โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

กนง. คงอัตราดอกเบี้ย แต่หวังลดก่อนสิ้นปี

Amarin TV

เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 11.06 น.
กนง. คงอัตราดอกเบี้ย แต่หวังลดก่อนสิ้นปี

กรรมการพิจารณานโยบายด้านการเงินของประเทศไทยลงความเห็นให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานต่อไปที่อัตรา 1.75% ซึ่งอาจเป็นไปตามนักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์คาดส่วนใหญ่ เนื่องจากท่าทีของผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ยังส่งสัญญานไม่รีบเร่งต้องปรับอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางความไม่แน่นอนในปัจจัยหลายประการ ประกอบกับตัวเลขของเศรษฐกิจไทยยังคงเสถียรภาพ อ่อนตัวไม่รุนแรง ซึ่งหากประกอบกับท่าทีของธนาคารหลักของเศรษฐกิจใหญ่อย่างประเทศสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ก็ดูเหมือนจะมาในทิศทางเดียวกัน

ทีมวิเคราะห์หลักทรัพย์บัวหลวง มีมุมมองตัวเลขเกี่ยวกับความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ ผู้บริโภค การจ้างงาน การใช้จ่าย ในหลายประเทศ ล้วนบ่งชี้ว่า การพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นในการประชุมของธนาคารต่าง ๆ ในราวเดือนกันยายน นี้ มีสัดส่วนสูงขึ้น ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐมีแนวโน้มเคลื่อนตัวขึ้นในไตรมาสสามเมื่อผลกระทบจากการปรับอัตราภาษีนำเข้าเริ่มคำนวณเข้าไปในราคาสินค้า ซึ่งหากมีผลกระทบด้านราคาน้ำมันมาซ้ำเติม อาจทำให้สถานการณ์เงินเฟ้อค้างในระดับสูงถึงสิ้นปีก่อนที่จะลดลงในช่วงต้นปี 2569 (หากสงครามอิสราเอล-อิหร่าน ขยายตัวออกไปกระทบประเทศผู้ส่งน้ำมันดิบอื่น) ซึ่งอาจตรงกันข้ามกับประเทศญี่ปุ่นที่ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นจากตัวเลขพื้นฐานที่ฟื้นตัวดีขึ้น

หากแต่ท่าทีคณะกรรมการพิจารณานโยบายการเงินญี่ปุ่นยังกังวลในเรื่องข้อพิพากษ์ด้านการค้า ซึ่งอาจกระทบการส่งออกสินค้าญี่ปุ่น ทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่นยังมีช่องว่างกว้างมากเกินไป และปรับอัตราดอกเบี้ยที่ช้าเกินไปเทียบกับธนาคารกลางสหรัฐและยุโรป จนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนที่อ่อนค่ากลับมาเสริมสร้างปัญหาอัตราเงินเฟ้อกับคนญี่ปุ่น

สำหรับประเทศไทยนั้น ผมยังเชียร์ให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยต่อไป เนื่องจากเราไม่ได้มีปัญหาในเรื่องการบริโภคร้อนแรง อัตราเงินเฟ้อต่ำเตี้ยกว่ากรอบเป้าหมาย และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่ามากเกินไปเทียบกับเงินสกุลหลัก และเงินสกุลเอเชีย (จากความเห็นของนักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ส่วนมาก) ซึ่งเศรษฐกิจไทยเองพึ่งพาเรื่องการส่งออก และท่องเที่ยวมาก การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะลดแรงจูงใจสำหรับการทำ yield arbitrage ระหว่างบาทกับเงินเยน

ด้วยเหตุนี้ การแนะนำจัดสรรเงินลงทุนของทีมงานวิเคราะห์และบริหารเงิน ซึ่งมองไปอีก 6 เดือนจากนี้ กองทุนตราสารหนี้ในต่างประเทศจะน่าลงทุนมากขึ้น โดยมาจากเหตุผล คือ

  • อัตราดอกเบี้ยในประเทศพัฒนา อย่างสหรัฐ ยุโรป (Developed economy) มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้มากกว่าประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging economy) โดยที่ผ่านมา ธนาคารกลางในสองโซนนี้ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี แน่นอนว่า อัตราดอกเบี้ยระดับนี้จะไม่สามารถคงระดับสถานะนี้ได้ในระดับยาว ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อเริ่มลดลงกลับเข้าสู่กรอบนโยบาย
  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่แข็งมากเกินปัจจัยพื้นฐาน จะสร้างโอกาสสำหรับอัตราผลตอบแทนโดยรวมเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากอัตราผลตอบแทนจากการถือครองตราสารหนี้ต่างประเทศ เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนบาทเทียบสกุลอื่นเริ่มอ่อนค่าเข้าสู่ภาวะปกติ เหมาะสม
  • กลไกการเงินของโลกในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ยังคงถูก dominate โดยเงินสกุลหลักของโลก แม้ว่าจะเห็นการเพิ่มสัดส่วนถือครองทองคำ และคริปโตในพอร์ตนักลงทุนสถาบันก็ตาม เพราะการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รุนแรงจะกระทบต่อเงินสกุลสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
  • ราคาทองคำจะมีการปรับตัวลงระยะสั้น หลังจากปัจจัยผลักดันในเรื่องภาวะสงคราม การเจรจาการค้าในเรื่องอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐเริ่มมีทางออกมากขึ้น แต่ทิศทางราคาทองคำในระยะยาวยังคงดีต่อเนื่อง

หากนักลงทุนต้องการเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ต เราแนะนำให้ “รอก่อน”

อย่างไรก็ดี สำหรับนักลงทุนท่านใดประสงค์อยากได้การแนะนำ และบริการอัตโนมัติในเรื่องการลงทุนสินทรัพย์ต่าง ๆ สามารถติดต่อสอบถามบริการ Auto Investing-Top fund ของหลักทรัพย์บัวหลวง ได้ทุกสาขา

กราฟ : การคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจไทย ปี 2568-2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...