โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แกะสูตรธุรกิจเจ้าของ KARUN แม้ลุยตลาด Red Ocean แต่ตัวตนแบรนด์ต้องชัด

TODAY Bizview

อัพเดต 06 มิ.ย. 2568 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 09.24 น. • workpointTODAY

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาตลาดเครื่องดื่ม โดยเฉพาะแบรนด์ชาไทยมีผู้เล่นลงตลาดเยอะขึ้น จากกระแสชาไทยบูมอย่างหนัก จนจำนวนร้านเครื่องดื่มเติบโตขึ้นกว่า 40% แต่ท่ามกลางการแข่งขันในตลาด Red Ocean นี้

หนึ่งในแบรนด์ชาไทยที่มีชื่อเสียงอย่าง KARUN กลับสามารถยืนระยะและเติบโตได้อย่างน่าสนใจ แล้ว KARUN ดำเนินธุรกิจอย่างไร ท่ามกลางตลาดแข่งเดือดนี้ TODAY Bizview จะมาสรุปให้ครบจบผ่านบทความนี้

ในงาน THAILAND C VISION SUMMIT 2025 ‘ธัญย์ณภัคช์ ศิริประภาเจริญ’ ซีอีโอและผู้ก่อตั้งแบรนด์ KARUN ได้มาแชร์วิธีการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ KARUN

[ KARUN วางแบรนด์ให้ชัด ไม่วิ่งตามเทรนด์ ]

เริ่มจากที่ ‘ธัญย์ณภัคช์’ เจ้าของแบรนด์บอกว่า เป้าหมายของ KARUN คือการเป็นหนึ่งในแบรนด์ชาไทยที่ผู้บริโภคคิดถึงทันทีเมื่ออยากกินชาไทย และการไปถึงจุดนั้น เขาไม่ได้รีบเปิดร้านตามกระแส แต่เลือกที่จะ ศึกษาตลาดอย่างจริงจัง ค้นหา pain point ของผู้บริโภค

และพบว่าคนจำนวนมากอยากดื่มชาไทยรสแท้ๆ แต่ไม่ต้องการกลิ่นกาแฟหรือเมนูผสมเหมือนในร้านกาแฟทั่วไป พูดง่ายๆ ว่าอยากเข้าร้านชาไทยที่มีแค่ชาไทย ไม่ใช่เข้าร้านกาแฟเพื่อสั่งชาไทย และยังเชื่อว่า ชาไทยคือสินค้าประจำชาติ ไม่ว่าใครจะมาเที่ยวไทยก็ต้องอยากลอง และหากจะส่งออกไปต่างประเทศ ชาไทยที่มาจากประเทศไทยจริงๆ

KARUN จึงเปิดร้านที่ “ขายเฉพาะชาไทย” เพื่อเป็นจุดยืนที่แตกต่าง และต้องมีวิสัยทัศน์ว่าไม่ได้คิดแค่ขายดีในวันนี้ แต่ถามตัวเองว่า “ถ้าอีก 5 ปี 10 ปี อยากให้แบรนด์เราเป็นแบบไหน?”

ปัจจุบันแม้เทรนด์จะเปลี่ยนจากชาไทยเป็นมัทฉะ แต่ KARUN ไม่หวั่นไหว เพราะวางกลยุทธ์เน้นทำให้แบรนด์แข็งแรงมากกว่าการวิ่งตามเทรนด์มีต้นทุนสูง กำไรต่ำ และอายุสั้น

ในทางกลับกัน KARUN เชื่อใน แบรนด์ที่มีตัวตนชัดเจน และลงทุนกับคุณภาพสินค้า ทำให้พรีเมียม เพื่อให้ชาไทยกลายเป็น สินค้าที่มีภาพลักษณ์ “เซ็กซี่” และเป็นที่ต้องการของคนรุ่นใหม่ แม้จะเติบโตช้าแต่ก็ยั่งยืนกว่า

[ เปิดแบรนด์ใหม่ในพอร์ต ลงเล่นในตลาด Red Ocean อย่างชาอีกรอบ ]

ในเครือ KARUN ตอนนี้ก็มีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเสริมเติมพอร์ตเข้าไปด้วย เช่น

  • เจริญสังขยา สังขยาสูตรของคุณแม่
    [    * Summer Bowl ร้านสมูทที \(Take Over มา\) ,     * Avery Wong แบรนด์ชานมพรีเมียมที่มีกลิ่น รสชาติ ซับซ้อน มีเอกลักษณ์  ]

ที่น่าสนใจคือ ‘ธัญย์ณภัคช์’ เจ้าของแบรนด์ ลงเล่นตลาดชาที่ Red Ocean มากๆ อีกครั้งด้วยการเปิด Avery Wong แบรนด์ชานมพรีเมียม โดยเขามองว่าตลาดชายังน่าสนใจและมีโอกาสเติบโตสูง ซึ่งแบรนด์ที่เปิดก็ต่างจากแบรนด์ในตลาด

เพราะจากผลการศึกษา Pain Point กลุ่ม Gen Z ที่ต้องการดื่มชาที่ซับซ้อนมีหลายชั้น โดดเด่นทั้งเรื่องของกลิ่นและรสชาติ ทำให้เปิด Avery Wong ต่างจากแบรนด์ชาจีนที่เข้ามาตีตลาดในไทย ตอนนี้มี 2 สาขาแล้ว ภายในปีนี้คิดว่าจะขยายอีก 3 สาขาตามใจกลางเมือง

[ นักท่องเที่ยวจีนหาย KARUN ได้รับผลกระทบจริง ]

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนหาย ทาง ‘ธัญย์ณภัคช์’ เจ้าของแบรนด์ ก็บอกว่าแบรนด์ได้รับผลกระทบจริงๆ จากที่ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาแล้วสั่งครั้งละ 3 แก้ว เปย์เฉลี่ยต่อบิล 300 บาท ตอนนี้ก็น้อยลง โดยเฉพาะกับสาขาสยาม พารากอน และเซ็นทรัลเวิลด์

แบรนด์เลยเริ่มปรับตัวเข้าสู่นักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางมากขึ้น โดยเริ่มจากการปรับป้ายร้านให้มีฮาลาลประกอบ

สำหรับกลุ่มลูกค้าคนไทยแบรนด์จะขยายไปย่านราชพฤกษ์ที่มีหมู่บ้านอยู่เยอะๆ มากขึ้น เพราะกลุ่มนี้วันหยุดมีกำลังซื้อหน้าร้านสูงมาก ถ้าเทียบกับกรุงเทพกรีฑาที่จะได้เรื่องความถี่จากคนสั่งเดลิเวอรี่มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ ‘ธัญย์ณภัคช์’ ตั้งเป้าไว้ว่าจะมียอดขาย 260 ล้านบาท แม้ช่วงครึ่งปีแรกจะเหนื่อยหน่อย และในปีหน้าจะเริ่มขยายธุรกิจ KARUN ไปยังต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์

ทิ้งท้ายด้วยแนวคิดการบริหารฉบับ ‘ธัญย์ณภัคช์’ เธอบอกไว้ว่า “องค์กรเราปลูกฝังเสมอว่า ตอนขาขึ้นอย่าดีใจกับมันนาน” เพราะการวางแผนคือสิ่งที่ต้องทำตอนที่ทุกอย่างดูดี เพื่อเตรียมรับวันที่ทุกอย่างอาจไม่เป็นใจ

เธอยังใช้ความรู้ด้านการเงินที่เรียนมาเพื่อบริหารความเสี่ยง และเชื่อในตัวเลข จนธุรกิจมีความมั่นคงมากพอ แม้จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่โตเร็วที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...