โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘อิเหนา’ กับ ‘นิติสงคราม’ ของเขา

MATICHON ONLINE

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 06.15 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 06.10 น.

สำนวนไทย “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 อธิบายว่าหมายถึงการตำหนิผู้อื่นเรื่องใดแล้วตนก็กลับทำเรื่องนั้นเสียเอง

แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า แล้วอิเหนาไปว่าใคร แล้วที่เป็นเองน่ะเป็นอย่างไร เพราะเรื่องอิเหนานี้เป็นวรรณคดีไทยที่คนทั่วไปจะรู้จักหรือได้อ่านผ่านตากันน้อย ไม่เหมือนพระอภัยมณี รามเกียรติ์ หรือขุนช้างขุนแผน ที่เมื่อได้ยินสำนวน“เจ้าชู้ยังกับขุนแผน” หรือ “ยักษ์พามา ลิงพาไป” แล้วเข้าใจหรือนึกออกได้ว่าหมายถึงอะไรหรือมาจากเนื้อเรื่องในวรรณคดีนั้นตอนไหน

เอาเข้าจริงผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่รู้ จนเมื่อจะเขียนคอลัมน์ตอนนี้จึงได้ไปค้นคว้าและ พบเฉลยในบทความของ “ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์” ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ค.67 เรื่อง “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” อิเหนาว่าใคร แล้วอิเหนาเป็นเหมือนใคร โดยคุณ “เสมียนนารี” ว่าสำนวนนี้มีที่มาจากวรรณคดีเรื่อง “อิเหนา” ตอน“ศึกกะหมังกุหนิง” ที่วิหยาสะกำโอรสท้าวผู้ครองเมืองกะหมังกุหนิงได้เห็นรูปของบุษบาจนเกิดความหลงใหล เมื่อส่งทูตมาขอนางต่อท้าวดาหาก็พบว่านางได้หมั้นกับจรกาไปก่อนหน้าจึงเกิดศึกชิงนางบุษบาขึ้น ส่งผลให้อิเหนาในฐานะของพันธมิตรร่วมวงศ์เทวาจึงต้องมาช่วยรบกับเขาด้วยโดยไม่เต็มใจ ถึงกับบ่นเป็นกลอนละครซึ่งแปลออกมาเป็นภาษาร่วมสมัยได้ว่า “นางบุษบาอะไรนี่จะสวยอะไรขนาดพวกเอ็งต้องทำสงครามแย่งกันเลยเหรอ”

แต่อิเหนาก็ไปรบจนชนะวิหยาสะกำ ก็ได้เข้าเฝ้าท้าวดาหากับประไหมสุหรี และได้พบนางบุษบาแบบตัวเป็นๆ ก็ถึงขนาดตกตะลึงกับความงามจนแทบสิ้นสติไปด้วยความเสียดาย เพราะจริงๆ นางบุษบานั้นเคยถูกวางตัวเป็นคู่หมั้นของอิเหนาไว้ก่อนแล้ว แต่โดนอิเหนาเทไปหานางจินตะหราจนต้องไปหมั้นกับจรกาเป็นที่มาของเรื่องราวอีนุงตุงนังข้างต้น

สรุปคือที่อิเหนาไป “ว่าแต่เขา” คือวิหยาสะกำและจรกาว่าจะหลงอะไรกับนางบุษบา แต่พอตัวเองได้ประสบพบนางเข้า ก็ “เป็นเอง” ที่หลงรักไปกับเขาด้วย

แล้วเรื่อง “อิเหนา” ที่เอามาตั้งชื่อคอลัมน์นี่หมายถึงใคร และนิติสงครามที่ว่านี้คืออะไร

“นิติสงคราม” คือการใช้กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามในทางการเมืองเพื่อหวังผลให้ฝ่ายตรงข้ามเสียหาย อ่อนแอ หรือหมดพลังในการต่อต้าน มาจากคำว่า “Lawfare” ที่เกิดจากการประสมคำว่า “law” (กฎหมาย) และ “warfare” (สงคราม) โดยปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนและอดีตนักการเมืองชาวไทยได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง Lawfare และให้คำแปลภาษาไทยข้างต้นไว้ เพื่ออธิบายกลไกการใช้ “รัฐธรรมนูญ” และ “กฎหมาย” รวมถึงกลไกขององค์กรตุลาการและองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเพื่อโจมตีในทางการเมือง

โดยฝ่ายที่เรียกว่าตกเป็นเป้าหมายของ “นิติสงคราม” ชัดเจนที่สุด คือ “พรรคส้ม” ที่หมายถึงอดีตพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกลที่ถูกยุบไปโดยกระบวนการทางศาลรัฐธรรมนูญ ที่ก็ยังส่งผลกระทบที่น่าวิตกมาถึงพรรคประชาชน ที่เป็น “พรรคส้ม” ในปัจจุบันด้วย

เมื่อเห็นข่าวที่ พรรคประชาชน “ขู่” ว่าจะรวบรวมรายชื่อ ส.ส. เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม ว่า นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง กระทำการต้องห้ามในการใช้งบประมาณรายจ่ายไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม โดยการเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสองหรือไม่ ในใจก็อุทานว่า “ใจเย็นก่อนนะอิเหนา”

มาตรา 144 เป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณของรัฐสภา โดยวรรคหนึ่งเป็นหลักการทั่วไปในการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณว่าจะปรับลดงบประมาณอะไรได้แค่ไหนเพียงไร ส่วนวรรคสองเป็นการกำหนด “ข้อห้าม” การเสนอ การแปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย

ส่วนวรรคสามเป็นสภาพบังคับที่กำหนดวิธีการดำเนินการและกำหนดโทษกรณีที่อาจมีการฝ่าฝืนไว้ โดยให้อำนาจ ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา ที่เห็นว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 144 วรรคสอง เข้าชื่อกันเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา โดยศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับความเห็น

ขอคั่นด้วยการเล่าที่มาที่ไปของรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวไว้ตรงนี้ก่อนว่า บทบัญญัติข้างต้นนี้มีที่มาตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มุ่งจะกำจัดประเพณีทางการเมืองที่เรียกว่า “งบ ส.ส.”

โดยในยุคก่อนมีรัฐธรรมนูญดังกล่าว ในการแปรญัตติหรือพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นจะมีแนวทางปฏิบัติที่กลายเป็นประเพณีทางการเมืองว่า ให้ ส.ส.แต่ละคนมีวงเงินที่ตกลงกันให้จัดการโยกย้ายถ่ายโอนเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ โดย ส.ส.แต่ละคนจะจัดสรรเงินในโควต้าของตัวเองไปลงในโครงการใดๆ ก็ได้ตามแต่เห็นสมควร

เป็นช่องให้บรรดา ส.ส.สามารถใช้โควต้า “งบ ส.ส.” ส่วนนี้ของตัวเอง ผันเงินงบประมาณไปลงในพื้นที่ตัวเองได้ เหมือนที่สมัยก่อนเราจะได้เห็นป้ายตามถนน สะพาน หรือสาธารณูปโภคนี่แหละว่า ถนนนี้หรือสะพานนั้น มาจากการแปรงบประมาณของท่าน ส.ส.ในพื้นที่ ชาวบ้านขอขอบคุณท่านไว้ ณ ที่นี้ ระบบ “งบ ส.ส.” นี้นอกจากก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำกันของพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่สุดแล้วแต่ ส.ส.จะแปรงบประมาณมาสร้าง “ความเจริญ” อะไรไว้ให้ชาวบ้าน ยิ่งถ้า ส.ส.ท้องที่นั้นเป็นรัฐบาลบ่อยๆ พื้นที่นั้นก็จะยิ่งเจริญผิดหูผิดตา และนั่นเท่ากับเป็นการสั่งสมอิทธิพลให้ ส.ส.ในท้องที่จนเป็นที่มาส่วนหนึ่งของการเมืองแบบ “บ้านใหญ่”

รัฐธรรมนูญ “ฉบับปฏิรูปการเมือง” 2540 จึงมีบทบัญญัติห้ามการกระทำต่างๆ ที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายไว้เป็นครั้งแรกในมาตรา 180 วรรค 6 รวมถึงให้อำนาจ ส.ส. หรือ ส.ว. สามารถเข้าชื่อกันเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ตามวรรค 7 ซึ่งสภาพบังคับของการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำดังกล่าวสิ้นผลไปเท่านั้น ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับต่อมา พ.ศ.2550 ก็ยังบัญญัติหลักการของเรื่องนี้ไว้ในลักษณะเดียวกัน

แต่ในรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้จบแค่นั้น เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการฝ่าฝืนเข้าไปมีส่วนใช้งบประมาณดังกล่าวแล้ว นอกจากการแปรญัตติ หรือการกระทำอื่นใดที่ว่านั้นเป็นอันสิ้นผลไปแล้ว ยังมี “โทษ” กำหนดไว้เพิ่มเติมด้วยว่า ถ้าผู้กระทำการดังกล่าวเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้กระทำการนั้นสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น

ยิ่งกว่านั้น หากเป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้ง คณะรัฐมนตรียังต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้อยู่ในที่ประชุมในขณะที่มีมติ และให้ผู้กระทำการดังกล่าวต้องรับผิดชดใช้เงินนั้นคืนพร้อมด้วยดอกเบี้ย ภายในอายุความยี่สิบปี

ปิดท้ายด้วยบทจูงใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่รู้เห็นกับเกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณที่รู้ว่ามีการดำเนินการฝ่าฝืนบทบัญญัติข้างต้น อาจจะทำบันทึกข้อโต้แย้งไว้เป็นหนังสือหรือมีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบเพื่อให้พ้นจากความรับผิดด้วย

จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ข้างต้น จะเห็นถึงความรุนแรงอย่างไม่ได้สัดส่วนของบทลงโทษที่เกินปกติ ซึ่งการพิจารณากฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรืองบประมาณอะไรก็ตาม หากมีช่องให้ถูกร้องไปศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้แล้ว ก็อาจส่งผลให้คณะรัฐมนตรีปลิวหายไปได้ทั้งคณะพร้อมการตัดสิทธิทางการเมืองแบบเป็นหางว่าว

มาตราดังกล่าวนี้จึงนับเป็น “อาวุธนิติสงคราม” ระดับทำลายล้าง

จนต้องมีคำถามฝากถึง “อิเหนา” ผู้เคยต้องพิษภัยของกลไก “นิติสงคราม” ให้ถูกยุบพรรคไปสองครั้งสองครา จนบุคคลผู้ก่อตั้งและมีส่วนร่วมในการวางอุดมการณ์ถูกลงโทษเว้นวรรคทางการเมืองหลายสิบคน คราวนี้จะมาหลง “เสน่ห์” อันเย้ายวนของอาวุธนิติสงครามพลังทำลายล้างสูงแล้วจะ “เป็นเอง” ด้วยการอาศัยกลไกที่ว่ามาใช้กับฝ่ายตรงข้ามเพื่อความได้เปรียบทางการเมืองไปด้วยหรือไม่

ถ้าจะโต้ว่าเรื่องนี้ถ้ารองประธานสภาไม่ได้กระทำการผิดรัฐธรรมนูญตามที่กล่าวหา ก็จะไปกลัวอะไร การจะเสนอเรื่องนี้เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์รักษาเงินงบประมาณของประชาชนอะไรก็ว่าไป

ก็อยากจะย้อนถามกลับเหมือนกันว่า ในตอนที่คุณธนาธรให้พรรคอนาคตใหม่กู้เงินนั้น ได้คิดไว้หรือเปล่าว่ามันจะถูกตีความว่าถือเป็นการบริจาคให้พรรคการเมืองอันเป็นการกระทำต้องห้ามตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองจนเป็นเหตุแห่งการยุบพรรค?

เช่นเดียวกับในตอนที่เสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็ได้คิดหรือเกรงไว้หรือไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จนได้รับโทษถึงยุบพรรคไปเช่นเดียวกัน?

อีกทั้งเมื่อพิจารณาข้อความใน “ตัวบท” ที่ถือเป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 จะเห็นว่าการกระทำที่เป็นผลให้มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายนั้น รวมถึง “การกระทำด้วยประการใดๆ” เป็นถ้อยคำที่ตีความได้อย่างกว้างขวางน่ากลัวเพียงใด รวมถึงสภาพบังคับที่จะส่งผลครอบคลุมไปถึงคณะรัฐมนตรีที่อาจต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะหากเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้ง อาจถูกตีความไปได้ไกลขนาดไหน เพราะแม้เป็นการกระทำของรองประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็ได้รับการเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของรัฐสภา

แล้วได้คิดบ้างหรือไม่ว่าพรรคหรือ ส.ส.ของตัวเองก็อาจจะโดน “ย้อนศร” เข้าให้บ้าง ว่าการออกมาตรวจสอบหรือขู่จะตัดงบนี่นั่นอย่างที่พรรคชอบประกาศนั้น อาจถูกพิจารณาว่าเป็น “การกระทำด้วยประการใดๆ” ที่เป็นผลให้มีส่วนทางอ้อมในการใช้งบประมาณ เพราะตีความว่าการ “ไม่ใช้” ก็ถือเป็นการใช้ในรูปแบบหนึ่ง โดยอาจจะประกอบเจตนาที่เห็นได้ว่ามุ่งตัดงบตุลาการและองค์กรอิสระตามอำเภอใจหรืออะไรก็ว่าไป

บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 144 นี้เป็นอาวุธสงครามอันตรายที่ไม่มีใครควรไปแตะต้องโดยไม่จำเป็น จนกว่ามันจะถูกนำออกไปจากรัฐธรรมนูญ เพราะถ้ามันลองได้ใช้จริงจนได้ผลสักครั้ง ก็อาจจะก่อให้เกิดบรรทัดฐานที่อาจก่อปัญหาในการพิจารณากฎหมายงบประมาณของฝ่ายรัฐสภาอีกมากโดยไม่ได้คุ้มสักนิดกับการเอาชนะคะคานกันในวันนี้

ต่อให้ว่าเรื่องนี้หากรองประธานสภาผู้แทนที่ว่ามีการดำเนินการเกี่ยวกับงบประมาณในการก่อสร้างหรือซ่อมแซมรัฐสภาที่ไม่เหมาะสมจริง มันไม่มีวิถีทางตรวจสอบทางการเมืองที่ได้สัดส่วนและสมเหตุสมผลที่จะใช้ได้อีกแล้วหรือ แทนที่จะต้องงัดเอานิติอาวุธสงครามพลังทำลายล้างสูงขนาดนี้มาใช้

อิเหนาที่เคยร้องแรกแหกกระเชอว่าตัวเองถูกฝ่ายตรงข้ามใช้ “นิติสงคราม” มาทำลายล้างพรรคการเมืองและอุดมการณ์ของตนจนแตกพ่ายไปถึงสองครั้งสองครา ก็อย่าเพิ่ง “เป็นเอง” ไปหลงหน้ามืดให้แก่วิถีทางแห่งการใช้ “นิติสงคราม” เหมือนที่อิเหนาไปว่าเขาหลงนางบุษบาและก็เข้าตัวเองเลย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘อิเหนา’ กับ ‘นิติสงคราม’ ของเขา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...