ธปท. เตรียมล้อมคอกธุรกิจเช่าซื้อลีสซิ่งฯ หวังคุ้มครองผู้บริโภค-หนี้ครัวเรือน
ธปท. เตรียมล้อมคอกธุรกิจเช่าซื้อลีสซิ่งฯ หวังคุ้มครองผู้บริโภค-หนี้ครัวเรือนเล็งดูแลเกณฑ์ดอกเบี้ยเอง
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน นางสาวพีรจิต ปัทมสูต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครอง และตรวจสอบบริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.เตรียมออกเกณฑ์กำกับดูแลธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้ได้รับบริการที่เป็นธรรม และรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงิน การดูแลหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย โดย พ.ร.ฎ. เช่าซื้อลีสซิ่งฯ จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ธปท.จะออกประกาศหลักเกณฑ์กำหนด และเรียกให้ผู้ประกอบธุรกิจมาลงทะเบียนตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 จนถึงไตรมาส 1/2569 เป็นระยะเวลา 6 เดือน จึงจะสิ้นสุดระยะเวลาการรายงานตัว
นางสาวพีรจิต กล่าวว่า เชื่อว่าการมี พ.ร.ฎ. เช่าซื้อลีสซิ่งฯ จะเป็นประโยชน์ในอนาคตต่อทั้งผู้ใช้บริการ ที่ได้รับบริการอย่างมีมาตรฐาน ราคาเหมาะสม ได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม มีข้อมูลเพียงพอเพื่อให้เลือกใช้บริการได้อย่างเหมาะสม ด้านผู้ประกอบธุรกิจ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการให้บริการ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า เพิ่มการแข่งขันที่เท่าเทียมจากการขยายกลุ่มผู้ให้บริการที่มาอยู่ภายใต้กำกับ ระบบเศรษฐกิจการเงิน ส่วนหน่วยงานกำกับ สามารถดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินได้ดีขึ้น โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือน
นางสาวพีรจิต กล่าวว่า ขอบเขตการบังคับใช้ของ พ.ร.ฎ. เช่าซื้อและลีสซิ่งฯ ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้กำกับ นิติบุคคลที่ทำธุรกิจให้เช่าซื้อและให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์ และรถจักรยานยนต์เป็นทางค้าปกติ กำกับดูแลในลักษณะ activity-based ไม่รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจที่มีกฎหมายหรือหน่วยงานกำกับดูแลเป็นการเฉพาะอยู่แล้ว อาทิ ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และสหกรณ์ แท็กซี่ ประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ภายใต้กำกับ รถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์สาธารณะ รถยนต์บริการ และรถจักรยานยนต์ โดยคาดหวังว่า พ.ร.ฎ. เช่าซื้อและลีสซิ่งฯ จะเป็นสินเชื่อให้กับคนที่สามารถชำระคืนหนี้ได้ ซึ่งต้องดูความสามารถการชำระหนี้ของผู้บริโภคด้วย ทั้งการปล่อยสินเชื่อให้ ปล่อยเป็นระยะเวลาเท่าใดจึงจะสามารถชำระหนี้คืนได้หมด
“เกณฑ์ที่จะออกมานี้ ไม่ได้เป็นระบบที่ต้องให้ผู้ประกอบการมาขออนุญาตจาก ธปท.ทั้งสิ้น แต่เป็นระบบการลงทะเบียน ที่ผู้ประกอบการต้องมาแจ้งว่ามีการประกอบธุรกิจอยู่ และมีผู้บริหารธุรกิจเป็นใครเท่านั้น โดยประเมินว่าการกำกับดูแลผ่านเกณฑ์นี้ไม่ได้กระทบกับความเป็นธรรมในการทำธุรกิจ ส่วนอัตราดอกเบี้ยการรถยนต์ รถยนต์มือสอง และจักรยานยนต์ มีคามเหมาะสมเท่าใด ส่วนนี้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กำหนดไว้แล้วตั้งแต่ 3 ปีที่ผ่านมา และจะมีการทบทวนในช่วงสิ้นปี 2568 นี้ ซึ่ง ธปท.มองว่าน่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง เพราะผ่านมา 3 ปีแล้ว แต่คงไม่สามารถบอกได้ว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเท่าใด อาจต้องหารือร่วมกับผู้ประกอบการเพิ่มเติม และนำมาดูแลเองก่อนพิจารณาอีกครั้ง” นางสาวพีรจิต กล่าว
นางสาวพีรจิต กล่าวว่า คุณภาพสินเชื่อเช่าซื้อและลีสซิ่งฯ หลังจากเข้าไปดูแลแล้ว มองว่าคงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหรือคุณภาพมากขนาดนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคงเป็นการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ให้ดีขึ้น ส่วนลูกหนี้เอง หากเป็นค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกินสมควรปรับลดลง เป็นโอกาสให้ลูกนี้มีความสามารถในการจ่ายหนี้ได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ ธปท.คาดหวังจะได้เห็นหลังใช้ พ.ร.ฎ.ดังกล่าว
นางสาวพีรจิต กล่าวว่า สำหรับธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่ง เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ที่ผ่านมาไม่มีองค์กรใดกำกับ ทั้งที่ปี 2567 มียอดสินเชื่อคงค้างรวม 1.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10% ของหนี้ครัวเรือน ซึ่งช่วงที่ผ่านมาธปท.ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมากจากธุรกิจกลุ่มนี้ทั้งแจ้งข้อมูลไม่ครบ และบริการไม่เป็นธรรม โดยกฎหมายนี้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับบริการเป็นธรรม และรักษาเสถียรภาพ ดูแลหนี้ครัวเรือน มีการคิดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม เป็นมาตรฐาน โปร่งใส การปรับโครงสร้างหนี้ได้มาตรฐานเดียวกัน ข้อมูลชัดเจน ลูกค้าเปรียบเทียบเลือกใช้บริการได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธปท. เตรียมล้อมคอกธุรกิจเช่าซื้อลีสซิ่งฯ หวังคุ้มครองผู้บริโภค-หนี้ครัวเรือน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th