3 โบรกฯ คาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน
#ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า จีนและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้า หลังการเจรจาระดับสูงที่กรุงลอนดอน 2 วัน (9–10 มิ.ย. 68) สาระสำคัญของข้อตกลง คือ ยกเลิกข้อจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีบางรายการ เช่นซอฟต์แวร์ออกแบบชิป และวัสดุนิวเคลียร์, จีนจะผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกแร่หายาก ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจาก ปธน. ทรัมป์ และ ปธน. สี จิ้นผิง หากทั้งสองผู้นำลงนามรับรอง ข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้ทันทีหุ้น China Play ได้แก่หุ้น SCC, SCGP, STA, AOT, AAV, PTTGC, IVLโดดเด่นมีแรงซื้อเก็งกำไรช่วงสั้น
-World Bank ลดจีดีพีโลกเหลือ 2.3% ไม่นับ Covid ถือว่าต่ำสุดในรอบ 17 ปีขณะที่ไทยถูกปรับลดจีดีพีปี 2568 เหลือ 1.8% และ 1.7% ในปี 2569 นโยบายการเงินและการคลัง ควรต้องเพิ่มระดับให้เข้มขึ้นอย่างรวดเร็วโดย ธปท. อาจต้องพิจารณาลดดอกเบี้ยอีกครั้ง หลัง Real Interestขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.32% ขณะที่รัฐบาลอาจต้องกระตุ้นการใช้จ่าย (เพิ่ม Demand Pull) เพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รอติดตามการประชุมบอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ที่เลื่อนจากกำหนดการเดิมวันนี้
-คืนนี้ติดตามเงินเฟ้อ (CPI) สหรัฐฯ เดือน พ.ค. Consensus คาดจะเพิ่มขึ้น 2.5%YoY (เม.ย.+2.3%) และคาด Core CPI จะเพิ่มขึ้น 2.9%YoY (เม.ย.+2.8%) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยมีแรงกดดันจากภาษีนำเข้าของทรัมป์ที่ยังมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ราคาสินค้าโดยเฉพาะกลุ่ม Core goods ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษี อาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นในเดือน มิ.ย.–ก.ค.
-ดัชนีหุ้นไทยบ่ายนี้คาด วิ่งในกรอบระหว่าง 1,140-1,150 จุด โดย Upside จะเปิดเมื่อถึง 1,160 จุดนับเป็นการจบคลื่น C ของขาลง
บล.เอเอสแอล ระบุว่าดัชนีช่วงเช้าปรับตัวออกข้าง ปัจจัยในประเทศจากสถานการณ์การเมืองยังกดดัน จากประเด็นศาลฏีกาฯ นัดฟังคำสั่งเรื่องคำร้องไต่สวนบังคับโทษนายทักษิณ ชินวัตรกรณีรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ อาจสร้างความกังวลต่อความเคลื่อนไหวทางการเมือง อีกทั้งโครงการภาครัฐยังไม่ได้ข้อสรุปในด้านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาทำให้ตลาดยังคงถูกชะลออยู่
ส่วนปัจจัยต่างประเทศ มีปัจจัยบวกเข้ามาในเรื่องความคาดหวังต่อการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่จะบรรลุข้อตกลงการค้าภายในไม่กี่วัน อย่างไรก็ตามธนาคารโลกหั่นประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้จาก 2.7% เหลือ 2.3% โดยมีสาเหตุหลักจากผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่มุมมองต่อโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกยังต่ำ
กลยุทธ์การลงทุน ดัชนีเปิดปรับตัวออกข้าง โดยขึ้นทดสอบแนวต้านเดิม 1,144-1,145 จุด ยังไม่ผ่านยืน แต่ไม่สร้างจุดต่ำกว่าใหม่ มองเป็นแนวโน้มปรับตัวออกข้าง
บล.โกลเบล็ก ระบุว่า ดัชนีแกว่งตัว Sideways ออกข้าง โดยยังขาดปัจจัยใหม่หนุน แรงขายหลักอยู่ในหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ ขณะที่แรงซื้อในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยพยุงตลาด มองกรอบดัชนีช่วงบ่ายอยู่ที่ 1,137-1,150 จุด
ขณะที่ภาวะตลาดหุ้นภาคเช้าดัชนีเคลื่อนไหว Sideways ในแดนบวก โดยมีแรงหนุนจากเจ้าหน้าที่สหรัฐและจีน ได้บรรลุฉันทามติด้านการค้า มีแรงซื้อนำโดยหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และขนส่ง ขณะที่ความไม่แน่นอนของการเมืองภายในประเทศ เป็นปัจจัยกดดันดัชนี ส่งผลให้ดัชนีพักเที่ยงปิดตลาดที่ 1,141.98 จุด บวก 2.82 จุด หรือ 0.25% มีมูลค่าการซื้อขาย 13,463 ล้านบาท