โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ไทย ‘ทางผ่าน-ฐานพัก’ สินค้าจีน ‘ของก็อปแบรนด์หรู’ ที่สหรัฐไม่ปลื้ม!

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 13 ก.ค. 2568 เวลา 04.41 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2568 เวลา 05.00 น.

ตอนนี้ “ไทย” และประเทศในกลุ่มอาเซียนกำลังถูกเพ่งเล็งในฐานะประเทศทางผ่านของ “สินค้าจีน” เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ โดยหนึ่งสินค้าที่หลายคนอาจนึกไม่ถึงคือ “สินค้าลอกเลียนแบบ” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลสหรัฐกำลังจับตา

ถึงแม้ว่าการขาย “สินค้าลอกเลียนแบบ” จะผิดกฎหมายและไม่ถูกต้อง แต่เรากลับเห็นการค้าขายแบบนี้เกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งสิ่งที่เราเห็นเป็นแค่ส่วนเล็กๆ เท่านั้น เพราะตลาดอาเซียนเต็มไปด้วยสินค้าลอกเลียนแบบจำนวนมหาศาล

สหรัฐจับตา 'สินค้าจีนเปลี่ยนเส้นทาง' ส่งผ่านอาเซียน

เป้าหมายหลักของสหรัฐในตอนนี้ คือ สินค้าจีนที่ถูกเปลี่ยนเส้นทางผ่านประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้สินค้าจีนหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรที่สหรัฐเรียกเก็บ รวมทั้งสหรัฐกำลังจับตาการค้าสินค้าผิดกฎหมายเข้าข่ายการ “ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” ที่วางขายทั่วอาเซียน กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในการเจรจาต่อรองมาตรการทางการค้า

สหรัฐอเมริกาไม่พอใจกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้ง ไทย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม และอินโดนีเซียคือ “ความล้มเหลว” หรือ ความบกพร่องในการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศเหล่านี้

สินค้าลอกเลียนแบบในอาเซียน อยู่ทั่วตามท้องถนนและบนโลกออนไลน์ เช่น ตุ๊กตา Labubu ปลอม, กระเป๋า Louis Vuitton, รองเท้า Nike, เครื่องประดับ, นาฬิกา Rolex รวมถึงยาและน้ำหอมปลอม ล้วนหาซื้อได้ง่าย จนเกิดเศรษฐกิจใต้ดินขนาดใหญ่ที่ยากจะตรวจสอบได้

จากข้อมูลของสหพันธ์นาฬิกาสวิสพบว่า ในแต่ละปีมีนาฬิกาปลอมหลายสิบล้านเรือนถูกนำออกจำหน่าย โดยส่วนใหญ่ถูกส่งผ่านภูมิภาคเอเชีย

เมื่อปีที่แล้ว คดีของชายชาวฝรั่งเศสฉายา "เจ้าชายแห่งของปลอม" ได้เปิดโปงเส้นทางที่น่าตกใจว่า สินค้าหรูหราเลียนแบบถูกส่งมาจากโรงงานในจีนไปยังผู้ขายในไทย จากนั้นก็กระจายไปถึงมือผู้ซื้อทั่วโลกผ่านกลุ่มลับบน WhatsApp

ไทยติดลิสส์สหรัฐ ปมทรัพย์สินทางปัญญา

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งศูนย์การค้ากลางกรุงเทพฯ และห้างไซง่อนสแควร์ ในนครโฮจิมินห์มีการยึดสินค้าปลอมมูลค่านับล้านปอนด์ และนำมาจัดแสดงต่อหน้าสื่อมวลชนอย่างเอิกเกริก เพื่อโชว์ให้เห็นว่ารัฐบาลในภูมิภาคกำลังพยายามแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง แต่ถึงแม้จะมีการปราบปรามและจับกุมอย่างต่อเนื่อง การค้าของปลอมก็ยังคงเข้าถึงได้ง่าย

เมื่อปีที่แล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยได้ดำเนินคดีมากกว่า 1,300 คดี และสามารถยึดสินค้าลอกเลียนแบบได้กว่า 2.7 ล้านชิ้น ซึ่งมีมูลค่ารวมกันหลายสิบล้านดอลลาร์ แต่แม้จะมีการปราบปรามไทยก็ยังคงอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังของสหรัฐในประเด็นเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ระบุในรายงานช่วงต้นปีว่า "แม้ว่าประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในด้านเหล่านี้ แต่ก็ยังคงมีความกังวลอยู่" โดยชี้ว่าสินค้าลอกเลียนแบบและการละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงหาซื้อได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนช่องทางออนไลน์

ศูนย์การค้ากลางกรุงเทพฯ ถูกกล่าวถึงว่าเป็น "ตลาดที่ฉาวโฉ่" หรือแหล่งขึ้นชื่อเรื่องของปลอม และการถูกระบุชื่อเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจาการค้ากับสหรัฐ โดยมีความหวังที่จะลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐจาก 36% ให้เหลือเพียง 10%

แม้จะมีการบุกทลายแหล่งสินค้าปลอมที่ศูนย์การค้ากลางกรุงเทพฯ ที่ขึ้นชื่อเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าปลอม ซึ่งเป็นข่าวใหญ่เมื่อเร็วๆนี้ แต่นี่เป็นแค่ส่วนเล็กๆ เท่านั้น เพราะศูนย์การค้าแห่งนี้เป็นเพียงจุดหนึ่งในเครือข่ายสินค้าปลอมขนาดใหญ่ โดยสินค้าปลอมเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นในหลายประเทศ ทั้ง จีน กัมพูชา เวียดนาม อินเดีย และไทย จากนั้นก็ไหลทะลักเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในรูปแบบของร้านค้าหรือบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่หาซื้อได้ง่าย

ทั้งนี้ การจับกุมพวกที่ทำของปลอมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะในบางพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายอาจ “รับสินบน” เพื่อหลับตาข้างเดียวจากการค้าขายของผิดกฎหมายเหล่านี้ แถมศาลเองก็มักจะมองว่าการทำของปลอมเป็นแค่ ความผิดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

‘อีคอมเมิร์ซ’ ช่องทางสินค้าปลอมในโลกออนไลน์

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายในโลกของ ”อีคอมเมิร์ซ” เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก เพราะมีพัสดุหลายล้านชิ้นถูกส่งออกไปทุกวัน ทำให้สินค้าผิดกฎหมายถูกปกปิดภายใต้ชื่อปลอมและบริษัทปลอมได้อย่างง่ายดาย

ตลาดออนไลน์ชั้นนำในเอเชียอย่าง Shopee, IndiaMART ของอินเดีย และ Bukalapak ของอินโดนีเซีย ล้วนถูกสหรัฐระบุว่าเป็นศูนย์กลางสำคัญของกิจกรรมการปลอมแปลง

นอกเหนือจากตลาดออนไลน์แล้ว แหล่งชอปปิ้งสินค้าลอกเลียนแบบในอาเซียนก็ยังคงโด่งดังในหมู่นักช็อป เช่น ถนนเปอตาลิง หรือ ไชนาทาวน์ในกัวลาลัมเปอร์ มีแผงขายกระเป๋า Louis Vuitton ปลอมและนาฬิกา Rolex จะตั้งเรียงรายอยู่ริมถนน และสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แผงส่วนใหญ่ขายโดยผู้อพยพชาวบังคลาเทศและเผยว่าเจ้านายเป็น “คนจีน”

หรือ เวียดนาม ก็เป็นอีกหนึ่ง ศูนย์กลางใหญ่ในการผลิตรองเท้าผ้าใบและเครื่องแต่งกายทั่วโลก และการขายของปลอมที่นี่ไม่ใช่เรื่องลับอะไร คุณสามารถหาสินค้าที่ผลิตเกินออร์เดอร์จากโรงงาน หรือสินค้าเลียนแบบที่ทำได้เสมือนของจริงได้ทั่วไป

สินค้าปลอมไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ

การขายสินค้าปลอมไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ แต่มีผลกระทบทางการเงินทั่วโลก ทั้งทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากภาษี, ขัดขวางการลงทุน และทำให้การเจรจาการค้าระหว่างประเทศซับซ้อนยิ่งขึ้น

สำหรับ มาเลเซีย โดยเฉพาะในย่านดังอย่างถนนเปอตาลิง การค้าสินค้าลอกเลียนแบบถือเป็น “อุปสรรค” สำคัญในการค้าต่างประเทศมาอย่างยาวนาน และตอนนี้กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นกว่าที่เคย

Liew Chee Yoong นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย UCSI ในกัวลาลัมเปอร์ชี้ว่า การที่มาเลเซียยังคงปล่อยให้มีการค้าของปลอมอยู่ทำให้ประเทศ “เสียเปรียบ” เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์และเวียดนาม ซึ่งทั้งสองประเทศนี้ได้พัฒนาและทำให้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (IPR)แข็งแกร่งขึ้นเพื่อดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงจากต่างชาติ

เบื้องลึง “ของปลอม” โยงอาชญากรรมร้ายแรง

สินค้าลอกเลียนแบบไม่ใช่แค่เรื่องของ "ราคาถูก" ที่ดึงดูดใจเท่านั้น สำนักงานกฎหมาย Tilleke & Gibbins ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาในกรุงเทพพบว่าสินค้าเหล่านี้มักถูกกระจายออกไปผ่าน ตลาดนอกระบบ และช่องทาง ออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

สำหรับคนจำนวนมาก การซื้อของปลอมอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่มีพิษมีภัย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ขาดไม่ได้ ถือเป็นโอกาสที่จะได้ของ "หรูหรา" ในราคาถูก หรือซื้อไปเพื่อสร้างรายได้เสริมจากการขายต่อ

แต่ Tilleke & Gibbins ย้ำเตือนว่า การมองว่าการซื้อของปลอมเป็นเรื่องเล็กน้อยนั้น เป็นการมองข้าม “ผลกระทบที่ใหญ่หลวงและร้ายแรง” มากกว่าที่เราคิด เพราะการปลอมแปลงสินค้าเหล่านี้ไม่ได้แค่ทำให้ธุรกิจที่ทำถูกกฎหมายเสียหาย แต่ยังส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีที่ควรจะนำไปพัฒนาประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ต้องเสี่ยงกับอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยจากสินค้าที่ไม่มีมาตรฐาน

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ การค้าของปลอมมักจะเชื่อมโยงกับอาชญากรรมร้ายแรงอื่นๆ อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด หรือแม้กระทั่งการค้ามนุษย์ สิ่งที่คุณอาจคิดว่าเป็นการซื้อขายธรรมดาๆ ที่ไม่เป็นอันตรายอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ไปหนุนให้เกิดเครือข่ายอาชญากรรมระดับโลก ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้าง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...