โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แบงก์เข้ม-สงครามก่อตัว-กำลังซื้อหายคาดตลาดบ้านทรุดอย่างน้อย2 ปี

Manager Online

เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 02.02 น. • MGR Online

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในวันนี้ ได้เดินทางผ่าน 5 เดือนแรกของปี68 มาแล้ว แต่สถานการณ์ตลาดยังคงซบเซาไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาขยายตัวได้ โดยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทยยังคงเผชิญกับความผันผวนและความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและสถานการณ์โลกที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและการตัดสินใจลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ราคาที่อยู่อาศัยยังมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านแนวราบ เช่น บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ขณะที่คอนโดมิเนียมในเขตเมืองเริ่มมีสัญญาณการชะลอตัว ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของดีมานด์ในแต่ละกลุ่มประชากรและกำลังซื้อที่เปลี่ยนไป

โดยในด้านของการลงทุนเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยโครงการใหม่ ๆ ในช่วงต้นปี 2568 เริ่มมีแนวโน้มลดลง หลังจากมีการเร่งเปิดตัวในปล่ยปี67 ต่อเนื่องมาถึงช่วงไตรมาสแรกของปี2568 แต่หลังผ่านไตรมาสแรกมา สถานการณ์ตลาดอสังหาฯ กลับมาการชะลอตัว และมีการลดจำนวนการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากผู้พัฒนาเริ่มปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับกำลังซื้อจริงของผู้บริโภค ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวอย่างหนัก ส่งผลให้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 1 ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น สะท้อนถึงความระมัดระวังของทั้งผู้ซื้อและผู้ให้สินเชื่อ เนื่องจากก่อนหน้านี้ปัจจัยลบจากปัญหาการปรับตัวสูงของพลังงานมีผลต่อราคาสินค้าอุปโภค บริโภคให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบกับค่าครองชีพของประชาชนในประเทศ ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายและมีแนวโน้มว่าจะชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ที่จะทำให้เกิดการก่อหนี้ระยะยาว เช่น รถยนต์ และบ้าน ซึ่งเป็นสินค้าชิ้นใหญ่มีผลต่อรายได้ในอนาคต และส่งผลต่อการตัดสินใจชะลอการซื้อที่อยู่อาศัยในที่สุด

นอกจากนี้ ในด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศ ยังมีข้อจำกัดจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางตัดสินใจชะลอการซื้อบ้าน ขณะที่ผู้ซื้อในกลุ่มระดับบน เช่น กลุ่มบ้าน และคอนโดมิเนียมลักชัวร์รี่ ยังสามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพและมีการออกแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

“อย่างไรก็ตาม ทิศทางของการชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคยังคงอยู่ในทิศทางที่ลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดหรูในย่านใจกลางเมือง หลังจากที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความต้องการห้องชุด โดยกลุ่มลูกค้าคอนโดหรูได้หันไปให้ความสนกับบ้านหรูในย่านใจกลางเมืองทดแทนสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม แม้ว่าระดับราคาขายบ้านแนวราบในย่านใจกลางเมืองจะมีราคาที่สูงกว่าก็ตาม”

นอกจากปัจจัยภายในประเทศแล้วปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกยังส่งผลโดยตรงต่อตลาดที่อยู่อาศัยไทย เช่น

ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความไม่แน่นอนด้านพลังงานและอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูงสถานการณ์เหล่านี้ทำให้ค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการในการพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้นทั้งต้นทุนการก่อสร้างและค่าธรรมเนียมการนำเข้าขณะที่ผู้บริโภคก็เผชิญกับภาระทางการเงินที่สูงขึ้นเช่นกัน

ในช่วงเวลาเดียวกันกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาดที่อยู่อาศัยไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมในเขตเมืองซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา จีน และไต้หวัน เนื่องจากประเทศไทยยังคงมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันรวมถึงการสนับสนุนของภาครัฐในการอำนวยความสะดวกด้านการถือครองอสังหาริมทรัพย์

โดยบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เช่น CBREThailandให้ความเห็นว่าตลาดที่อยู่อาศัยในปี68นี้ว่า มีแนวโน้มฟื้นตัวแบบไม่สม่ำเสมอโดยบางกลุ่ม เช่น โรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม ยังเติบโตได้ดี ขณะที่กลุ่มที่อยู่อาศัยยังต้องพึ่งพานโยบายกระตุ้นจากภาครัฐ เช่นการผ่อนคลายมาตรการLoan-to-Value (LTV)และการลดค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนอง

ขณะที่ TerraMedia & Consulting ประเมินว่าตลาดที่อยู่อาศัยในปี68นี้อาจหดตัวถึง5–10% เนื่องจากผู้บริโภคจำนวนมากเลือกที่จะรอจังหวะในการซื้อขณะที่ Deloitteชี้ว่าภาระหนี้ของครัวเรือนไทยที่อยู่ในระดับสูงถึงประมาณ89% ของGDPส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงซึ่งกระทบต่อการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

สำหรับแนวโน้มหลังไตรมาสที่ 2 ปี 2568ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายคาดว่าตลาดอาจยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของดีมานด์ เช่นกลุ่มผู้บริโภคที่หันไปเลือกซื้อบ้านมือสองเพื่อนำมาปรับปรุงใหม่มากขึ้น

หรือกลุ่มผู้มีรายได้ระดับสูงที่มองหาที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุนในระยะยาว โครงการใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปีจึงอาจต้องมุ่งเน้นที่คุณภาพความคุ้มค่า และการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบยั่งยืน

มาตรการจากภาครัฐ เช่น การสนับสนุนด้านสินเชื่อ การลดภาระค่าธรรมเนียมและโครงการส่งเสริมการถือครองอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้มีรายได้น้อยจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังไม่แน่นอนอย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ในภาพรวม ตลาดที่อยู่อาศัยไทยในไตรมาสที่2 ปี2568 ยังคงต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผลต่อตลาดในช่วงครึ่งปีหลังโดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปี 68 นี้แม้ว่าจะมีปัจจัยลบเข้ามากดดันหลายตัว แต่ก็ยังคงมีปัจจัยบวกบางประการที่ช่วยพยุงตลาดไว้ทั้งจากกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ มาตรการสนับสนุนจากรัฐ และโอกาสในการปรับตัวของผู้ประกอบการในการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการในอนาคตซึ่งหากสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลาดที่อยู่อาศัยไทยก็ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับ ปัจจัยลบในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งหลังของปี 68 ที่บรัทอสังหาฯยังคงต้องเผชิญ คือ การชะลอตัวกำลังซื้อที่หายไปจากตลาดสถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย โดยผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ฝ่ายประเมินว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังปี2568 จะมีแนวโน้ม หดตัวลง ซึ่งสอดคล้องกับที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่1.75 %ต่อปี โดย กนง. คาดการว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568ขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้จากภาคการผลิตและการเร่งส่งออกสินค้า

แต่การที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงในช่วงครึ่งปีหลังเนื่องจากมีความเสี่ยงที่การส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯรวมทั้งยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน นอกจากนี้ยังมีสงคราระหว่างอิสราเอลกับอีหร่าน ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มมากขึ้นนอกจากนี้ยยังมีปัจจัยลบภายในประเทศ ประกอบการปล่อยกับสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น จะส่งผลต่อความต้องการสินเชื่อที่ลดลงในบางกลุ่มและความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น

โดยสามารถสังเกตุได้จากในช่วงที่ผ่านมาบริษัทอสังหาฯ ต่างรัดเข็มขัดและปรับตัวอย่างมากเนื่องจากต้องเพิ่มความระมัดระวังในการรักษากระแสเงินสดเอาไว้ ทำให้ว่าหลาย ๆบริษัทหันไปขยายตลาดใหม่ ๆ แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลให้ตลาดอสัหาริมทรัพย์ปี2568 กลายเป็นปีที่ตลาดอสังหาฯหดตัวมากที่สุดนับตั้งแต่หลังเกิดวิกฤตโควิดที่ผ่านมา และ สถานการณ์เช่นนี้ยังไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน และคาดการณ์ว่าสถานการณ์เช่นนี้จะยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีก 2ปีเป็นอย่างต่ำ

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...