โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

เวที SITE 2025 ชูกรุงเทพฯ สู่ “Smart Enough City” เมืองยั่งยืน!

สยามรัฐ

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 13.49 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 13.49 น.

เวที SITE 2025 ชูกรุงเทพฯ สู่ “Smart Enough City” เมืองยั่งยืน! “อยู่ดี อยู่ได้ และอยู่รอด” ตอบโจทย์ความต้องการและความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมรับมือภัยพิบัติด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือทุกภาคส่วน

กรุงเทพมหานคร ก้าวสู่การบริหารจัดการเมืองอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพภายใต้แนวคิด “Smart Enough City” ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีอย่างพอเหมาะ พร้อมเสริมความเข้มแข็งด้วยความเข้าใจในตัวตนของผู้คนและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในชุมชน

โดยภายในงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2025 (SITE 2025) รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้แชร์แนวทางการออกแบบเมืองให้ยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติและวิกฤตการณ์ต่างๆ ผ่านหัวข้อ “Designing Sustainable Cities for Disaster” โดยเน้นว่าเมืองอัจฉริยะที่ดีไม่ได้หมายความถึงเทคโนโลยีล้ำยุคที่สุด แต่คือเมืองที่ตอบโจทย์ความต้องการและความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง โดยกรุงเทพฯ ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในมัณฑะเลย์ ที่ส่งผลให้ตึกในเมืองสั่นสะเทือน จึงติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับการสั่นไหวในอาคารสำคัญ เช่น อาคารธานีนพรัตน์ เพื่อประเมินความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ ช่วยป้องกันการอพยพที่ไม่จำเป็นและเพิ่มความมั่นใจแก่ประชาชน

รศ.ดร.ทวิดา กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งนวัตกรรมที่เป็นหัวใจสำคัญคือแอพพลิเคชั่น “แทรฟฟี่ ฟองดู” (Traffy Fondue) ซึ่งเปิดให้ประชาชนแจ้งข้อมูลความเสียหายช่วงวิกฤต และรวบรวมข้อมูลกว่า 20,000 เคส เพื่อให้วิศวกรอาสาตรวจสอบและวิเคราะห์ทันที ช่วยเสริมประสิทธิภาพการตอบสนองภัยพิบัติของเมือง ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ยังพัฒนา Risk Map แบบเปิดให้ประชาชนเข้าถึง ครอบคลุมภัยธรรมชาติ อัคคีภัย PM2.5 และโรคระบาด พร้อมระบบ IoT ตรวจระดับน้ำฝนและควบคุมประตูน้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเตือนภัยและบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ กล่าวอีกว่า ด้านสิ่งแวดล้อม กทม.ให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยปลูกต้นไม้ในเมืองไปแล้วกว่า 3 ล้านต้น และส่งเสริมการใช้พื้นถนนแบบพอรัสแอสฟัลต์ (Porous Asphalt) ที่ช่วยให้รากไม้เจริญเติบโตได้โดยไม่ทำลายทางเท้า ที่สำคัญในช่วงวิกฤตฝุ่น PM2.5 กรุงเทพมหานครยังนำมาตรการ “Double Carrot” กับรถบรรทุก ที่ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้เปลี่ยนไส้กรองและน้ำมันเครื่องล่วงหน้า เพื่อช่วยควบคุมปริมาณฝุ่นและลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

“ความร่วมมือภาคเอกชนยังเป็นตัวอย่างความยั่งยืนที่โดดเด่น โดยใช้เปลือกหอยนางรมเหลือทิ้งมาพัฒนาร่วมกับศูนย์นาโนเทคและบริษัทสี ผลิต “สีหน่วงไฟ” เพื่อใช้ในศูนย์เด็กเล็ก สร้างความปลอดภัยเชิงป้องกันสำหรับกลุ่มเปราะบางในสังคม ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพของ “Smart Enough City” เมืองที่ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เน้นระบบข้อมูลและความร่วมมือ เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ “อยู่ดี อยู่ได้ และอยู่รอด” อย่างยั่งยืนในทุกสถานการณ์” รศ.ดร.ทวิดา กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...