ลงจากบัลลังก์ขนส่งเอกชนอันดับหนึ่ง และพี่ใหญ่ขนส่งแห่งชาติ อย่างไปรษณีย์ไทย ต้องพบเจอการ “ขาดทุนครั้งแรก” ที่ 1,594 ล้านบาท และขาดทุนต่อเนื่องในปี 2565 ที่ 3,046 ล้านบาท ทั้งรายได้ภาพรวมก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนสำคัญ ในปี 2564-2565 นั้น เรียกได้ว่าอีคอมเมิร์ซรุ่งเรืองถึงขีดสุด มีการอัดฉีดเงินเข้ากระเป๋าประชาชนเพื่อหวังฟื้นเศรษฐกิจ และสารพัดปัจจัยบวก แต่ขนส่งเจ้าตลาดขาดทุนยับ

การเปลี่ยนแปลงสำคัญในช่วงปี 2564 สะท้อนผ่านการเติบโตของยักษ์ซุ่มอย่าง shopee และ lazada ที่แอบเปิดสายขนส่งของตัวเองมาตั้งแต่ปี 2561 แม้ขาดทุนต่อเนื่อง (ช้อปปี้เอ็กซ์เพรส หรือ SPX ที่ขาดทุนสะสม 2561-2563 ถึง 2 พันล้านบาท) ทว่า ในปี 2564 กลับพลิกจากติดลบสองพันล้านผงาดขึ้นมาโชว์รายได้บวก 689% เมื่อเทียบปีต่อปี และในปี 2565 ก็พลิกทำกำไรสูงสุด 932 ล้านบาท

ลักษณะการเติบโตเช่นเดียวกับ Lazada Express ที่กำไรเติบโตสองปี 1,087% จากที่ขาดทุนสะสมสองพันล้านบาทเช่นกัน

จากขนส่งนอกสายตาที่แต่ก่อนไม่เห็นหน้าร้าน กลายเป็นรายที่มีเพอร์ฟอร์มเด่นสุด ในปี 2566 ที่ผ่านมา Lazada logistic กำไร 2.9 พันล้าน และในปี 2567 กำไร 1.7 พันล้าน ส่วน SPX ในปี 2566 กำไร 35 ล้าน และในปี 2567 กำไร 469 ล้าน

ทั้งนี้ ช่วงปี 2566-2567 ก็มีความสำคัญอีกครั้ง เมื่อสองแพลตฟอร์มใหญ่บุกไทย คือ TikTok Shop ที่มีการค้ารูปแบบใหม่ ไลฟ์คอมเมิร์ซ โดยอินฟลูเอนเซอร์และร้านค้าที่ใช้รูปแบบ “ติดตะกร้า” สั่งซื้อนั้นจะผูกกับผู้ส่งของที่ได้เอ็กซ์คลูซีฟจาก TikTok ในช่วงแรกนั้นคือ Flash Express ทำให้ Flash ลดการขาดทุนลง จากปี 2565 ขาดทุน 2.1 พันล้าน และในปี 2566 เหลือขาดทุนแค่ 5.5 ร้อยล้าน

ขณะที่อีกแพลตฟอร์มที่สร้างความวิตกในหมู่ผู้ประกอบการไทย คือ TEMU ที่การจัดส่งผูกขาดไว้กับ J&T Express ดันรายได้ของขนส่งแฟรนไชส์จีนนี้โตอย่างน่าสนใจ คือในปี 2566 ขาดทุน 7 พันบาท แต่ปี 2567 พลิกกำไร 820 ล้านบาท

ภาพชัดของสงครามส่งด่วน ในช่วง 2-3 ปีนี้ ขนส่งแต่ละราย “ยึดหัวหาด” ตรึงกำลังไว้กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมากกว่าจะพึ่งพาสงครามราคาแบบเดิม และแต่ละรายต่างมีพื้นที่ของตนเอง

จวบจนถึงนาทีนี้การแข่งขันราคา ส่งถูก คุณภาพดี ดำเนินมายาวนานเกือบ 10 ปี ยักษ์ใหญ่เหนื่อยล้ากับการเผาเงินของนักลงทุนทิ้ง และเริ่มอิ่มตัว หลายคนมองว่า บริษัทส่งด่วนแข่งราคามานาน บางรายยังไม่เคยเห็นกำไรสักครั้งเดียว และขาดทุนสะสมอยู่หลายพันล้านบาท

แต่ในวันนี้ เราเห็น “ความจริง” แล้วว่าขนส่งแต่ละรายเริ่มจับทางของตัวเอง อาจไม่เผาเงินอย่างที่เคยเป็นมา เพราะได้ส่วนสำคัญที่สุดของลูกค้าไปหมดแล้ว นั่นไม่ใช่ชิ้นงานพัสดุที่ชิงจากตลาดได้

หากแต่เป็น “ข้อมูล” พฤติกรรมที่ป้อนสู่ระบบประมวลผลที่แม่นยำ ซึ่งกลุ่มขนส่งของฝั่งอีคอมเมิร์ซพิสูจน์ความจริงข้อนี้ให้เห็นแล้ว

ในวันนี้การ Optimized เส้นทาง ระวางสินค้า และค่าจัดส่งมีการคำนวณอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น จนยักษ์แต่ละรายอยู่ตัว รู้แล้วว่า “ควรสู้ราคา” ในที่ใด ที่ไหนยังต้อง “สู้บริการ” ในคนกลุ่มใดที่ต้องทำ

ทั้งหมดนี้คือ สมรภูมิจริงของ “สงครามส่งด่วน” ที่ยังคงดุเดือด ดราม่า พลิกผันไม่แพ้สิ่งที่ได้ชมในซีรีส์เลยทีเดียว

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงคราม (แพลตฟอร์ม) ส่งด่วน เกมเดิมพันชิงเค้กหมื่นล้าน สนามจริงดุเดือดยิ่ง กว่าซีรีส์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...