คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘อิเหนา’ กับ ‘นิติสงคราม’ ของเขา
สำนวนไทย “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 อธิบายว่าหมายถึงการตำหนิผู้อื่นเรื่องใดแล้วตนก็กลับทำเรื่องนั้นเสียเอง
แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า แล้วอิเหนาไปว่าใคร แล้วที่เป็นเองน่ะเป็นอย่างไร เพราะเรื่องอิเหนานี้เป็นวรรณคดีไทยที่คนทั่วไปจะรู้จักหรือได้อ่านผ่านตากันน้อย ไม่เหมือนพระอภัยมณี รามเกียรติ์ หรือขุนช้างขุนแผน ที่เมื่อได้ยินสำนวน“เจ้าชู้ยังกับขุนแผน” หรือ “ยักษ์พามา ลิงพาไป” แล้วเข้าใจหรือนึกออกได้ว่าหมายถึงอะไรหรือมาจากเนื้อเรื่องในวรรณคดีนั้นตอนไหน
เอาเข้าจริงผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่รู้ จนเมื่อจะเขียนคอลัมน์ตอนนี้จึงได้ไปค้นคว้าและ พบเฉลยในบทความของ “ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์” ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ค.67 เรื่อง “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” อิเหนาว่าใคร แล้วอิเหนาเป็นเหมือนใคร โดยคุณ “เสมียนนารี” ว่าสำนวนนี้มีที่มาจากวรรณคดีเรื่อง “อิเหนา” ตอน“ศึกกะหมังกุหนิง” ที่วิหยาสะกำโอรสท้าวผู้ครองเมืองกะหมังกุหนิงได้เห็นรูปของบุษบาจนเกิดความหลงใหล เมื่อส่งทูตมาขอนางต่อท้าวดาหาก็พบว่านางได้หมั้นกับจรกาไปก่อนหน้าจึงเกิดศึกชิงนางบุษบาขึ้น ส่งผลให้อิเหนาในฐานะของพันธมิตรร่วมวงศ์เทวาจึงต้องมาช่วยรบกับเขาด้วยโดยไม่เต็มใจ ถึงกับบ่นเป็นกลอนละครซึ่งแปลออกมาเป็นภาษาร่วมสมัยได้ว่า “นางบุษบาอะไรนี่จะสวยอะไรขนาดพวกเอ็งต้องทำสงครามแย่งกันเลยเหรอ”
แต่อิเหนาก็ไปรบจนชนะวิหยาสะกำ ก็ได้เข้าเฝ้าท้าวดาหากับประไหมสุหรี และได้พบนางบุษบาแบบตัวเป็นๆ ก็ถึงขนาดตกตะลึงกับความงามจนแทบสิ้นสติไปด้วยความเสียดาย เพราะจริงๆ นางบุษบานั้นเคยถูกวางตัวเป็นคู่หมั้นของอิเหนาไว้ก่อนแล้ว แต่โดนอิเหนาเทไปหานางจินตะหราจนต้องไปหมั้นกับจรกาเป็นที่มาของเรื่องราวอีนุงตุงนังข้างต้น
สรุปคือที่อิเหนาไป “ว่าแต่เขา” คือวิหยาสะกำและจรกาว่าจะหลงอะไรกับนางบุษบา แต่พอตัวเองได้ประสบพบนางเข้า ก็ “เป็นเอง” ที่หลงรักไปกับเขาด้วย
แล้วเรื่อง “อิเหนา” ที่เอามาตั้งชื่อคอลัมน์นี่หมายถึงใคร และนิติสงครามที่ว่านี้คืออะไร
“นิติสงคราม” คือการใช้กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามในทางการเมืองเพื่อหวังผลให้ฝ่ายตรงข้ามเสียหาย อ่อนแอ หรือหมดพลังในการต่อต้าน มาจากคำว่า “Lawfare” ที่เกิดจากการประสมคำว่า “law” (กฎหมาย) และ “warfare” (สงคราม) โดยปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนและอดีตนักการเมืองชาวไทยได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง Lawfare และให้คำแปลภาษาไทยข้างต้นไว้ เพื่ออธิบายกลไกการใช้ “รัฐธรรมนูญ” และ “กฎหมาย” รวมถึงกลไกขององค์กรตุลาการและองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเพื่อโจมตีในทางการเมือง
โดยฝ่ายที่เรียกว่าตกเป็นเป้าหมายของ “นิติสงคราม” ชัดเจนที่สุด คือ “พรรคส้ม” ที่หมายถึงอดีตพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลที่ถูกยุบไปโดยกระบวนการทางศาลรัฐธรรมนูญ ที่ก็ยังส่งผลกระทบที่น่าวิตกมาถึงพรรคประชาชน ที่เป็น “พรรคส้ม” ในปัจจุบันด้วย
เมื่อเห็นข่าวที่ พรรคประชาชน “ขู่” ว่าจะรวบรวมรายชื่อ ส.ส. เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม ว่า นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง กระทำการต้องห้ามในการใช้งบประมาณรายจ่ายไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม โดยการเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสองหรือไม่ ในใจก็อุทานว่า “ใจเย็นก่อนนะอิเหนา”
มาตรา 144 เป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณของรัฐสภา โดยวรรคหนึ่งเป็นหลักการทั่วไปในการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณว่าจะปรับลดงบประมาณอะไรได้แค่ไหนเพียงไร ส่วนวรรคสองเป็นการกำหนด “ข้อห้าม” การเสนอ การแปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย
ส่วนวรรคสามเป็นสภาพบังคับที่กำหนดวิธีการดำเนินการและกำหนดโทษกรณีที่อาจมีการฝ่าฝืนไว้ โดยให้อำนาจ ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา ที่เห็นว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 144 วรรคสอง เข้าชื่อกันเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา โดยศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับความเห็น
ขอคั่นด้วยการเล่าที่มาที่ไปของรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวไว้ตรงนี้ก่อนว่า บทบัญญัติข้างต้นนี้มีที่มาตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มุ่งจะกำจัดประเพณีทางการเมืองที่เรียกว่า “งบ ส.ส.”
โดยในยุคก่อนมีรัฐธรรมนูญดังกล่าว ในการแปรญัตติหรือพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นจะมีแนวทางปฏิบัติที่กลายเป็นประเพณีทางการเมืองว่า ให้ ส.ส.แต่ละคนมีวงเงินที่ตกลงกันให้จัดการโยกย้ายถ่ายโอนเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ โดย ส.ส.แต่ละคนจะจัดสรรเงินในโควต้าของตัวเองไปลงในโครงการใดๆ ก็ได้ตามแต่เห็นสมควร
เป็นช่องให้บรรดา ส.ส.สามารถใช้โควต้า “งบ ส.ส.” ส่วนนี้ของตัวเอง ผันเงินงบประมาณไปลงในพื้นที่ตัวเองได้ เหมือนที่สมัยก่อนเราจะได้เห็นป้ายตามถนน สะพาน หรือสาธารณูปโภคนี่แหละว่า ถนนนี้หรือสะพานนั้น มาจากการแปรงบประมาณของท่าน ส.ส.ในพื้นที่ ชาวบ้านขอขอบคุณท่านไว้ ณ ที่นี้ ระบบ “งบ ส.ส.” นี้นอกจากก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำกันของพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่สุดแล้วแต่ ส.ส.จะแปรงบประมาณมาสร้าง “ความเจริญ” อะไรไว้ให้ชาวบ้าน ยิ่งถ้า ส.ส.ท้องที่นั้นเป็นรัฐบาลบ่อยๆ พื้นที่นั้นก็จะยิ่งเจริญผิดหูผิดตา และนั่นเท่ากับเป็นการสั่งสมอิทธิพลให้ ส.ส.ในท้องที่จนเป็นที่มาส่วนหนึ่งของการเมืองแบบ “บ้านใหญ่”
รัฐธรรมนูญ “ฉบับปฏิรูปการเมือง” 2540 จึงมีบทบัญญัติห้ามการกระทำต่างๆ ที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายไว้เป็นครั้งแรกในมาตรา 180 วรรค 6 รวมถึงให้อำนาจ ส.ส. หรือ ส.ว. สามารถเข้าชื่อกันเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ตามวรรค 7 ซึ่งสภาพบังคับของการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำดังกล่าวสิ้นผลไปเท่านั้น ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับต่อมา พ.ศ.2550 ก็ยังบัญญัติหลักการของเรื่องนี้ไว้ในลักษณะเดียวกัน
แต่ในรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้จบแค่นั้น เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการฝ่าฝืนเข้าไปมีส่วนใช้งบประมาณดังกล่าวแล้ว นอกจากการแปรญัตติ หรือการกระทำอื่นใดที่ว่านั้นเป็นอันสิ้นผลไปแล้ว ยังมี “โทษ” กำหนดไว้เพิ่มเติมด้วยว่า ถ้าผู้กระทำการดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้กระทำการนั้นสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น
ยิ่งกว่านั้น หากเป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้ง คณะรัฐมนตรียังต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้อยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีมติ และให้ผู้กระทำการดังกล่าวต้องรับผิดชดใช้เงินนั้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย ภายในอายุความยี่สิบปี
ปิดท้ายด้วยบทจูงใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่รู้เห็นกับเกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณที่รู้ว่ามีการดำเนินการฝ่าฝืนบทบัญญัติข้างต้น อาจจะทำบันทึกข้อโต้แย้งไว้เป็นหนังสือหรือมีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบเพื่อให้พ้นจากความรับผิดด้วย
จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ข้างต้น จะเห็นถึงความรุนแรงอย่างไม่ได้สัดส่วนของบทลงโทษที่เกินปกติ ซึ่งการพิจารณากฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรืองบประมาณอะไรก็ตาม หากมีช่องให้ถูกร้องไปศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้แล้ว ก็อาจส่งผลให้คณะรัฐมนตรีปลิวหายไปได้ทั้งคณะพร้อมการตัดสิทธิทางการเมืองแบบเป็นหางว่าว
มาตราดังกล่าวนี้จึงนับเป็น “อาวุธนิติสงคราม” ระดับทำลายล้าง
จนต้องมีคำถามฝากถึง “อิเหนา” ผู้เคยต้องพิษภัยของกลไก “นิติสงคราม” ให้ถูกยุบพรรคไปสองครั้งสองครา จนบุคคลผู้ก่อตั้งและมีส่วนร่วมในการวางอุดมการณ์ถูกลงโทษเว้นวรรคทางการเมืองหลายสิบคน คราวนี้จะมาหลง “เสน่ห์” อันเย้ายวนของอาวุธนิติสงครามพลังทำลายล้างสูงแล้วจะ “เป็นเอง” ด้วยการอาศัยกลไกที่ว่ามาใช้กับฝ่ายตรงข้ามเพื่อความได้เปรียบทางการเมืองไปด้วยหรือไม่
ถ้าจะโต้ว่าเรื่องนี้ถ้ารองประธานสภาไม่ได้กระทำการผิดรัฐธรรมนูญตามที่กล่าวหา ก็จะไปกลัวอะไร การจะเสนอเรื่องนี้เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์รักษาเงินงบประมาณของประชาชนอะไรก็ว่าไป
ก็อยากจะย้อนถามกลับเหมือนกันว่า ในตอนที่คุณธนาธรให้พรรคอนาคตใหม่กู้เงินนั้น ได้คิดไว้หรือเปล่าว่ามันจะถูกตีความว่าถือเป็นการบริจาคให้พรรคการเมืองอันเป็นการกระทำต้องห้ามตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองจนเป็นเหตุแห่งการยุบพรรค?
เช่นเดียวกับในตอนที่เสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็ได้คิดหรือเกรงไว้หรือไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จนได้รับโทษถึงยุบพรรคไปเช่นเดียวกัน?
อีกทั้งเมื่อพิจารณาข้อความใน “ตัวบท” ที่ถือเป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 จะเห็นว่าการกระทำที่เป็นผลให้มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายนั้น รวมถึง “การกระทำด้วยประการใดๆ” เป็นถ้อยคำที่ตีความได้อย่างกว้างขวางน่ากลัวเพียงใด รวมถึงสภาพบังคับที่จะส่งผลครอบคลุมไปถึงคณะรัฐมนตรีที่อาจต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะหากเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้ง อาจถูกตีความไปได้ไกลขนาดไหน เพราะแม้เป็นการกระทำของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็ได้รับการเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของรัฐสภา
แล้วได้คิดบ้างหรือไม่ว่าพรรคหรือ ส.ส.ของตัวเองก็อาจจะโดน “ย้อนศร” เข้าให้บ้าง ว่าการออกมาตรวจสอบหรือขู่จะตัดงบนี่นั่นอย่างที่พรรคชอบประกาศนั้น อาจถูกพิจารณาว่าเป็น “การกระทำด้วยประการใดๆ” ที่เป็นผลให้มีส่วนทางอ้อมในการใช้งบประมาณ เพราะตีความว่าการ “ไม่ใช้” ก็ถือเป็นการใช้ในรูปแบบหนึ่ง โดยอาจจะประกอบเจตนาที่เห็นได้ว่ามุ่งตัดงบตุลาการและองค์กรอิสระตามอำเภอใจหรืออะไรก็ว่าไป
บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 144 นี้เป็นอาวุธสงครามอันตรายที่ไม่มีใครควรไปแตะต้องโดยไม่จำเป็น จนกว่ามันจะถูกนำออกไปจากรัฐธรรมนูญ เพราะถ้ามันลองได้ใช้จริงจนได้ผลสักครั้ง ก็อาจจะก่อให้เกิดบรรทัดฐานที่อาจก่อปัญหาในการพิจารณากฎหมายงบประมาณของฝ่ายรัฐสภาอีกมากโดยไม่ได้คุ้มสักนิดกับการเอาชนะคะคานกันในวันนี้
ต่อให้ว่าเรื่องนี้หากรองประธานสภาผู้แทนที่ว่ามีการดำเนินการเกี่ยวกับงบประมาณในการก่อสร้างหรือซ่อมแซมรัฐสภาที่ไม่เหมาะสมจริง มันไม่มีวิถีทางตรวจสอบทางการเมืองที่ได้สัดส่วนและสมเหตุสมผลที่จะใช้ได้อีกแล้วหรือ แทนที่จะต้องงัดเอานิติอาวุธสงครามพลังทำลายล้างสูงขนาดนี้มาใช้
อิเหนาที่เคยร้องแรกแหกกระเชอว่าตัวเองถูกฝ่ายตรงข้ามใช้ “นิติสงคราม” มาทำลายล้างพรรคการเมืองและอุดมการณ์ของตนจนแตกพ่ายไปถึงสองครั้งสองครา ก็อย่าเพิ่ง “เป็นเอง” ไปหลงหน้ามืดให้แก่วิถีทางแห่งการใช้ “นิติสงคราม” เหมือนที่อิเหนาไปว่าเขาหลงนางบุษบาและก็เข้าตัวเองเลย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘อิเหนา’ กับ ‘นิติสงคราม’ ของเขา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th