โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

จางลี่อิน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 25 เม.ย. 2567 เวลา 02.05 น. • เผยแพร่ 25 เม.ย. 2567 เวลา 02.05 น. • เจน่าลี
ก็แค่ทะลุมิติไปใช้ชีวิตในยุคโบราณ มันจะยากสักแค่ไหนกันเชียว

ข้อมูลเบื้องต้น

* เนื้อหามีการรีไรท์ ปรับเปลี่ยน แก้จากของเดิม

คำเตือนก่อนอ่าน!! จากเจน่าลี

นิยายเรื่องนี้ก็แฟนตาซีมากกกพอสมควร แต่แฟนตาซียังไงต้องรอลุ้นเอาเอง อิอิ

(นิยายของไรท์จบทุกเรื่องแน่นอนค่ะ แต่ใช้เวลาเท่าไหร่นั้นบอกไม่ได้)

spoil แรงบันดานใจของนิยายเรื่องนี้มาจากนิยายแนวจีนย้อนยุค เกิดใหม่

[อาจจะมีวายบ้างในเนื้อเรื่องปะปนกัน]

เหมือนเดิมค่ะ นิยายเรื่องนี้ไรท์ก็แต่งสนองนีทตัวเองอีกเช่นเคย อ่านมาหลายๆ เรื่องละรู้สึกชอบแนวนี้มาก เลยอยากมาลองแต่งสักหน่อย

เนื้อเรื่องจะดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยเร่งรีบ ไม่มีบทดราม่า ไม่มีปมที่ซับซ้อน มีบทบรรยายบางช่วงที่ค่อนข้างจะเยอะ บางตอนก็อาจจะมีบรรยายเพียวๆ ไร้บทสนทนาก็มี บางช่วงก็เดินเรื่องช้า ช้ามาก บางช่วงก็เดินเรื่องเร็ว ไปเร็วเช่นกัน ค่อนข้างจะเหมาะสำหรับคนที่สามารถอ่านได้เรื่อยๆ อย่าเครียดกับการอ่านไปเลยค่ะ มาปล่อยใจจอยๆ ไปด้วยกันดีกว่าจ้าาา

อ่อ! จากใจนักเขียนที่ประสบพบเจอ

ถ้านักอ่านคนไหนชอบนิยายที่สมเหตุสมเรื่องนี้คงไม่เหมาะกับคุณ ถ้าไม่ชอบนิยายที่เดินเรื่องช้าก็คงไม่เหมาะอีกเหมือนกัน

Trigger waring

มีการใช้ความรุนแรง

มีการใช้คำหยาบคาย

มีเนื้อหาอ่อนไหว

***ข้อสำคัญ***

* นิยายเรื่องนี้แต่งไปอัปไป(แต่งสด)

* เนื้อหามีการบรรยายที่เยอะพอสมควร (สำหรับนักอ่านที่ไม่ชอบการบรรยาย เราต้องแจ้งไว้ก่อน)

* นิยายเรื่องนี้มีการติดเหรียญสองกรณี

- กรณีแรกติดเหรียญแบบซื้อตอนเปิดอ่านล่วงหน้า (ทางไรท์จะอัปนิยายพร้อมติดเหรียญล็อกวันไว้และเมื่อครบกำหนดที่ไรท์ล็อกไว้จะเปิดให้อ่านฟรีอัตโนมัติ)

- กรณีที่สอง ติดเหรียญตอนแบบถาวร (นั่นหมายถึงตอนก่อนหน้าที่ผ่านมาเนินน่านแล้ว ไรท์จะทำการกลับมาติดเหรียญถาวร)

- กรณีที่มาอ่านทีมาอ่านทีหลังแต่เป็นตอนติดเหรียญถาวร ไรท์จะทำการกลับมาเปิดให้อ่านฟรีอีกครั้งเมื่อนิยายเรื่องนี้จบลงแล้ว

***

เราต้องแจ้งไว้ตั้งแต่เนิ่นๆไว้ให้สำหรับนักอ่านทุกคนได้รู้และเข้าใจ นิยายเรื่องนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบสำหรับความชอบของทุกคน สมบูรณ์แบบที่ไรท์ต้องการบอกคือ พล็อตเรื่องเอยตัวละครตัวบทอะไรเอยไม่ได้มีความสมบูรณ์แบบอย่างที่แต่ละคนคาดหวังว่าจะต้องได้ต้องเจอพล็อตที่ตัวเองตามหา ไรท์ยังคงต้องการย้ำว่า นิยายเรื่องนี้แต่งสนองนีทของไรท์ล้วนๆ สำหรับใครที่อ่านแล้วไม่ชอบไม่โอเคเวอร์ไป ไม่ถูกจริตไม่โอเคกับทัศนคติของตัวละคร ไม่ถูกจริต ไม่สนุก หรือไม่ตรงกับความต้องการความชอบของตัวเอง สามารถเชิญป้ายหน้าได้เลยค่ะ ป้ายนี้อาจจะลงผิดสถานี ง่ายๆก็คือกดออกจากเรื่องได้เลยน้าาา อย่าทนอ่านแล้วมาคอมเมนท์แย่ๆบั่นทอนใส่กันเลย ไรท์ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้าด้วยค่ะ ใจไรท์มันกะตี้ดเดียววว

**ปล.อาจจะมีคำผิดอยู่บ้าง ทั้งตอนที่เปิดฟรีและติดเหรียญ สามารถทักท้วงได้ค่ะ

สำหรับใครที่ไม่ชอบใจว่านิยายมีคำผิดแต่เอามาลงแบบติดเหรียญทำไม? สามารถรอตอนปลอล็อกและรออ่านฟรีได้ค่ะ รวมทั้งใครที่กลัวโดนไรท์ทิ้งไว้กลางทางทั้งที่ยังไม่จบ สามารถใจเย็นๆรออ่านฟรีในตอนที่จบได้ นิยายเรื่องนี้จบแน่นอน แต่จะจะตอนไหนนั่นก็อีกเรื่องค่า แหะๆๆๆ

ท้ายที่สุดนี้ นักเขียน(คิดว่าตัวเอง)ได้ชี้แจงมากขนาดนี้แล้ว และคิดว่าตัวเองชี้แจงแทบจะครบทุกประเด็นพอสมควร หวังว่าจะเข้าใจและไม่ดราม่ากันในประเด็นที่แจ้งอธิบายอย่างชัดเจนไว้แล้วนะคะ

เอนจอยรีดดิ้งค่าาาาา

*** สุดท้ายนี้รบกวน comment อย่างสุภาพนะคะ

ข้อมูลนิยาย

- นิยายเรื่องนี้ยึดเอาการนับเวลาแบบปฏิทินจันทรคติ

- ค่าเงินในนิยายเรื่อบนี้ที่ใช้

1000 อีแปะ เท่ากับ 1 ตำลึงเงิน

10 ตำลึงเงิน เท่ากับ 1 ตำลึงทอง (ส่วนมากจะใช้คำว่าตำลึง ที่หมายถึงตำลึงเงิน)

อยู่ดีๆก็ทะลุมิติ

* เนื้อหามีการรีไรท์ ปรับเปลี่ยน แก้จากของเดิม

(ก่อนอ่านนิยายเรื่องนี้ อย่าลืมอ่านข้อมูลเบื้องต้นของนิยายเรื่องนี้ก่อน เพื่อผลประโยชน์ของตัวนักอ่านเองและจิตใจนักเขียนเช่นเดียวกัน)

ลี่อินกวาดสายตามองไปรอบๆห้องนอนที่ตัวเองกำลังนอนอยู่ด้วยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อ ภายในห้องนอนที่นางอาศัยหลับนอนทำจากไม้

ไม่ว่าจะเตียงนอนกำแพงกั้นห้องหรือแม้แต่ประตูล้วนทำจากไม้เป็นหลัก ผสมดินบ้างเล็กน้อย ผ้าห่มก็บางจนไม่แม้จะกันอากาศที่หนาวเย็นตอนนี้ได้

ลี่อินจำต้องพาร่างใหม่ของตัวเองนอนขดตัวไว้ใต้ผ้าห่มผืนบางหวังว่ามันจะคลายความหนาวลงได้บ้าง

พรึบ!

ลี่อินเปลี่ยนท่านอนอีกครั้ง นอนมองเพดาน แขนข้างขวาก็ยังไม่วายที่จะยกมาก่ายหน้าผากอย่างคนคิดหนัก

ใช่! เธอคิดหนักจริงๆ

ไม่คิดไม่ฝันว่าชีวิตนี้จะต้องมาเจอกับเรื่องเหลือเชื่ออย่างการทะลุมิติแบบนี้!

เคยอ่านแต่ในนิยายพวกย้อนยุคอะไรแบบนั้นไม่คิดว่าจะเป็นจริง ไหนจะตัวเธอเองที่เป็นนักเขียนนิยายแนวแฟนตาซีมาหลายเรื่องและรู้ดีว่า เรื่องเหลือเชื่อแฟนตาซีก็แค่เรื่องปรุงแต่งเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ก็เท่านั้น

ไม่มีทาง!

มันไม่มีทางเป็นไปได้ที่คนเราสามารถย้อนยุค ย้อนเวลาหรือทะลุมิติข้ามมาอีกโลกอะไรทำนองนั้นได้ มันก็แค่นิยายที่แต่งขึ้นมา ซึ่งคำว่านิยายเธอรู้ความหมายมันดีว่าคืออะไร มันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อสนองความสนุกก็เพียงเท่านั้น นักเขียนบางคนก็แต่งเพื่อสนองการจิตนาการของผู้แต่งเช่นเดียวกัน

และใช่นักเขียนคนคนนั้นก็คือเธอนี่แหละ

นักเขียนที่มักแต่งนิยายเพื่อสองความสนุกของตัวเอง พล็อตเอยไรเอยที่เธอชอบ ตัวละครที่อยากให้เป็น เธอล้วนใช้ปลายนิ้วพิมพ์มันออกมา จะว่านิยายที่เธอแต่งแต่ละเรื่องยึดหลักความต้องการของตัวเองก็ไม่ผิด

ตอนแรกเธอไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเธอเอง

มันเป็นเรื่องที่ปรุงแต่งมาทั้งนั้นไม่มีทางเกิดหรือมีขึ้นจริงๆ ยิ่งเธอเป็นสาวในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ยุคที่วิทยาศาสตร์มาไกลกว่าไสยศาสตร์มันเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่เธอไม่เคยลบหลู่เลยนะ!! แค่เชื่อยากแค่นั้นเอง

ตอนนั้นตีให้ตายก็ไม่เชื่อ

จนตอนนี้!

วันนี้!

เวลานี้!

ตอนที่ได้มาเจอกับตัวเองนี่แหละ มันเปลี่ยนความคิดให้เธอเชื่ออย่างสนิทใจแบบไม่มีข้อกังขาอีกต่อไป

ยอมรับว่าตอนแรกเธอคิดว่าฝันไปแน่ๆ แต่นั่นก็แค่ตอนแรกเหมือนเคย

มันคือความจริงที่เกิดกับตัวเอง ความจริงที่วิ่งมาตีแสกหน้าจังๆ แต่จะให้หลอกตัวเองต่อไหว่าเป็นแค่ความฝันมันก็ไม่ได้ก็ เพราะถ้าฝันจริงมันก็เป็นฝันมาราธอน ฝันที่ไม่รู้จักตื่น

เพราะเธอฝันมาสามวันแล้ว!

มันสามวันที่เธอมาอยู่ที่นี่!

สามวันที่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก สามวันแต่ยาวนานเหมือนสามปี!

จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกต่อไป มีแต่ต้องเผชิญหน้าและยอมรับกับความเป็นจริงในวันนี้ให้ดีที่สุด

ต้องยอมชะตากรรมที่จะได้เจอนับต่อจากนี้

ติดอยู่ที่นี่มาสามวัน มันยังทำให้เธอหวนคิดถึงอะไรได้หลายอย่าง

อย่างเช่นชีวิตความเป็นอยู่ของเธอก่อนหน้านี้ แม้แต่เหตุการณ์ที่ทำให้เธอมาอยู่ในร่างนี้ก็เช่นกัน เธอเป็นนักศึกษามหาลัยปีหนึ่ง อายุ 18 ปี

ต้องบอกก่อนว่าชีวิตของเธอไม่ได้ดีมากอะไร อยู่ตัวคนเดียว เป็นเด็กกำพร้าในสถานสงเคราะห์ พอจบมอปลายก็ขอแยกออกมาทำงานส่งตัวเองเรียน เพราะอย่างน้อยเธอก็จะได้ไม่เป็นภาระของใคร

ดูเหมือนจะเป็นพล็อตตัวเอกในนิยายแนวทะลุมิติแสนจำเจ อย่างเด็กกำพร้าที่ได้ทะลุมิติ มาอยู่ในยุคโบราณ หมวดหมู่จีนโบราณ ทะลุมาเปลี่ยนขตาชีวิตเจ้าของร่างเดิมจนกลายเป็นตัวเอก แต่นั่นก็แค่นิยาย

แต่นี่คือชีวิตของเธอ ชีวิตคนคนหนึ่ง!

มันเกิดขึ้นกับลี่อินคนนี้แล้ว

เธอจะไปมีความสามารถที่ไหนมาเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต!!

กลับมาย้อยความหลังกันใหม่ เธออยากเล่าความเป็นอยู่ของตัวเองจริงๆ

ถึงตอนนั้นเธอจะออกมาจากสถานสงเคราะห์แล้ว แต่ก็ไม่ได้ตัดขาดกับคนที่เลี้ยงตัวเองเติบโต สถานสงเคราะห์ที่เธออยู่ไม่ได้มีขนาดใหญ่อะไรมาก เรียกได้ว่าเป็นบ้านหลังหนึ่งที่มีจำนวนสมาชิกหลายคน มีแม่ใหญ่มีพี่เลี้ยงและมีสมาชิกรวมๆแล้วไม่เกินสามสิบคน

และแน่นอนการอยู่ร่วมอาศัยที่มีคนเยอะย่อมมีปัญหา ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในรูปแบบใด และเธอนี่แหละคือคนที่มักเจอปัญหา นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักเลยก็ว่าได้ที่เธอตัดสินใจออกมาจากที่แห่งนั้น อย่างน้อยก็เพื่อสุขภาพของตัวเอง

ยังดีที่ตอนเรียนอนุบาล ประถม และมัธยม มีทุนให้เรียนฟรี เธอไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือยิบยืมในส่วนนี้ ไม่เพียงแค่ได้เรียนฟรีเท่านั้นโรงเรียนที่เธอเรียนแต่ละช่วงอายุของการเติบโตล้วนไม่ใช่โรงเรียนในเครือรัฐบาล

แต่เป็นโรงเรียนนานาชาติชื่อดัง

มันคงดูย้อนแย้งใช่ไหมละที่เด็กจากบ้านเด็กกำพร้าได้เรียนในโรงเรียนที่ค่าเทอมแสนแพง

และใช่ มันช่างย้อนแย้งเสียจริง

แต่เธอก็ไม่รู้เหตุผลของการย้อนแย้งนี้อยู่ดี นับตั้งแต่จำความได้ ก็ได้เข้าโรงเรียนอินเตอร์จวบจนจบมัธยมปลาย ค่าใช้จ่ายต่างๆล้วนมีคนรับหน้าที่จัดการให้ทั้งหมด ไม่ว่าจะค่ากินหรือค่าจิปาถะภายในโรงเรียน ทุกอย่างล้วนอยู่ในบัตรใบเดียวที่ใช้ได้แค่ภายในโรงเรียนเท่านั้น เมื่อออกมาจากนอกโรงเรียนทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องหาเอง นั่นจึงทำให้เธอเริ่มที่จะทำงานตั้งแต่อายุสิบห้าเพื่อเป็นทุนสำรองของตัวเองในอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะถูกส่งให้เรียนจนจบปริญญาไหม

ไม่เพียงแค่เหตุผลนี้ที่ทำให้เธอเลือกจะหารายได้พิเศษ อีกเหตุผลก็เพราะสภาพความเป็นอยู่ของเธอในบ้านเด็กกำพร้าไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่

เธอคือเบ๊ของบ้าน

อย่างไรก็ตามในวัยอายุช่วยอายุสิบห้าของเธอ การทำงานพาร์ทไทม์ก็ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ โรงเรียนที่เธอเรียนมีแท็บเล็ตให้นักเรียนใช้พายในโรงเรียน มันเลยทำให้เธอได้เปิดโลกว้าง ได้รู้จักอาชีพนักเขียนนิยาย ตั้งแต่อายุสิบห้าการหาเงินด้วยอาชีพนักเขียนจึงเป็นทางเลือกแรกที่ทำเงินได้ และเป็นเช่นนี้มาตลอดควบคู่กับการทำงานพาร์ไทม์อย่างอื่นจนกระทั่งตอนนี้อายุได้ 18 ปี

ส่วนค่าเล่าเรียนที่เธอได้รับมาตลอดไม่มีใครบอกว่าใครจ่ายให้ แม่ใหญ่ที่ทุกคนเรียกก็เพียงบอกว่ามีผู้ใหญ่ใจดีต้องการอุปการะส่งเธอให้ได้ร่ำเรียนในโรงเรียนที่ดี เพียงแต่ไม่สะดวกที่จะรับไปอยู่ด้วยก็เท่านั้น ขอแค่ให้เธอตอบแทนโดยการตั้งใจเรียนก็พอ

ตัวเธอเป็นคนเดียวในสถานสงเคราะห์ที่ได้เรียนในโรงเรียนนานาชาติ

พอรู้แบบนี้ มันไม่แปลกเลยใช่ไหมละ? ที่เธอจะไม่เป็นเป้าของสมาชิกคนอื่นในบ้านเด็กกำพร้า

ความอิจฉามีอยู่ทุกที่ทุกอายุ ในเมื่อเธอได้อภิสิทธิ์เรื่องโรงเรียนแต่คนอื่นได้ไม่เท่า ทั้งที่เป็นเด็กกำพร้าเหมือนกัน แต่มีอีกคนที่ได้ดีกว่า ใครเล่าจะมาชอบใจ

แต่สำหรับลี่อิน จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อมีคนยิบยื่นอนาคตมาให้มีหรือที่เธอจะปล่อยทิ้งไป ทั้งที่รู้ว่าถ้าเธอรับโอกาสนี้ย่อมต้องมีปัญหาความอิจฉาตามมาแน่ๆ

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่อนุบาลจวบจนเกรดหก เธอไม่ได้มีโอกาสเลือกโรงเรียน เรียนเอกชนมาตลอด จวบจนขึ้นเกรดเจ็ด นั่นคือครั้งแรกที่เธอถูกยื่นสิทธิ์ในการตัดสนิใจว่าจะเรียนที่ไหน

ตอนนั้นที่ตัดสินใจ เธอมองว่าที่ไหนก็เป็นโรงเรียน แต่โรงเรียนที่ไหนต่างหากที่ดีกว่ากัน ถึงปฏิเสธโรงเรียนดีๆเพื่อเอาใจเพื่อนในบ้านมันไม่ได้ทำให้อนาคตตัวเองดี

ถึงแม้จะปฏิเสธอภิสิทธิ์นี้เพื่อไปเรียนโรงเรียนในเครือรัฐบาล ก็ยังมีค่าจิปาถะเล็กๆน้อยๆอยู่ดี ค่าจิปาถะพวกนี้เป็นแม่ใหญ่ที่ต้องออกให้ แต่ถ้าเธอเลือกโรงเรียนนานาชาติ ค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเล็กน้อยแม้แต่ค่าน้ำเปล่าก็มีคนจ่ายให้ แล้วมีหรือเธอจะไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ เพราะอย่างน้อยเธอก็จะได้แบ่งเบาค่าใช้จ่ายของแม่ใหญ่ได้

ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่แค่เธอคนเดียวที่ได้รับทุนในการเรียน ทุกคนในบ้านเด็กกำพร้าที่เธออยู่ล้วนได้รับทุนทุกคน เพียงแต่เป็นโรงเรียนของรัฐบาลใกล้บ้านทั่วไป นี่จึงเป็นข้อโต้แย้งที่เธอมักถูกเพื่อนในบ้านไม่ชอบหน้ามาตั้งแต่เธอจำความได้ เริ่มตั้งแต่รุ่นพี่ในบ้านจวบจนรุ่นน้อง

ในช่วงอนุบาลเธอมีคำถามเสมอว่าทำไมไม่ได้ไปโรงเรียนเดียวกับคนอื่น และทำไมถึงมักถูกเพื่อนในบ้านแกล้ง แต่พอขึ้นประถมมาความข้องใจทุกอย่างของเธอหายไปจนหมดสิ้น เพราะเธอเริ่มรู้อะไรเป็นอะไรแล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะสิ่งที่ทุกคนโต้แย้งล้วนเป็นเรื่องจริงและความลำเอียงที่เธอได้รับจากผู้ใหญ่ใจดีคนนั้นจริงๆ แต่เธอก็ไม่คิดที่จะทิ้งโอกาสทองนี้ไปอยู่ดี เพราะอย่างไรแล้วโอกาสที่ว่าก็คืออนาคตของเธอ

อนาคตที่ต้องสร้างด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตามแต่ แม้ว่าผู้ใหญ่ใจดีคนนั้นจะส่งเสียเรื่องเรียนให้เธอทุกอย่าง มอบอนาคตที่ดีให้ ทว่าในความเป็นจริงยังมีสิ่งที่เธอโหยหาในชีวิต นั่นคือความรัก ความอบอุ่นจากคำว่าครอบครัว แต่เธอก็ไม่เคยได้รับความรักจากใครเลยสักครั้ง แม้แต่แม่ใหญ่ที่ดูแลบ้านยังปฏิบัติกับเธอเพราะหน้าที่ที่ต้องทำ

เธอไม่ได้คิดไปเอง แต่แค่การกระทำมันก็ทำให้รู้ได้เอง

ลี่อินรู้ดีว่าต่อให้โหยหาความรักกับคนที่เขาไม่ชอบในตัวเราเท่าไหร่ก็ไม่มีทางที่จะได้มันมาอยู่ดี ด้วยสภาพแวดล้อมทำให้เธอมีความคิดไกลกว่าเด็กทั่วไป เธอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้สถานการณ์ของตัวเองในบ้านเด็กกำพร้าดี เธอตัดใจไม่โหยหาความรักความอบอุ่นจากคนในบ้านเด็กกำพร้ามาตั้งแต่สิบสามปี ไม่ว่าจะแม่ใหญ่หรือเพื่อนร่วมบ้าน เธอพยายามทำตัวให้ไม่เป็นที่สนใจ อย่างน้อยก็หลีกเลี่ยงการปะทะได้

ไม่มีใครในบ้านชอบเธอ ลี่อินรู้ดี

แม้จะไม่หวังจากคนในบ้าน แต่เธอก็ยังหวังว่าผู้มีพระคุณคงเอ็นดูเธออยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นไม่ออกค่าใช้จ่ายให้เธอมากมายขนาดนี้หรอก เพราะโรงเรียนที่เธอเรียนค่าเทอมสูงเกือบถึงเจ็ดหลักต่อเทอม ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆภายในโรงเรียน

ด้วยความคิดที่วาดฝันไปเอง เธอคิดว่าในความเป็นจริงแล้วซึ่งไม่มีทางเลยที่คนไม่รู้จักหรือมีความสัมพันธ์กันสักทางจะยอมเสียเงินจำนวนมากให้เด็กแปลกหน้าคนหนึ่งมาเป็นเวลาสิบแปดปี

ทว่าความจริงกลับโหดร้าย

แท้จริงแล้วความฝันก็คือความฝัน ในวัยสิบห้าปี เธอเปลี่ยนความคิด คิดเพียงแค่ว่าผู้มีพระคุณคนอาจจะเป็นคนร่ำรวยที่เหลือเงินใช้มาก ผลบุญจึงมาหล่นใส่หัวเธอเข้าอย่างจัง

ต้องบอกก่อนว่าที่เธอคิดเหตุผลไปในทางนี้ นั่นก็เพราะอีกฝ่ายไม่เคยมาให้เห็นหน้า ไม่เคยคุยผ่านโทรศัพท์หรือติดต่อกันสักครั้ง ไม่เคยฝากสารข้อความใดๆมาให้เธอได้รับรู้

ความห่างเหินระหว่างผู้มีพระคุณกับเธอนั้นอยู่ในขั้นที่รุนแรงพอสมควร เพราะแม้แต่ชื่อก็ไม่แม้แต่จะได้รู้ ไม่รู้ถึงขั้นว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเท่าไหร่ เป็นคนที่ไหน โอกาสที่จะตอบแทนก็ยังไม่มี

ไม่มีโอกาสสักทาง

แม้แต่ความฝันที่วาดไว้ก็ยังไม่มีโอกาสได้ทำให้มันสำเร็จ เพราะเธอได้จากโลกใบนั้นมาแล้ว

***

แล้วถ้าถามว่าทำไมเธอได้มาอยู่ในร่างของเด็กคนนี้ได้?

ลี่อินจำเหตุการณ์นั้นได้ขึ้นใจ วันนั้นเธอกำลังข้ามถนนตรงทางม้าลาย ทางม้าลายที่เป็นทางไว้ให้คนเดิมข้ามถนน ยังจำได้แม่นว่าตอนนั้นเป็นช่วงไฟเขียวที่เป็นช่วงให้คนเดินข้าม แต่อยู่ดีๆก็มีรถพุ่งมาจากไหนไม่รู้ทั้งที่เป็นไฟเขียว

ย้ำว่าไฟเขียว!!

พุ่งมาชนเธออย่างจัง ความรู้สึกตอนนั้นคือเจ็บปวด เจ็บจนทนไม่ไหว สติในการรับรู้ก็หายไป

จนตอนนี้เธอได้แค่คิดเพียงว่ามันคงจะถึงคราวตายของเธอจริงๆ

พอได้สติอีกทีเธอก็ได้เข้ามาอยู่ในร่างของเด็กผู้หญิงที่ชื่อเหมือนเธอ แต่อายุลดลงเหลือเพียงแค่สิบสามปี

และนี่เป็นเรื่องราวก่อนที่เธอจะถูกรถชนและได้เข้ามาอยู่ในร่างของเด็กสาวคนนี้

***

กลับมาที่ลี่อินในตอนนี้

ตัวเธอนั้นชาติก่อนตายก็ชื่อลี่อิน พอได้กลับมาเกิดอีกทีก็ชื่อลี่อิน

ไม่เพียงเท่านั้นชาติที่แล้วเธอเป็นคนหยาบๆ ชาตินี้พอกลับมาเกิดในยุคสมัยที่สตรีต้องรักษากริยามารยาท ไม่ได้ลี่อินคนนี้ทำไม่ได้!!

เธอรู้ได้ไงนะหรอว่ายุคสมัยนี้เป็นยุคไหนของประเทศไหนนะหรอ?

ก็คงต้องย้อนกลับไปอีกครั้ง

ย้อนไปนับตั้งแต่วันแรกที่เธอได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้ ในวันที่ไก้ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่

อย่างแรกที่เห็นคือสภาพแวดล้อม การแต่งตัว คำพูด ภาษา แม้ว่าในตอนแรกจะฟังไม่ออกแต่เธอก็ไม่ได้โง่ถึงขั้นไม่รู้ แม้ตอนเรียนจะไม่ได้ลงเรียนภาษานี้แต่เธอก็รู้ว่าสำเนียงคำพูดเป็นประมาณไหน คำพูดที่ฟังอย่างไรก็คือภาษาของคนแผ่นดินใหญ่ ด้วยเหตุนี้ทำให้เธอคาดเดาได้เลยว่าต้องทะลุมิติมาอยู่เป็นยุคหมวดหมู่ยอดฮิตแน่นอน!

แต่ทว่าความดีใจในตอนที่รู้ว่ามาอยู่ในยุคไหนกายไปในพริบตา คิดว่าอาจจะทะลุมิติมาอยู่ในนิยายที่แต่งตามพล็อต หรือไม่ก็นิยายของคนอื่น ทว่าจากการเค้นสมองออกมาจนหมด ทำให้เธอได้รู้ว่าสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้ไม่มีเรื่องราวในหน้านิยายที่เคยอ่านสักเล่ม

ความวาดฝันว่สจะรู้อนาคตมลายหายไปจนสิ้น

ความจริงวิ่งมากระแทกหน้า มันทำให้เธอต้องสบถคำว่า ‘ชิบ!! นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย!’

แม้ว่าจะดีอยู่หรอกที่ไม่ตายทว่ากลับได้มาอยู่ในร่างของเด็กผู้หญิงที่ค่อนข้างยากจนคนนี้ อุตส่าห์ได้มีชีวิตอยู่ต่อแทนที่จะส่งนางเข้าไปอยู่ในร่างคุณหนูคนใดสักคน! กลับส่งมายังความลำบากยากเข็นแบบนี้ โลกก่อนก็สู้ชีวิตมาโลกนี้ก็ยังจะมาสู้อีกหรอวะเนี่ย

‘โอเคก็ได้ ในเมื่อโชะตากำหนดมาเป็นแบบนี้แล้วจะทำอะไรได้นอกจากยอมรับความจริงตรงหน้า’ และใช่อีกเช่นเคยนี่เป็นคำพูดที่ลี่อินพูดปลอบตัวเองมากี่ครั้งต่อต่อกี่ครั้งก็นับไม่ไหว

แม้ว่าจะได้เกิดใหม่ แต่ช่างน่าเสียดายที่ได้มาอยู่ในร่างของเด็กน้อยแบบนี้ จะทำสิ่งใดก็ลำบาก ถึงแม้จะบ่นให้กับชะตาชีวิตมากมายเพียงใดเธอก็ไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้อยู่ดี คิดเสียว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องเป็นทารกให้เสียเวลา เกิดมาก็โตเลย

แม้ในใจจะคิดว่า มันคงจะดีกว่านี้ ถ้าเกิดมาแล้วรวยไม่ต้องตื่นมากินข้าวต้มที่มีแต่เศษซากของวิญญาณข้าวจนนับเม็ดได้

อันที่จริงเธอมาอยู่ในร่างเด็กน้อยคนนี้ได้สามวันแล้ว

แม้ว่าจะมาอยู่ในร่างของเด็กคนนี้ได้สามวัน แต่ก็ยังเป็นสามวันที่ยังทำอะไรไม่ถูกอยู่ แม้แต่การปรับตัวก็ยังเงอะๆงะๆอยู่ ทำได้พยักหน้าอือออไปก่อน

แม้จะไม่รู้อนาคตเหมือนในนิยาย

แต่ความหวังใหม่ก็บังเกิดขึ้น

อย่างที่ว่า ชีวิตที่ผ่านมาเธอนั้นเคยทั้งเขียนทั้งอ่านนิยายย้อนยุคมาตั้งเยอะ ไอ้พวกย้อนยุค ย้อนเวลามาปลูกผักนะ เธอเขียนมาหมด แถมยังมีไปอ่านของนักเขียนคนอื่นมาด้วย นิยายแนวที่มีลมปราณหรือของวิเศษอะไรจำพวกนั้นเธอก็อ่านมาหมด

ความหวังที่แสนจะริบปรากฎขึ้นมาให้ได้ได้เห็น นี่แหละคือตัวช่วยสำหรับคนต่างถิ่นเช่นเธอ!

ทว่าความจริงวิ่งกระแทกให้ตื่นอีกครั้ง ทำตามขั้นตอนนิยายมาหมดแล้ว! สำรวจตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าไม่มีแม้แต่น้อยนิดที่จะเจอของวิเศษอย่างว่า สัตว์วิเศษก็ไม่มี มิติ พร ของวิเศษ พลังดินฟ้า ไอเท็ม ระบบช่วยโกงชีวิต ล้วนแต่ไม่มีให้ได้เห็น! ไม่ว่าจะรูปแบบความรู้สึก เสียง สัมผัสก็ล้วนไม่มีทั้งสิ้น!

ความซวยจะตามหลอกหลอนเธอไปทุกภพทุกชาติหรืออย่างไรกัน!

เหอะ! ไหนในนิยายบอกว่าย้อนเวลามาจะเจอกับเทพชะตา เทพที่จะมาให้พรแทนคำขอโทษที่เอาวิญญาณผิด

แต่นี่อะไร! ไม่มีวี่แววสักนิด ลี่อินคนนี้ขออุทานคำหยาบสักร้อยรอบเป็นไง

ใจร้ายเกินไปแล้ว อย่างนี้ขอไปเกิดใหม่เป็นเด็กทารกดีกว่า ไม่ต้องมาปรับตัวตอนโตแบบนี้ แถมครอบครัวนี้ไม่มีอะไรให้เลยมีแต่ความจน

อ่า…ดูเหมือนจะเป็นครอบครัวที่มีความอบอุ่นมากพอสมควร

ไม่เพียงแต่ไม่มีตัวช่วย แม้จะรู้ว่าที่อีกฝ่ายพูดคือภาษาไหนแต่เธอพูดไม่ได้ฟังก็ไม่ออก แม้ว่าเธอมีชื่อเหมือนคนแผ่นดินใหญ่ก็จริง แต่ก็เป็นเพียงแค่ชื่อเท่านั้น เธอเป็นคนประเทศที

จำความได้ก็อยู่ในเมืองแล้ว เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวง เมืองแห่งแสงสีเสียง เมืองที่มีแต่ความวุ่นวาย ไม่รู้ทำไมเธอถึงได้มีชื่อเหมือนคนแผ่นดินใหญ่ จำความได้เธอก็มีชื่อนี้แล้ว แต่พี่ที่ดูแลเธอบอกว่าเธอเป็นคนประเทศที ตอนนั้นครูใหญ่เป็นคนตั้งชื่อให้แค่นั้น ไม่มีเหตุผลในการตั้ง แค่ต้องตั้ง

และเธอต้องดีใจไหม? ได้ย้อนยุคมามาที่นี่ โดยที่ไม่รู้ประวัติอะไรของที่นี่เลย ไม่รู้ภาษา ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง แม้แต่การไปเที่ยวที่แผ่นดินใหญ่ก็ยังได้แค่วาดฝันเอาไว้ แล้วชีวิตของเธอต่อจากนี้จะทำยังไง จะสื่อสารยังไง

โหดร้ายกันเกินแล้ว!

เธอฟังไม่ออก พูดไม่ได้ ตลอดช่วงวันเวลาที่ได้เข้ามาอยู่ เธอทำเพียงแกล้งไอให้ตัวเองป่วยเพื่อเป็นข้ออ้างในการพยักหน้ารับส่งๆไปก่อน ไม่รู้จะทำยังไงกับภาษาที่ฟังไม่ออก พูดไม่เป็น

ตอนเวลากินข้าวเธอก็ไม่รู้หรอกว่าใครพูดยังไงบ้าง เธอทำเพียงยิ้มและตอบได้เป็นบางคำ อย่างเช่นคำว่า ‘เจ้าค่ะ’ เท่านั้น อย่างน้อยซีรีส์ที่เคยดูก็นำมาใช้ประโยชน์ได้

เอาจริงไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายพูดว่าอะไรแค่ยิ้มไว้ก่อน ถ้าอีกฝ่ายขมวดคิ้วเป็นเชิงคำถามเธอก็จะแกล้งไอออกมา พอตอนกินข้าวไม่รู้หรอกว่าคนเหล่านี้พูดว่าอะไร เธอเห็นข้าวมาวางตรงหน้าเธอก็รู้หน้าที่แล้วว่าต้องกินข้าว

ทำเหมือนที่เขาทำ

ช่วงวันที่ผ่านมาลี่อินทำแบบนี้จริงๆ ไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ตอนนี้ทำได้เท่านี้จริงๆ

พออยู่มาจนถึงวันที่สาม

เมื่อเธอเริ่มจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร จับต้นชนปลายได้บ้างนิดหน่อย อยู่ดีๆกลับทำให้ตัวเธอในร่างเด็กเหมือนเธอจะฟังผู้ใหญ่สองคนกับเด็กอีกหนึ่งคนคุยกันรู้เรื่อง

แต่กว่าจะฟังรู้เรื่องก็ปาเข้าวันที่สามที่ได้มาอยู่ที่นี่แล้ว หรือนั่นก็คือวันนี้

แถมตอนเธอโดนถามทั้งที่คิดว่าตอบอีกภาษา ทว่ากลับกลายเป็นว่าเป็นสำเนียงคำพูดภาษาของคนที่นี่

ทำไมเธอถึงพูดออกมาเป็นภาษาของคนที่นี่ได้ ?

จากที่นั้งคิดนอนคิดมาอยู่นาน ลี่อินได้ข้อสรุปแล้วว่าเทพยาดาองค์ใดตนใดที่เธอต่อว่าอยู่ทุกวันน่าจะประทานความเข้าใจในคำพูดและภาษามาให้ หลังจากที่ถูกเธอก่นด่ามาอยู่สามวันสามคืน

ไม่เพียงแค่ฟังออกและพูดได้ แต่ดูเหมือนความรู้สึกจะบอกว่าเธอสามารถอ่านออกเขียนได้อีกด้วย

เอาวะ! อย่างน้อยๆก็ถือว่ายังมีความโชคดีมาให้น้อยๆก็แล้วกัน

คิดเสียว่าในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่ก็แล้วกัน มีโอกาสกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ถึงแม้สถานะครอบครัวจะไม่ดีจนถึงขั้นวิกฤต ทว่าความโชคดีที่มาในรูปแบบครอบครัวหวังว่าจะเยียวยาความรู้สึกได้

เธอไม่เคยมีครอบครัว เธอมีแต่เพื่อนพี่น้องในสถานสงเคราะห์ เธอต้องการครอบครัวจริงๆ แต่ลี่อินเจ้าของร่างนี้มีครอบครัว เธอดูแล้วน่าจะเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมากๆ จากที่เธออยู่มานานตั้งสามวัน มีพ่อแม่และพี่ชายที่หล่อมากๆ รวมตัวเธอเป็นสี่คนพอดี

และถึงแม้ครอบครัวนี้ไม่ใช่ครอบครัวเธอจริงๆ แต่ลี่อินในร่างนี้สัญญาจะพาพวกเขาใช้ชีวิตที่ดีกว่านี้ ไม่กินอดๆ แบบนี้แน่นอน!

ในเมื่อเจ้าของร่างเดิมมอบร่างนี้ให้เธอแล้ว เธอจะตอบแทนทุกคนในครอบครัวให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

เธอจะใช้ชีวิตในชาตินี้ให้คุ้ม อะไรที่ไม่เคยเจอ ไม่เคยทำ เธอจะลองทำมันให้หมด ความปากแซ่บไม่กลัวใครที่กลายเป็นนิสัยของเธอ เธอก็จะดึงมันออกมาใช้ปกป้องตัวเองเช่นกัน

และเธอ! จะนำความรู้ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมาปรับใช้ให้อยู่รอด!

ไหนจะการเป็นนักเขียนมากมายหลายเรื่อง เธอหญิงสาวนักเขียนนิยายคนนี้จะงัดความสามารถจากพระเอกนางเอกตามนิยายที่เคยอ่านมาใช้ให้หมด อย่างน้อยการเป็นนักเขียนที่วันๆ หมกตัวแต่อยู่ในห้องไม่ออกไปไหนจะช่วยชีวิตเธอก็คราวนี้แหละ! บอกเลยกว่าเธอจะเขียนนิยายได้แต่ละเล่มเธอศึกษาหาข้อมูลในเรื่องที่จะเขียนมาเยอะพอสมควร เธอจะงัดเอาความรู้ออกมาใช้ให้หมดเลยคอยดู

ความจริงที่ว่าเธอเป็นคนยุคใหม่ ที่มีความรู้ก้าวหน้ากว่าคนที่นี่ มีหรือที่เธอจะเอาตัวรอดไม่ได้?

ชีวิตนี้ทำได้เพียงแค่เดินหน้า ใช้ชีวิตต่อไป

เอาละ! ความร่ำรวยด้วยสิ่งแปลกใหม่จะมาในรูปแบบลี่อินคนนี้นี่แหละ!

เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม

ลี่อินมาอยู่ที่นี่ได้เจ็ดวันแล้ว หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด เธอไม่สามารถทำอะไรด้ได้ ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ทำได้เพียงปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้

อย่างแรกเธอต้องเปลี่ยนวิธีการพูด การแทนตัวเอง ให้เหมือนคนในยุคนี้ เหอะๆ…เอาละลี่อินคนนี้ในที่สุดก็ได้ใช้สำนวนสุภาษิตที่เคยเรียนมาสักที ไอ้ที่ว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม

เธอจะเค้นเอาความรู้จากนิยายใช้ให้หมดเลยคอยดู นิยายที่นายเอกปากแซ่บก็ต้องนำมาใช้ นิยายที่นางเอกค้าขายรวดขาดไม่ได้ เธอจะเรียนรู้จากนิยายพวกนี้เอง ของแบบนี้ต้องค่อยๆเป็นค่อยเรียนรู้ไปทีละน้อย ปรับตัวให้เข้ากับคนที่นี่ให้ได้ก่อน

โดยเฉพาะคำพูดใหม่ทั้งหมดตั้งแต่แรกเริ่ม

ส่วนความจำไม่มงไม่มีมันหรอกที่ว่าตื่นขึ้นมาละความทรงจำของร่างเดิมจะกลับมา

เหลวไหล!! ไม่เห็นมีสักนิด

และยังมีอีกสิ่งที่ทำให้ลี่อินสบายใจที่ได้อยู่ในร่างนี้คือ ความรู้สึก รวมทั้งสิ่งลี้ลับของร่างนี้อย่างเจ้าของร่างจริงๆมาทวงร่างคืน มันไม่มีและไม่เคยเกิดขึ้นมาสักครั้งให้เธอได้เห็นหรือสัมผัสเลย

เจ็ดวันที่ผ่านมาไม่มีเลย แม้แต่เทพหรือท่านตาท่านยาตามพล็อกตนิยายมักนำพาให้ไปเจอเจ้าของร่างจริงๆก็ไม่มีเลย มีแต่ความรู้สึกสบายใจเข้ามาแทนที่ในจิตใจเท่านั้นเอง นี่ยังคงเป็นความแปลกใจที่ลี่อินหาคำตอบไม่ได้สักที

***

ในตอนนี้ลี่อินกำลังนั่งกินข้าวกับครอบครับ ครอบครัวนี้มีสมาชิกรวมนางก็เป็นสี่ แต่จะให้เรียกว่ากินข้าวก็ไม่อาจเรียกออกมาได้เต็มปากในเมื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือวิญญาณข้าว เศษซากเม็ดข้าวที่ลอยในน้ำใส กับผัดผักที่แสนจะจืดชืด

ลี่อินฝืนกินไปด้วยลอบมองหน้าบิดามารดาและพี่ชายไปด้วย

รูปร่างหน้าตาของแต่ละคนถือว่าดีมาก มากจริงๆ อย่างผู้เป็นบิดามีตาสองชั้นชัดเจน ดวงตากลมใสน่ามอง เวลาเผลอยิ้มทีนางแทบจะเหลวไปเลย เวลาทำหน้านิ่งก็ดุจนน่ากลัว มีสันจมูกที่โด่งเป็นสัน มีริมฝีปากที่เล็กเข้ากับโครงหน้าได้ดีลงตัวจนไม่มีที่ติ

ส่วนมารดาค่อนไปทางหน้าหวานแต่คมเวลายิ้มให้นางเหมือนกับว่าโลกนี้โคตรจะสดใส มีตาสองชั้นชัดเจน ดวงตากลมโตสดใส มีขนตาทีเรียวงอนเป็นเอกลักษณ์ มีสันจมูกที่โดง ริมฝีปากที่เล็กแต่ดูมีน้ำมีนวลเข้ากับรูปหน้าได้อย่างลงตัว รวมทั้งใบหน้าที่เรียวเล็กยิ่งทำให้ทุกอย่างบนใบหน้าลงตัวไปจนไม่มีที่ติ

ส่วนคนสุดท้ายคือพี่ชาย คนคนนี้มีใบหน้าที่ดูก็รู้ว่าโตขึ้นจะต้องหล่อเหลาจนไม่มีที่ให้ติอย่างแน่นอน ด้วยใบหน้าที่หล่อไปทางหน้าหวานแต่มีดวงแต่ที่คม มีเสน่ห์ตั้งแต่ยังไม่โตเต็มที่ ใบหน้าสมบูรณ์แบบดั่งคำเปรียบที่ว่าพระเจ้าบรรจงสร้างคนผู้นี้ขึ้นมา ขนาดตอนอายุเท่านี้แววความหล่อยังออกมาขนาดนี้ถ้ายี่สิบคงไม่ต้องพูดถึง

หางแถวพี่สะใภ้คงยาวไปอีกเมือง

เคยได้ยินไหมคำว่างามล่มเมือง พี่ชายคนนี้นี่แหละจะใช้คำว่าหล่อล่มเมือง

ทั้งสามคนเปรียบดั่งคำที่ว่าเป็นคนที่พระเจ้าจงใจบรรจงสร้างขึ้นมาจริงๆ ทุกส่วนในร่างกายของคนคนหนึ่งสมบูรณ์แบบจนหาที่ติไม่เจอ อีกทั้งผิวพรรณของแต่ละคนดีมาก ทั้งที่ออกไปทำงานตากแดดอย่างหนักแต่ก็ยังคงขาวดั่งหยกขาว ยิ่งถ้าได้รับการดูแลและบำรุงให้ดีกว่านี้อย่างไรเสียคำว่างามล่มเมืองคงเป็นมารดาที่จะได้คำยกยอนี้ไป ส่วนหล่อเหลาจนไม่มีที่ติคงไม่พ้นบิดาและพี่ชายอย่างแน่นอน

นางไม่ได้อวยจนเวอร์หรือเกินจริงเลยนะ

หน้าตาดีกันทั้งบ้าน ถึงขั้นทำให้นางเผลอพึมพำชื่นชมไม่ได้

“หึ หึๆ มีแต่คนหน้าตาดี นางที่เป็นบุตรมีหรือจะไม่งดงาม เอาวะคุ้มแล้วครั้งนี้ได้เกิดมาก็สวยเลย หึๆ”

ลี่หยางที่เห็นท่าทางของน้องสาวแปลกๆไปจึงสกิดน้องสาวด้วยความเป็นห่วงพลางพูดว่า “น้องเล็กเป็นอันใดไป รู้ไม่สบายหรือ? เหตุใดถึงพูดเรื่องหน้าตาออกมาทั้งยังหัวเราะออกมาด้วยสีหน้าท่าทางแปลกๆเช่นนี้ ให้พี่ต้มยาให้หรือไม่?”

ชิบ! ลืมตัวนึกว่าอยู่คนเดียว! ไม่เพียงเท่านั้นยังพูดออกเสียงอีกด้วย นิสัยคิดแล้วเผลอพูดออกมายังจะติดตามมาถึงโลกนี้หรืออย่างไรกัน!

“ไม่ๆ ไม่มีอันใดเจ้าค่ะ” ลี่อินได้โบกไม้โบกมือปฏิเสธออกมาอย่างร้อนรน

ถึงแม้ดูจะไม่น่าเชื่อถือ แต่บิดามารดาและพี่ชายทำเพียงพยักหน้าและตั้งใจกินข้าวต่อไปอย่างไม่นึกสงสัยอีก ลี่อินได้แต่ขมวดคิ้วไม่คิดว่าจะโกหกให้คนอื่นเชื่อได้ง่ายขนาดนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างดูง่ายไปเสียหมด แม้แต่การกระทำแปลกๆ คนที่บ้านก็ไม่มีใครถาม มากสุกก็เป็นพี่ชายคนนี้ที่มักขมวดคิ้วมองมาที่นางเท่านั้นเอง

ด้วยการกระทำของทุกคนในบ้านมันทำให้ลี่อินคิดว่าตัวตนจริงๆของร่างนี้ก็คงเป็นเด็กสาวที่มีนิสัยคล้ายกลับนาง ทุกคนจึงไม่แปลกใจกลับการเปลี่ยนแปลงแบบนี้

ทว่าความจริงแล้วมีแต่ลี่อินคนเดียวที่คิดไปเองว่าเจ้าของร่างเดิมมีนิสัยคล้ายตน คนทั้งสามต่างรู้ตรงนี้ดี เพียงแต่ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมาเท่านั้นเอง ทำได้เพียงดูการเปลี่ยนแปลงของบุตรสาวตัวน้อยของบ้านไปเงียบๆ

***

"อินอินแม่กับพ่อและพี่ใหญ่ของเจ้าจะขึ้นเขาไปหาฟืนมาเพิ่มสักหน่อย ลูกอยู่แต่ในบ้านอย่าออกไปข้างนอก" เหมยหนิงเอ๋อเอ่ยบอกบุตรสาวตัวน้อย

"ท่านแม่ข้าขอไปด้วยไม่ได้หรือเจ้าคะ" ลี่อินว่าพลางทำตาปริบๆเพื่อให้ดูน่าสงสารออกไปให้ผู้เป็นมารดาเห็น เพื่อที่จะได้อ้อนขอไปด้วย

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จนางพอจะรู้อยู่หรอกว่าทุกคนตกลงกันจะขึ้นเขา แต่ไม่คิดว่าจะไม่พานางไปด้วยเช่นนี้ นี่เป็นหนทางที่นางจะได้ออกไปล่าสมบัติบนภูเขาโอกาสมาถึงมือเช่นนี้จะปล่อยก็กะไรอยู่

"ไม่ได้อากาศข้างนอกมันหนาวเดี๋ยวลูกจะไม่สบาย"

"พี่ใหญ่ยังไปได้เลยนี่เจ้าคะ" ลี่อินท้วง

เหมยหนิงเอ๋อได้ยินสิ่งที่บุตรสาวตอบออกมานึกแปลกใจขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรพูดแต่บุตรสาวตนนั้นเป็นคนที่เชื่อฟัง สั่งสิ่งใดบอกสิ่งใดมักทำตามเสมอ แต่ในตอนนี้บุตรสาวถามย้อนกลับมายิ่งทำให้นางนึกแปลกใจอย่างมาก ไม่ใช่ว่าไม่ดีที่บุตรสาวกล้าถามในสิ่งที่สงสัย เพียงแค่เป็นเรื่องที่แปลกใหม่ให้เห็นเท่านั้น เพราะทุกครั้งไม่ใช่ว่าเหมยหนิงเอ๋อไม่สอนบุตรสาวให้กล้าพูดกล้าแสดงออก สิ่งใดสงสัยก็ให้ถาม แต่ทุกครั้งบุตรสาวคนนี้กลับทำเพียงแค่ตอบรับออกมาแล้วก็กลับไปเป็นเด็กที่มักเก็บตัวเช่นเดิม

จริงอยู่ที่บุตรสาวเชื่อฟังมารดาเป็นสิ่งที่ดี แต่เหมยหนิงเอ๋อกลับคิดว่าเรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรแสดงออกให้คนอื่นเห็นจนเกินไปว่าตนหัวอ่อน มันจะถูกชักจูงได้ง่าย

เหมยหนิงเอ๋อถึงแม้ว่าจะแปลกใจในท่าทีที่บุตรสาวแสดงออกมาในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้าหรือแม้แต่วันนี้มากเพียงใด แต่ความดีใจกลับมีมากกว่า จากที่บุตรสาวของนางเป็นคนพูดน้อย เก็บตัวไม่ค่อยร่าเริง ในตอนนี้กลับผิดแปลกเปลี่ยนไปจนเห็นได้ชัด และไม่ใช่เพียงแค่นางเท่านั้นที่จับสังเกตได้ทั้งสามีและบุตรชายก็เช่นเดียวกัน

แต่ทุกคนกลับเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นสิ่งที่ดี จึงเลือกที่จะเมินเฉยเรื่องแปลกใจนี้ไปอย่างไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เพราะยังไงคนคนนี้ก็คือบุตรสาวของนาง อินอินตัวน้อยของบ้านเหมือนเดิม

"พี่ใหญ่ของเจ้านะเป็นผู้ชายและโตกว่าลูกมากนัก รออากาศเบากว่านี้พี่ใหญ่จะขอท่านแม่พาเจ้าไปเองดีหรือไม่ เมื่อไม่กี่วันก่อนน้องเป็นคนบอกพี่เองว่าจะไม่ขอตามไปด้วย จะให้พี่ไปช่วยท่านแม่กับท่านพ่อแค่คนเดียว ส่วนน้องจะอยู่ทำงานบ้านรอ" ลี่หยางพูดบ้างเมื่อเห็นน้องสาวร้องขอจะไปด้วย ทั้งไม่ลืมย้ำในสิ่งที่ตกลงกันไว้

"แต่ถ้าได้ไปตอนนี้ด้วยจะดีกว่านี้มากๆเลยเจ้าค่ะ" ลี่อินยังคงไม่ยอมแพ้ นี่คือโอกาสทองก้าวแรกของการหารายได้เข้าบ้านเลยนะ แม้จะไม่รู้ว่าเจ้าของร่างก่อนที่นางมาอยู่จะพูดหรือสัญญาสิ่งใดไว้ ไม่มีความจำร่างเดิมแม้แต่น้อยนิดให้ได้รู้ล่วงหน้า อย่างไรเสียวันนี่นางขอเป็นคนกลับกลอกสักวันก็แล้วกัน

จะให้นางปล่อยทิ้งก็กะไรอยู่อยู่ ในเมื่อโอกาสมาแล้วนางก็อยากจะดื้อรั้นขึ้นเขาไปให้ได้สักครั้ง เผื่อเป็นเหมือนตัวเอกในนิยายที่เจอของดีบนภูเขาแล้วพาชีวิตครอบครัวดีขึ้นทันตาเห็น ยิ่งนางได้มาโผล่ในช่วงฤดูหนาวแบบนี้นับว่าเป็นช่วงนี้ลำบากที่สุดของปี ถ้าเจอของดีอย่างเช่นของกินที่จะมาเพิ่มเป็รเสบียงที่จะช่วยให้ผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้แบบไม่อดอยาก

อยู่แบบปัจจุบันก็ไม่ไหว

นี่ใคร!

หญิงสาวจากอนาคตเลยนะ

"อินเอ๋อร์ เอาแบบพี่ใหญ่เจ้าว่า ถ้ากลัวไม่ได้ไปไว้เดี๋ยวพ่อจะพาไปด้วยตนเองพ่อให้สัญญา"

"จะไม่ให้อินอินไปจริงหรอเจ้าคะ” ลี่อินแทนตัวเองด้วยชื่อเพื่อให้ดูน่ารัก ทุกคนจะได้ใจอ่อนให้นางไปด้วย การอ้อนแบบนี้ต้องลองดูกันสักครั้ง

“…” สามคนพ่อแม่ลูกไม่เคยเห็นเด็กสาสตัวน้อยของบ้านทำการออดอ้อนแบบนี้มาก่อน ได้แต่หันมามองหน้ากันไปมา

เมื่อไม่มีใครพูดออกมาลี่อินจึงพูดต่ออีกว่า “ท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่นะเจ้าคะ” ทั้งยังเอียงคอเล็กน้อยพร้อมทำตาปริบๆเพื่อเป็นการอ้อน

นางไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าการอ้อนของนางจะไม่ได้ผล ยิ่งหน้าตาที่น่ารักของร่างนี้ยิ่งขลับให้การทำท่าทางน่ารักที่แสดงออกไปตกคนได้แน่ๆ ผู้ใหญ่มักเอ็นดูเด็กน่ารักมันไม่มีทางที่จะไม่สำเร็จ

ซึ่งรูปร่างหน้าตาของร่างนี้ นับได้ว่าเป็นเด็กสาวที่น่ารักคนหนึ่งค่อนไปทางสวยด้วยซ้ำ ด้วยใบหน้าที่มีขนาดเล็กเข้ากับรูปร่าง ตากลมโต คางเรียว จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากเล็กเข้ากลับใบหน้าได้สมส่วนจนไม่มีที่ติ เพียงแค่อายุสิบสามปี ยังขนาดนี้ไม่ต้องพูดถึงเลยถ้าโตพร้อมออกเรือนนางในร่างนี้จะเป็นหญิงสาวพราวเสน่ห์ขนาดไหน

หัวกระไดไม่แห้งแน่!

"ไม่ได้ วันนี้อากาศยังหนาวอยู่รอให้เบาลงกว่านี้ แม่จะอนุญาตให้ไป" เหมยหนิงเอ๋อพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

ทั้งที่คิดว่าลูกอ้อนจะได้ผล แต่กลับพังไม่เป็นท่า ไม่เป็นผลอย่างที่นวาดฝันไว้

ไม่ได้การ!…ต้องหาวิธีใหม่ ไม่นะ ลาภอยู่แค่เอื้อมมือ แต่นางเอื้อมไม่ถึง!

"ไม่ต้องอ้อนยังไงวันนี้แม่ก็ให้เจ้าไปไม่ได้ " เหมยหนิงเอ๋อพูดออกมาอย่างรู้ทัน เห็นท่าทางของบุตรสาวที่แสดงออกมานางรู้ได้ทันทีว่าบุตรสาวจะใช้ลูกอ้อนขอไปด้วย

"งั้นครั้งหน้าได้ไหมหรือไม่เจ้าคะ" ลี่อินว่าพลางกระพริบตาอ้อนต่อรอง ในเมื่อโอกาสครั้งหลุดรอยไปครั้งที่สองก็ต้องเตรียมการไว้ก่อนโดยการยื่นข้อตอรองเช่นนี้

"แม่ขอคิดดูก่อน ถ้าอินอินของแม่เชื่อฟังแม่กลับมาจากเข้าป่าแม่จะให้คำตอบเจ้าทันทีเลย" เหมยหนิงเอ๋ออยากจะปฏิเสธบุตรสาวไปโดยตรง

ในช่วยอากาศที่หนาวเย็นเช่นนี้ เหมยหนิงเอ๋อไม่อยากให้ลูกๆต้องไปตากอากาศหนาว แม้แต่บุตรชายอีกคนทว่าคนเป็นพี่นั้นนางไม่อาจเลี่ยงได้ ด้วยเหตุผลมากมายมาซ้อนทับทำให้นางจำยอมต้องอนุญาตให้ตามไป

"จริงนะเจ้าคะ!"

"แม่สัญญา”

"ก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะรอแต่ในบ้านไม่ออกไปตากอากาศข้างนอกแม้แต่นิดเดียวเลยเจ้าค่ะ "

"ดีมาก พี่ใหญ่จะหาฟืนเยอะๆตอนนอนน้องสาวคนนี้ของพี่จะได้นอนสบาย” ลี่หยางพูดออกมาเอาใจน้องสาวอีกคน

"พี่ใหญ่ของข้าใจดีที่สุด" คนเป็นน้องก็ไม่น้อยหน้าที่จะพูดเอาอกเอาใจพี่ชาย

"เดี๋ยวพอจะเก็บเอาซื่อจื่อ(ลูกพลับ)มาให้ " จางเยว่เล่อที่นั่งเงียบเป็นผู้ฟังมาอยู่นานพูดขึ้นมา

ถ้าผู้คนที่มาพบเห็นอาจจะคิดจางเยว่เล่อนั้นไม่กล้ามีปากมีเสียง แต่กลับให้ภรรยาเป็นใหญ่เอ่ยสั่งข้ามหน้าข้ามตน แน่นอนย่อมเป็นอย่างที่คนอื่นคิด แต่ก็เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ถึงแม่ว่าเขาจะเป็นหัวหน้าครอบครัวแต่เรื่องนี้เขาจะไม่เข้าไปยุ่ง

"เก็บมาเยอะๆเลยนะเจ้าคะ " ลี่อินตาเป็นประกายทันทีที่ได้ยินสิ่งที่บิดาบอก

"แม่ว่าเอามาแค่พอกิน อยากกินอีกก็ค่อยเข้าไปเอาใหม่ เก็บมาเยอะๆกินไม่ทันมันจะเน่าเสีย "

พอได้ยินคำพูดของมารดาทำให้สิ่งที่ไม่ค่อยแน่ใจได้รับการยืนยันแล้ว คนที่นี่น่าจะยังไม่รู้วิธีการเก็บให้อยู่ได้นานๆ

"ท่านแม่ข้ามีวิธีทำให้กินได้นานเลยเจ้าค่ะ ถือว่าแรกกับที่ข้าไม่ได้ไปด้วยไงเจ้าคะ” ลี่อินรีบโอ้อวดความรู้ของตัวเองทั้งยังไม่ลืมที่จะเป็นเด็กสาวนักต่อรอง

"แม่จะเอามาพอที่เอามาได้แล้วกัน" เหมยหนิงเอ๋อไม่ค่อยเชื่อ แต่ก็ตกปากรับคำออกมา

***

พอคนในบ้านออกไปด้านนอก หยางลี่อินก็ใช้เวลาว่างเดินสำรวจ บ้านที่อยู่มีสองห้อง คือห้องครัวและห้องนอน ทุกคนในบ้านจะนอนรวมกัน

พื้นที่รอบบ้านมีไม่มาก มีรั้วรอบอาณาเขตบ้านทำจากไม้ ไม่มีร่องรอยของแปลงผัก รอบบ้านไม่ได้ปลูกอะไรนอกจากหญ้าที่ขึ้นเอง ส่วนผักที่กินกันล้วนเป็นผักป่าบนภูเขา

ตัวบ้านยังอยู่ไม่ไกลจากภูเขา มีลำธารสายเล็กอยู่ไม่ไกลจากหลังมากนัก ลำธารเป็นตัวแบ่งเขตแดนระหว่างหมู่บ้านกับภูเขา ทางทิศตะวันออกของบ้านไม่ไกลออกไปยังมีป่าขนาดใหญ่ เพียงแต่มีหมอกหนาแน่นจนไม่อาจมองทะลุเข้าไปได้

ส่วนสมาชิกครอบครัวนี้มีท่านพ่อชื่อจางเยว่เล่อ อายุน่าจะราวๆสามสิบต้นๆ ท่านแม่ชื่อ เหมยหนิงเอ๋อ อายุไม่น้อยกว่าสามสิบเช่นกัน ส่วนพี่ชายชื่อจางลี่หยาง อายุสิบสี่ปี และลี่อินที่เป็นนางในตอนนี้มีชื่อแซ่ว่า จางลี่อิน อายุสิบสามปี

ส่วนที่ว่านางรู้อายุของพี่ชายและของนางได้ยังไงนะหรอ ก็ทำเป็นมึนๆถามคนเป็นพี่ แต่กว่าจะได้คำตอบก็โดนสอบปากคำยิ่งกว่าทหารซะอีกว่าทำไมนางถึงลืม และมีหรือฝีมือการแถไปเรื่อยจะตก นางยังคงสามารถแถและหาเรื่องคุยได้อย่างไหลลื่น

ส่วนช่วงอายุของบิดาและมารดาของร่างนี้ก็คำนวณจากอายุของพี่ชาย อ้างอิงกับความเป็นจริงที่ว่าคนที่นี่มักออกเรือนตั้งแต่สิบห้า ทั้งหน้าตาของคนทั้งสองไม่ได้ดูแก่มาก อาจจะทำงานหนักมาตลอดจนดูทรุดโทรมแต่ถ้าได้รับการดูแลดีกว่านี้ใบหน้าอาจจะเด็กกว่าอายุด้วยซ้ำ

ครอบครัวนี้มีแซ่จางจากบิดาก็คือจางเยว่เล่อนั่นเอง

ซึ่งแน่นอนจากประสบการณ์การเขียนนิยายมาอย่างช่ำชอง ครอบครัวนี้ถ้าให้เดาคงไม่พ้นโดนไล่ออกจากตระกูล ตัดรายชื่อออกจากแผนผังตระกูล ก่อนออกมายังโดนเอารัดเอาเปรียบ จนข้าวกรอกหม้อแม้แต่นิดเดียวตอนนี้ยังไม่เหลือ

เหอะๆ นางเดาไม่มีทางผิดแน่นอน เพราะนี่คือพล็อตนิยายทั่วไปที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี

แล้วยังไงละ…ในเมื่อนางมาอยู่ในร่างนี้แล้ว อย่าว่าแต่ข้าวกรอกหม้อ นางจะพากินพารวยให้คนอิจฉากันถ้วนหน้าเลยคอยดู ไอ่พวกที่ไล่ท่านพ่อท่านแม่นะหรอ จะไม่เหลียวแลสักนิด มายืนร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนขอโทษ นางก็จะไม่ให้บิดาและมารดาให้อภัยคนพวกนั้นเด็ดขาด!

แต่ตอนนี้ต้องอยู่ให้รอดจากหน้าหนาวนี้ไปให้ได้ก่อน

ถ้าให้นางเดาอีกครั้ง เจ้าของร่างนี่ตัวจริงคนทนหนาวไม่ไหวจึงได้จากไป อย่าว่าแต่เจ้าของร่างนี้เลย นางก็จะทนไม่ไหวเหมือนกัน ผ้าห่มนึกว่าเศษผ้าที่นำมาเย็บแล้วเย็บอีกจนดูไม่ได้ ยังดีที่เสื้อผ้าที่ใส่ยังพอหนาคลายหนาวได้อยู่บ้าง

แล้วพวกเขาออกไปตากอากาศหนาวแบบนั้นจะทนได้ไหมนะ ลี่อินได้แต่คิด

ในตอนนี้สิ่งแรกที่ต้องทำ นางต้องคิดหาวิธีที่จะอยู่ให้รอดหน้าหนาวนี้และให้ทุกคนกิ่นอิ่มนอนหลับในฤดูหนาวนี้ได้อย่างเต็มอิ่ม

แต่จะว่าไปแล้วนางจะคิดให้ยากทำไม เอาความเป็นนักเขียนออกมาใช้ อย่างเรื่องบางต้องมีหาของป่าไปขาย พวกสัตว์ป่าไปล่ามาขาย มีภูเขางั้นต้องควบคู่กับสมุนไพรสิ นี่คือทางรอดของนาง

รอดกับผีนะสิ!!!

พระเอกนางเองในนิยายหาสมุนไพรแล้วรวย แต่นางทำไม่ได้ ยังขึ้นเขาไม่ได้ในตอนนี้!

ลี่อินพอจะรู้ว่าอะไรคือสมุนไพรชนิดไหนอยู่บ้าง ตอนแต่งนิยายต้องไปศึกษามาเยอะพอสมควร เพราะตัวเอกต้องใช้เป็นใบเบิกทาง

แต่ทว่าไหนเลยชีวิตจริงแล้วจะสวยหรูเหมือนนิยายที่คนแต่งบันดาลความโชคดีมาให้ตัวเอกของเรื่อง

นี่มันชีวิตจริงที่ต้องเจอ! การขอบิดาและมารดาขึ้นเขาเป็นเรื่องที่ยากมากเกินไป ทำให้ทางรอดที่วาดฝันไว้หลิบหลี่เต็มทน

แต่!…มีหรือว่านางจะหมดหวัง หาสมุนไพรขายไม่ได้ ในนิยายยังมีพวกทำอาหาร ขายสูตรอาหารนิ…แต่เดี๋ยวก่อนอันนี้ก็ขอผ่าน ในยุคที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าเติบโตขนาดนั้นไม่มีทางที่นางจะทำอาหารเอง อาหารประจำของนางคือบะหมี่ ข้าวแกงถุงละหกสิบ

และใช่นางทำอาหารไม่เป็นเลย แต่นางเคยคิดจะทำนะ? เคยซื้อคู่มือการทำอาหาร มีสูตรมีวิธีทำให้หมด แต่น่าเสียดายไปหน่อยได้แค่อ่านแต่ไม่เคยลงมือทำสักครั้ง ตอนนั้นมัวแต่บอกว่าเหนื่อย เอาไว้ก่อน ขี้เกียจ วันนี้ซื้อถุงแกงเหมือนเดิม พอมาตอนนี้เลยทำไม่เป็น ในหัวมีแต่ความทรงจำของสูตรอาหาร จะให้ทำเองไม่ไหว พรสวรรค์ด้านนี้ไม่มีเลย

ลี่อินเอ้ยลี่อิน เอาไงดีละทีนี้

คงต้องเฟ้นเนื้อหาในนิยายเรื่องใหม่ออกมา

.

.

.

ใช่!! คิดออกแล้ว

ยังเหลืออีกทาง ลี่อินจะใช้ปัญญาอันชาลฉลาดของนางในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดให้เป็นประโยชน์

ไอ้พวกในนิยายเปิดกิจการทำของต่างๆขายเป็นอย่างไร ลี่อินจำพวกกลยุทธ์การขายนั้นได้

เอ๊ะ!

แต่ก็ดูเหมือนสถานการณ์ของบ้านตอนนี้ไม่เป็นใจ ทำให้นางต้องพับวิธีนี้เก็บไว้ก่อน

ทำให้นางเหลือรอดสุดท้ายในตอนนี้คือการปลูกผัก การปลูกผักขายอันนี้คงไม่เกินความสามารถของนางแน่ ดูจากสภาพความเป็รอยู่แล้ว โดยทั่วไปชาวบ้านแบบนี้มีกปลูกผักกินเอง แต่น่าแปลกที่บ้านนี้ไม่มีแม้แต่แปลงผักสักแปลง ความเป็นไปได้ที่ว่าผักปลูกยากคงมีความเป็นไปได้มากพอสมควร

ซึ่งมันทำให้ลี่อินคิดว่าในยุคนี้นางคิดว่าคงยังไม่ค่อยมีใครที่ปลูกผักออกมาได้เจริญงอกงามได้ดีแน่ๆ นี่แหละคือทางรวยที่เอื้อมถึงที่สุดในตอนนี้

แล้วก็ขอให้คาดเดาถูกต้อง ขอให้ที่นี่เป็รเหมือนนิยายบาวเรื่องที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ ดินไม่ดีอะไรก็ว่าไป

เพราะวิธีรวยเพราะปลูกผักต้องเกิดขึ้นกับนาง จางลี่อินคนนี้!

***

"อินเอ๋อร์มาดูนี่สิพ่อเก็บซื่อจื่อมาให้อย่างที่พ่อบอกเจ้าไว้"

เสียงของจางเยว่เล่อเรียกลี่อินให้วิ่งไปหน้าบ้าน ทุกคนกลับมาแล้ว ท่านพ่อสองมือถือมัดฟืน ที่หลังของท่านพ่อยังมีซื่อจื่อเต็มตะกร้า หลังของท่านแม่ก็มีซื่อจื่อเต็มตะกร้า มีผักป่าด้วยแต่นางไม่รู้สิว่าเป็นผักอะไร และนั่นซื่อจื่อในตะกร้าของพี่ใหญ่ ช่างเยอะจริงๆ

บอกว่าจะไม่เอามามากเพราะกลัวกินไม่ทัน

แต่ดูแล้ว บ้านนี้คงตามใจเจ้าของร่างเดิมไม่น้อย

"ทุกคนเหนื่อยไหมเจ้าคะ รอเดี๋ยวเดียวนะเจ้าคะข้าจะไปต้มน้ำอุ่นๆมาให้ทุกคนดื่มเจ้าค่ะ" พูดจบไม่รอให้ใครอนุญาตนางพาตัวเองเข้าครัวไปต้มน้ำมาให้คนในครอบครัวทันที

เช่นเดียวกับเหมยหนิงเอ๋อแม้ว่าจะเหนื่อยจากการขึ้นเขาขนาดไหน แต่ใบหน้าของนางยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มพลางพูดชมบุตรสาวไล่หลังว่า

"อินอินของแม่ช่างรู้ความนัก "

ตอนนี้ลี่อินกำลังก่อไฟต้มน้ำอุ่นๆให้ทุกคนดื่ม เผื่อจะคลายความหนาวจากอากาศข้างนอกได้บ้าง ต้องขอบคุณที่ตัวนางในชาติก่อนที่ไม่หนีคาบวิชาลูกเสือเลยพอจะก่อเตาฟืนได้

“มาแล้วเจ้าค่ะ น้ำอุ่นๆ” ลี่อินรีบยกน้ำให้คนทั้งสามได้ดื่ม

เสร็จแล้วจึงหันไปมองซื่อจื่อกองโตแล้วพูดในสิ่งที่นางจะทำด้วยดวงตาและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยประกายความดีใจว่า

“โหว่!…พวกท่านเก็บซื่อจื่อมาเยอะมากๆ เชื่อใจข้าได้เลยเจ้าค่ะข้ามีวิธีที่ทำให้มันอยู่ได้นานแล้วรสชาติก็ดีอีกด้วย"

"น้องเล็กท่านแม่ตอนแรกไม่ได้จะเอามาเยอะขนาดนี้หรอก” ลี่หยางรีบฟ้องน้องสาว ทั้งยังไม่ลืมที่จะยกยอน้องสาวตัวน้อยอีกว่า “แต่พี่ใหญ่ของเจ้าเป็นคนขอให้ท่านแม่เอาให้เยอะเจ้าเยอะเองเพราะพี่เชื่อว่าเจ้าทำได้"

"เชื่อข้าได้เลยเจ้าค่ะข้ามีวิธี" ลี่อินยิ้มให้กับความสปอยน้องของพี่ชายคนนี้ ดูทรงแล้วพี่ใหญ่คนนี้ต้องตามใจน้องสาวเป็นที่หนึ่งเผลอๆมากกว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ด้วยซ้ำ

“แล้วลูกไปเอาวิธีที่จะทำซื่อจื่อให้เก็บไว้ได้นานแบบที่ลูกบอกมาจากไหนรึอินอิน" ผู้เป็นมารดาเอ่ยถามลูกสาว

ลี่อินสะดุดกับคำถามของมารดา ก่อนจะค่อยๆพูดออกมาว่า

“เอ่ออ…คือ พอดีข้าฝันนะเจ้าค่ะ ใช่เลยเจ้าค่ะข้าฝัน" ประโยคแรกนางพึมพำเบาๆเพียงแค่ให้ได้ยินคนเดียว ส่วนประโยคหลังจึงพูดออกมาเต็มปากเต็มคำเพื่อให้อีกฝ่ายได้ยินไปพร้อมๆกัน

แต่ดูเหมือนสายตาแต่ละคนดูจะไม่เชื่อนางสักเท่าไหร่

เอาไงดี

ทุกคนทำหน้าแบบนี้อย่าจับผิดนางนะ ตามนิยายคนสมัยนี้มักเชื่อเรื่องเทพ เรื่องดวงชะตานิ

คิดออกแล้ว!

"คือเมื่อคืนเจ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่ ข้าฝันเห็นท่านตาคนหนึ่งใส่ชุดสีขาวทั้งตัวเลยเจ้าค่ะ ในความฝันของข้าคิดว่ามันยาวนานมาก เหมือนเวลายาวนานประมาณสองปี ในความฝันท่านตาคนนั้นพาข้าไปท่องเที่ยวมากมายหลายแห่ง ที่ที่ข้าไปแปลกจากที่นี่มากเลยเจ้าค่ะ ข้าเจอผู้คนมากมายในความฝันมีเรื่องราวที่ทำให้ข้าได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง การเก็บซื่อจื่อที่ข้ากำลังจะพาทุกคนทำก็มาจากความฝันนี้แหละเจ้าค่ะ” ลี่อินโกหกออกมาคำโต

คนยุคนี้ต้องเชื่อเรื่องแบบนี้แน่ๆ ถ้ายุคที่นางมาอยู่ไม่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์แต่เป็นยุคที่คล้ายๆกับในนิยาย ในนิยายส่วนมากคนเชื่ออะไรกันแบบนี้ เพราะนางชอบแต่งให้ตัวเอกเป็นแบบนี้ หึหึๆ เสร็จแน่!…แต่เอ๋ ทำไมทุกคนทำหน้าแบบนั้นไม่มีใครเชื่อนางกันหรอ

"ไม่มีใครเชื่อข้าหรอเจ้าค่ะ ข้าเจอท่านตาคนนั้นจริงๆนะเจ้าค่ะ" ลี่อินทำท่างงงวยให้เหมือนกับเด็กที่ไม่รู้อะไรเลยเพียงแค่บอกความจริงที่รับรู้มาเท่านั้น แต่ใครจะไปรู้ละว่าความจริงแล้วใจนานเต้นแรงขนาดไหน การกลัวถูกจับได้ว่าโกหกมันเป็นแบบนี้นี่เอง

"พ่อเชื่อเจ้า"

นั่นประไร คนที่นี่เชื่อเรื่องแบบนี้! แต่เอ๊ะ…ง่ายขนาดนี้เชียว ไอ้เชื่อง่ายมันก็ดีสำหรับลี่อินอยู่หรอก แต่ไม่ง่ายไปหรือไม่มีคำถามกลับมาสักคำเลยหรือ ดูเหมือนจะย้อนแย้งกันใช่ไหมละว่านางจะดีใจหรือไม่ดีใจ สำหรับลี่อินแล้วครั้งนี้นางโกหกสำเร็จย่อมเป็นเรื่องดีของนาง แต่ในทางกลับกันอีกฝ่ายเชื่อเพียงเพราะคำว่าท่านเทพอนาคตข้างหน้าจะไม่ถูกหลอกหรือ

แต่เอาเถอะ มัวแต่คิดเรื้องนี้ตอนนี้ไม่ได้ ต้องเอาตัวรอดก่อน!

"ท่านพี่หรือว่าท่านเทพดลบันดาลให้อินอินของเรามีวิธีช่วยให้ครอบครัวเราไม่ลำบากแล้วเจ้าคะ"

เชื่อเขาเลย

ลี่อินเชื่อแล้วจริงๆว่าคนยุคนี้เชื่อเรื่องพวกนี้กันจริงๆ

เหมยหนิงเอ๋อนางเชื่ออย่างสนิทใจในสิ่งที่บุตรสาวพูดออกมา ท่าทางและนิสัยของบุตรสาวก่อนหน้าเป็นตัวบ่งบอกได้ดีว่ามีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงต่อตัวบุตรสาว แม้คนเป็นแม่เช่นนางจะรู้การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ดี นางไม่ได้เมินเฉยหรือปล่อยเลยนิสัย ทว่าความรู้สึกในใจกลับไม่มีการโต้แย้ง ไม่มีการปฏิเสธ กลับมีความรู้สึกดีๆเสียมากกว่า เป็นความแปลกที่นางไม่เคยจะได้คำตอบ

มันเหมือนชีวิตกำลังถูกเติมเต็ม…

จนวันนี้ที่บุตรสาวบอกว่าเจอท่านเทพ มันทำให้นางไขข้อข้องใจตลอดหลายวันที่ผ่านมาได้ คงเป็นท่านเทพที่พาบุตรสาวไปเรียนรู้มา จนทำให้นิสัยเปลี่ยนแปลงไปเป็นเด็กช่างพูดขึ้น

"ใช่เจ้าค่ะท่านแม่ ท่านตาคนนั้นพาข้าไปเรียนรู้อะไรเยอะมากมายเลยเจ้าค่ะ มีวิธีปลูกผักในหน้าหนาวได้ด้วยนะเจ้าคะ" ลี่อินผสมโรงกระตุ้นความเชื่อของมารดามากกว่าเดิม

"ไม่ได้ล้อพ่อเล่นใช่ไหม" แม้ก่อนหน้านี้จางเยว่เล่อจะบอกออกมาคนแรกว่าเชื่อบุตรสาว ทว่าพอได้ยินเรื่องนี้ในใจของเขากลับมีความคิดที่ย้อนแย้งกันอยู่ เลยต้องถามย้ำออกมาอีกครั้ง

‘ท่านพ่อไม่น่าจะเชื่อเท่าไหร่แต่ดูเหมือนท่านแม่จะเชื่อแบบสนิทใจ’ ลี่อินคิดในใจ

"จริงเจ้าค่ะข้าไม่เคยโกหกเลยนะเจ้าค่ะ" พูดด้วยท่าทีมั่นใจให้บิดาเชื่อในตัวเอง

ไม่เคยโกหก…

ไม่เคยกับผีนะสิ!

"ท่านพ่อท่านแม่ขอรับ ถ้าน้องเล็กมีวิธีปลูกผักได้ในหน้าหนาวจริงๆเราต้องอย่าให้ใครรู้ใช่ไหมขอรับ" เป็นลี่หยางที่พูด เขานั่งฟังน้องสาวพูดมาตลอดถ้าเป็นจริงดั่งที่น้องสาวบอกย่อมเป็นเรื่องอันตราย

ลี่อินเมื่อได้ยินคำพูดพี่ชายมันทำให้นางพอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ ไม่ใช่ท่านพ่อไม่เชื่อแต่น่าจะกังวลเรื่องนี้มากกว่า

แต่เดี๋ยว…ทำไมต้องกังวลแค่ปลูกผักเอง

แบบนี้การคาดเดาของนางที่ว่าคนที่นี่ปลูกผักไม่ได้คือเรื่องจริง!

ลี่อินเอ้ย จะรวยแล้วโว๊ย!

เงินจ๋ารอพี่อีกหน่อยนะจ๊ะ

"อินเอ๋อร์พ่อเชื่อเจ้าเรื่องที่เจ้าบอก แต่เรื่องที่เจ้าบอกว่าปลูกผักในหน้าหนาวได้เจ้าจะให้คนอื่นรู้ไม่ได้เด็ดขาด"

"ทำไมหรือเจ้าคะท่านพ่อ" ลี่อินได้โอกาสถาม พิสูจน์ความมั่นใจอีกสักหน่อย

"อินเอ๋อร์ของพ่อยังเด็กนักน่าจะยังไม่รู้อะไร" จางเยว่เล่อว่าพลางยืนมือมาลูกหัวบุตรสาวด้วยความอบอุ่น

ลี่อินสะดุดกับคำว่าเด็กของบิดา ไม่ใช่ว่ายุคนี้สิบสามคือโตมากแล้วไม่ใช่หรอ หรือว่านางเข้าใจผิด?

"เดี๋ยวพ่อจะอธิบายให้เจ้าฟังเอง…ในตอนนี้ที่แคว้นที่เราอยู่ไม่เคยมีใครปลูกผักในหน้าหนาวได้เลยสักคน" จางเยว่เล่อ

"แคว้นอื่นละเจ้าคะ" ลี่อินถามด้วยความใคร่รู้

ไม่ใช่ว่าปลูกไม่ได้เพราะคำสาป หรือไม่ก็ดินเสียปลูกอะไรไม่ขึ้น ผักมีราคาแพงกว่าเนื้อ ถ้าใช่แบบนี้ นี่มันคือนิยายทำนองโลกที่แสนเจริญแต่กลับการกินล้าหลัง จนมีตัวเองมาปฏิวัติวงการอาหาร

นี่อินคิดได้ดังนั้นริมฝีปากลั่นยิ้มอย่างคนห้ามไม่อยู่

ไม่ใช่ว่านางจะเป็นตัวเอกที่ปฏิวัติวงการปลูกผัก กลายเป็นคนรวยจากการปลูกผักหรอกนะ

…ว่าแต่คู่กับใคร

สรุปทะลุมาในนิยายเรื่องไหน ทำไมจำไม่ได้ว่าเคยอ่านมา

"แคว้นอื่นปลูกได้ไหมพ่อไม่อาจรู้ แต่แคว้นเราตอนนี้ไม่มีคนที่สามารถปลูกผักหน้าหนาวแล้วเติบโตให้สามารถเก็บเกี่ยวได้สักคน ถ้าลูกปลูกได้จริงๆคงจะเป็นเรื่องใหญ่" จางเยว่เล่อให้คำตอบบุตรสาว

"ท่านพ่อเจ้าคะที่ท่านพ่อบอกว่าไม่สามาถเติบโตแล้วเก็บเกี่ยวได้แสดงว่ามีคนปลูกให้เกิดได้แต่ถึงขึ้นเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ดีได้ใช่ไหมเจ้าคะ"

"ใช่แล้วพ่อหมายความว่าแบบนั้น คนที่นี่ไม่ใช่ว่าไม่มีใครปลูกไม่ได้ แต่ดั่งที่ลูกบอกว่าปลูกโตเป็นต้นสมบูรณ์จนกินได้หาได้มีไม่ เช่นเดียวกับฤดูอื่นๆผักนั้นสามารถปลูกได้แต่ล้วนจะไม่น่ากินต้นออกไปทางต้นเล็กใบเหลือง ผักที่ปลูกเองมักตายก่อนจะเก็บเกี่ยวทุกครั้ง ผู้คนเลยมักเก็บผักป่ากินมากกว่าปลูกเอง ยิ่งฤดูหนาวเช่นนี้ยิ่งไม่มีทางที่จะปลูกได้ ผักปลูกในแคว้นเรามีราคาแพงมหาศาลมากกว่าเนื้อด้วยซ้ำ" จางเยว่เล่ออธิบายให้บุตรสาวได้รับรู้

เมื่อได้ยินคำยืนยันจากบิดา ใบหน้าเล็กๆของนางยิ้มออกมาพลางพูดออกมาอย่างยืดอกว่า

"แต่ข้าปลูกได้จริงๆนะเจ้าคะ ปลูกผักที่หมายถึงเป็นต้นสีเขียวต้นอวบเก็บกินได้ ข้าจะพาปลูกเอง!"

พอเห็นความมั่นใจของน้องสาวลี่หยางก็ร่วมด้วย “ท่านปู่เคยเล่าให้พี่ฟังว่า แคว้นเรามีความเชื่อส่งต่อลูกหลานมาหลายรุ่นว่า ดินแดนแคว้นเราต้องคำสาป ปลูกสิ่งใดให้ผลผลิตไม่งาม บางพื้นที่ปลูกไม่ได้ หากไม่ใช่เทพธิดามาจุติไม่มีทางแก้คำสาปได้…เห็นทีน้องสาวตัวน้อยของพี่เป็นเทพธิดามาจุติแล้วกระมั้ง” ประโยคสุดท้ายลี่หยางพูดติดเล่น

"เอาละพ่อเชื่อเจ้า แต่เราคงต้องปลูกกินเองแค่ในบ้าน เราจะแพร่งพรายออกไปข้างนอกไม่ได้ เด็ดขาดมันจะเป็นอันตรายต่อตัวลูก การชิงดีชิงเด่นมันน่ากลัวมากนัก"

ลี่อินเข้าใจเจตนาที่บิดาจะสื่อ พล็อตตามที่นางเคยเขียนมาเป๊ะๆมีความสามารถแต่บอกใครไม่ได้ต้องรอมีเงินมีอำนาจซะก่อน นี่คงเป็นอีกเหตุผลที่ในนิยายตัวเอกบางเรื่องพอแสดงความสามารถออกไปต้องรีบหาคนหนุนหลังสินะ ถึงจะสามารถอยู่รอดปลอดภัยจากพวกแร้งที่มารุมหาผลประโยชน์

"เจ้าค่ะท่านพ่อ" ลี่อินตอบรีบบิดาด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม ทั้งที่ตอบรับคำขอของบิดาทว่าสองมือน้อยๆของนางกลับหยิกเข้าหากัน เป็นการตกลงที่ไม่ตกลงอย่างไรเล่า

ของดีต้องมีคนหนับหนุน แอบกินแอบขายตอนไหนจะรวยเล่า! ไม่มีคนหนุนหลังก็ตอนนี้ไม่เป็นไร อนาคตมีแน่ แผนการมีอยู่เต็มหัว

นางจะทำให้คนหนุนหลังวิ่งมาเสนอตัวหนุนหลังเองเลยเคยดู!

เมื่อสองมือน้อยๆของตัวเองหยิกเข้าหากัน ลี่อินรีบเปลี่ยนเรื่องออกมาโดยเร็วว่า

"แต่ว่าตอนนี้เราจัดการกับผลซื่อจื่อกันดีกว่านะเจ้าคะ พรุ่งนี้ข้าจะพาทุกคนเริ่มปลูกผักเองเจ้าค่ะ"

"ได้มันต้องทำยังไงเดี๋ยวแม่ช่วย" เหมยหนิงเอ๋อผสมโรง

"ข้าก็จะช่วยน้องเล็กขอรับ" ลี่หยางเอาด้วย

"ช่วยกันมันทั้งหมดนี่แหละจะได้เสร็จเร็ว"

ซึ่งประโยคนี้เป็นของท่านพ่อนางเอง

ส่วนท่านเทพข้าขอโทษนะเจ้าคะที่อ้างชื่อท่าน ถึงข้าไม่รู้ว่ามีจริงไหมก็เหอะ

ใช้ความรู้ที่ติดตัวมาให้เกิดประโยชน์

วิธีที่ลี่อินจะเก็บซื่อจื่อไว้ให้อยู่ได้นานจำมาจากยูทูปเบอร์ชื่อดังจาก ซึ่งเป็นช่องที่ทำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในชนบท

อย่างแรกที่ต้องทำเลยคือให้ทุกคนในบ้านช่วยแยกลูกที่ช้ำกับลูกที่สุขจนงอม เลือกใช้แค่เฉพาะลูกที่สุขพอดีไม่งอมเกินไปไม่ดิบเกินไป ลูกไหนที่ใช้ได้ต้องตัดกิ่งทิ้งและเหลือส่วนหนึ่งของกิ่งไว้ห้อยกับเถาวัลย์ จากนั้นจึงค่อยนำไปล้างที่ลำธารให้สะอาด ถึงนำมาปอกเปลือกในขั้นตอนต่อไป

"น้องเล็กพี่ใหญ่ว่าน้องเล็กไม่ต้องออกไปล้างซื่อจื่อหรอกเดี๋ยวพี่ใหญ่ทําแทนน้องเอง อากาศข้างนอกมันเย็นมาก น้ำในลําธารยิ่งเย็น ถ้าออกไปเดี๋ยวน้องจะไม่สบายเอาเปล่าๆ" ลี่ก็หยางพูด

ลี่อินได้แต่จิ้ปากออกมา

อะไรก็ทำไม่ได้พี่ใหญ่คนนี้ชักจะหวงกันเกินไปแล้ว รู้ว่าเป็นผ่วงแต่เบาหน่อย เดี๋ยวเป็นง่อยตายก่อน

"ข้าขอไปล้างช่วยดีกว่าเจ้าค่ะช่วยกันล้างจะได้เสร็จเร็ว และทุกคนก็จะไม่ได้อยู่ข้างนอกนานๆ" ลี่อินไม่ลืมที่จะทำตาปริบอ้อนอีกทาง

“ลูกจะป่วยเอาเปล่าๆ เชื่อพี่ใหญ่ลูกเถอะ" เหมยหนิงเอ๋อท้วง

"ข้าไม่ยอมหรอกนะเจ้าคะที่จะให้ข้าอยู่ในบ้านคนเดียว ส่วนคนอื่นในบ้านก็ต้องออกไปตากอากาศหนาวแบบนี้ แล้วอีกอย่างข้าก็แข็งแรงดีเจ้าคะไม่ป่วยง่ายๆหรอก” ลี่อินว่าพลางยกแขนอวดเบ่งกำลังแขนของตน

ด้วยท่าทางอันแสนจะน่ารักของลี่อิน ทำให้คนทั้งสามได้แต่ยิ้มตามท่าทางแสนไร้เดียงสา

"ข้าไปช่วยอีกคนจะได้เสร็จเร็วขึ้นนะเจ้าคะ ทุกคนจะได้ไม่ต้องอยู่นานๆ" ลี่อินยังหาเหตุผลมารองรับ

นางไม่มีทางยอมแน่จะให้นางอยู่แต่ในบ้านแล้วทุกคนออกไปตากอากาศหนาวเย็นข้างนอกโดยที่นางนั่งสบายโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลยแบบนี้นะหรอ

นางทนเอาเปรียบคนอื่นไม่ได้

"ก็ได้ๆพ่อให้ลูกไปด้วยกันจะได้เสร็จเร็วขึ้นอย่างที่ลูกว่า" จางเยว่เล่อทนคำรบเร้าของบุตรสาวไม่ไหวจึงตอบตกลงไป

ใช้เวลาในการล้างซื่อจื่อนานพอสมควร แหงนมองท้องฟ้าอีกทีต้องที่ท้องฟ้าเกือบจะมืดอยู่รอมร่อ เหมยหนิงเอ๋อเลยขอแยกไปทำอาหารเย็นก่อน ส่วนจางเยว่เล่อแยกตัวไปหาเถาวัลย์ที่ต้องเอาไว้ห้อยผลซื่อจือ

"น้องเล็กปอกเปลือกชื่อจื่อแบบนี้พี่ใหญ่ของเจ้าทําถูกหรือไม่" ลี่หยางเอ่ยถามผู้เป็นน้องสาวนั่นเพราะว่าตนกลัวทำออกมาเสีย

ลี่อินพยักหน้า "ใช่เจ้าค่ะ แต่อย่าลืมเก็บเปลือกมันไว้นะเจ้าคะ"

"อินเอ๋อร์เถาวัลย์แบบนี้ใช้ได้ไหม พ่อเห็นอยู่ข้างบ้านพ่อเลยไปเอามาให้เจ้าดู" จางเยว่เล่อเดินถือเถาวัลย์เข้ามาถามบุตรสาว

ลี่อินนึกว่าบิดาจะเข้าป่าซะอีก ก็ว่าจะไปให้ได้ทั้งที่ฟ้ามืดแล้ว ที่ไหนได้อยู่ข้างบ้านนี่เอง

ลี่อินพยักหน้าอีกครั้ง "ใช้ได้เจ้าค่ะ ว่าแต่มีเยอะไหมเจ้าคะข้าดูจากผลซื่อจือแล้วคิดว่าคงต้องใช้เยอะแน่ๆ”

“มีเยอะ เดี๋ยวพ่อจะไปเอามาให้เพิ่ม. แต่คงต้องเป็นวันพรุ่งแทน วันนี้แม่ลูกมองพ่อตาเขียวแล้ว" จางเยว่เล่อแสร้งหันมาพูดกับบุตรสาวด้วยท่าทางมีลับลมคมใน

เหมยหนิงเอ๋อได้แต่มองคาดโทษสามีที่ถูกหยอกล้อต่อหน้าลูกๆ ก่อนจะหันมาบอกกับบุตรทั้งสอง “แม่ว่าพักกันก่อน มากินข้าวก่อนค่อยไปทําต่อ"

“ลูกสุดท้ายก็จะเสร็จแล้วเจ้าค่ะท่านแม่" ลี่อินพูด

“น้องเล็กไปล้างมือเตรียมกินข้าวเถอะ เดี๋ยวลูกสุดท้ายพี่ทำเอง" ลี่หยางท้วง

จางเยว่เล่อเห็นบุตรทั้งสองเถียงกันไปมาจึงพูดจบปัญหานี้ออกไป "ไม่ต้องบอกแต่น้อง เสี่ยวหยางก็ด้วยลูกสุดท้ายเอามาให้พ่อทําเอง”

ลี่อินเห็นด้วย “ท่านพ่อดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ ท่านแม่ของข้าก็ดีที่สุด”

“พี่ใหญ่ของเจ้าไม่ดีบ้างหรอ" ลี่หยางพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงปนน้อยใจ ที่ใครมองก็รู้ว่าเป็นการแกล้งน้อยใจน้องสาวมากกว่าน้อยใจจริงๆ

"เอาใหม่นะเจ้าคะ” ลี่อินถอนหายใจดังเฮือกด้วยความเหนื่อยหน่ายให้กับพี่ชายคนนี้ ทั้งยังว่าพลางทำมือปัดไปปัดมาอย่างคนต้องการลบสิ่งที่พูดออกไปก่อนหน้า “ข้าให้พี่ใหญ่ที่หนึ่งเลย"

ท่าทางที่แสดงออกมาทำให้คนที่นั่งฟังกลับมองดูว่าน่ารักน่าเอ็นดูกว่าเดิม ลี่หยางเห็นเช่นนั้นนึกอยากแกล้งน้องสาวขึ้นมาอีกครั้ง

"เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนี้พี่เชื่อเจ้าได้ไหมนะ" ลี่หยางว่าพลางเขกหัวน้องสาวสุดแสนน่ารักของตนไปเบาๆทีหนึ่งอย่าง

"ได้สิเจ้าคะข้าไม่เคยโกหกเลยนะเจ้าคะ”

ใช่! นางไม่เคยโกหกเลยจริงๆนะ

แต่หมายถึงตอนนี้ที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ได้ไม่นานอะนะ แต่เอ๊ะ! เหมือนจะโกหกไปแล้วนิ

เมื่อกี้เลย…

"เอาละๆ มากินข้าวพ่อทำเสร็จแล้ว" จางเยว่เล่อวางซื่อจื่อลูกสุดท้ายลงเป็นอันว่าเสร็จจริงๆ เป็นอันว่าไปกินข้าวกันเถอะ

"ท่านพ่อเก่งที่สุด” ลี่อินหันมายิ้มกว้างให้บิดา

“อ้าวไหนว่าพี่ใหญ่ของเจ้าไง!" ลี่หยางขัด

"ข้าให้เก่งทุกคนเลยเจ้าค่ะ” แต่เดี๋ยวก่อนนางว่าไม่ใช่ละ “แต่พี่ใหญ่! ทําไมท่านมักแกล้งข้าแบบนี้”

จางเยว่เล่อเอ่ยห้ามศึกอีกรอบ "อาหยางก็อย่าไปแกล้งน้อง”

"ข้าไม่ได้แกล้งนะขอรับ" ลี่หยางไม่ยอมแพ้

"นี่เรียกว่าแกล้งเจ้าค่ะ" ลี่อินสู้กลับ

"อ้าวหรอออออออพี่พึ่งรู้" ลี่หยางแกล้งตอบแบบลากเสียง

น่าตาย!! พี่ใหญ่ ตอบแบบน่าตายจริงๆ ลี่อินได้แต่ถลึงตาใส่พี่ชาย

"พอๆ เลิกแกล้งน้องแล้วมากินข้าว" เป็นเสียงสวรรค์จากเหมยหนิงเอ๋อที่เอ่ยห้ามด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

เป็นอันว่าไม่หยากหยุดก็ต้องหยุด แล้วมากินข้าวกันได้แล้ว!

พอลี่อินเห็นกับข้าว…กับข้าวไม่ไหวลี่อินไม่ไหวถ้าต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปทุกวัน มีเพียงแป้งแผ่นแข็งๆ คนละชิ้น กินกับน้ำซุปผักร้อนๆให้ซดพอคลายหนาวได้บ้าง

ไม่ไหวอัตคัดเกินไป!

ยากจนแสนจนเกินไป! นางจะต้องหาอะไรมาเพิ่มเพื่อร่ายกายที่แข็งแรงกว่านี้ แต่ในตอนนี้นางไม่สามารถขึ้นเขาได้ ทำได้เพียงกลั้นใจกินไปให้อิ่มแบบนี้ไปก่อน อาหารรสชาติที่จืดแสนจะจืดชืดนางกลั้นใจกลืนไม่ลงจริงๆ

ก่อนจะมาอยู่ในโลกนี้นางเป็นคนที่กินรสจัด! แต่พอต้องมาอยู่ในอีกโลกแบบนี้เรียกได้ว่าชีวิตผลิกพลันหน้ามือหลับมาเป็นหลังตี…น จนตั้งตัวไม่ทัน

ในตอนนี้ยังทำไรมากไม่ได้

เอาวะ!!

รอบหน้านางต้องขึ้นเขาให้ได้ ในนิยายบอกไว้ว่าบนเขาเป็นแหล่งหาอาหารชั้นดี นางนี่แหละจะเป็นคนไปกวาดล้างมาให้หมด!

***

"ใช้เจ้าค่ะผูกผลซื่อจื่อตรงที่เราเหลือควั่นมันไว้ผูกใส่เครือแบบนั้นเลยเจ้าค่ะ" ลี่อินเอ่ยบอกคนเป็นพี่

หลังจากที่ทุกคนกินข้าวเสร็จก็รีบมาจัดการกับผลซื่อจือพวกนี้ต่อ ในตอนนี้สมาชิกบ้านจางทั้งสี่คนจึงมานั่นล้อมวงกันทำซื่อจื่อตากตามที่คุณหนูตัวน้องของบ้านบอก

“ผูกเสร็จหมดทุกลูกแล้วน้องเล็กจะเอาไปทำยังไงต่อ" ลี่หยางถามขึ้นมาอย่างสงสัย

"พอทําเสร็จหมดแล้วก็เอาไปแขวนไว้ตรงหน้าบ้านได้เลยเจ้าค่ะ ตากไว้เดี๋ยวพอมันเก็บได้ข้าจะบอกนะเจ้าคะ"

"เก็บได้ของลูกที่ว่าต้องประมาณไหน" จางเยว่เล่อพูดบ้าง

"อ่า…ก็ตากประมาณสามสี่วันแล้วค่อยไปลองบีบดูถ้าใช้ได้มันจะนิ่มๆ แล้วไม่มีน้ำเจ้าค่ะ" ลี่อินตอบออกมาในสิ่งที่ถูกถาม ถึงแม้ว่านางจะไม่เคยทำแต่ของแบบนี้ไม่ลองก็ไม่มีทางรู้

"แม่เข้าใจแล้วเดี๋ยวแม่หาต่อกับพ่อเจ้าเองลูกทั้งสองไปพักเถอะ” เหมยหนิงเอ๋อเอ่ยบอกลูกทั้งสอง

"เจ้าค่ะ/ขอรับ" ทั้งสองตอบรับอย่างไม่มีอิดออด

ก่อนจะเดินเข้าห้องนอนลี่อินยังนึกได้ว่ามีสิ่งที่ต้องใช้อีก "ว่าแต่ที่บ้านเราพอมีโถหรือมีถังไม้ที่มีฝาปิดไหมเจ้าคะ"

"ถ้าถังไม้พอมี ลูกจะเอาไปทำอันใด" จางเยว่เล่อเป็นคนถามบุตรสาว

"เอาไว้ใส่ตอนซื่อจื่อแห้งเจ้าค่ะ" ลี่อินพูด

“เดี๋ยวพ่อหาไว้ให้”

ลี่อินพยักหน้าเข้าใจก่อนที่จะเข้าไปในห้องนอน ทว่าตัวนางไม่อาจหลับตาลงได้นางยังมีสิ่งที่ค้างคาในใจอีกมากมายหลายอย่าง ทั้งยังมีอีกเรื่องสำคัญมากๆที่นางต้องรีบหาคำตอบเพื่อวางแผนชีวิตในอานาคต

สภาพแวดล้อม อากาศ ความเป็นอยู่ การปกครอง คือสิ่งที่นางต้องรู้แต่โดยเร็ว จะได้รู้ว่าร้องทำอย่างไรเพื่อให้ครอบครัวร่ำรวยดั่งที่วางเป้าหมายไว้ ทั้งยังต้องตะล่อมถามเรื่องครอบครัวด้วย นางไม่มีความทรงจำร่างเดิมเลยสักนิด ถึงแม้จะอยากรู้มากเพียงใดลี่อินไม่โง่ที่จะถามออกไปโต้งๆให้คนในครอบครัวสงสัยอย่างแน่นอน

แต่จะถามยังไงไม่ให้ทุกคนไม่สงสัยกันเล่า นี่เป็นปัญหาที่นางเจอ! และต้องเลือกว่าจะถามใครดีระหว่างบิดาหรือมารดา ถ้าจะถามพี่ชายที่ก็ไม่น่าจะเวิร์คควรที่จะถามคนมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่า

ในยุคที่ชายเป็นใหญ่สตรีทำงานบ้านงานเรือน…เอาวะเป้าหมายคือบิดา!!

เช้าวันรุ่งขึ้นลี่อินรีบหาโอกาสพูดคุยกับบิดา เลยทำให้ได้รับรู้สิ่งที่ต้องการมาแล้วว่า แคว้นที่อยู่มีชื่อว่าแคว้นเหว่ย สภาพความเป็นอยู่เป็นเช่นไรเท่าที่บิดาพอจะรู้ รวมทั้งเรื่องสำคัญอย่างเรื่องครอบครัวอีกด้วย

แต่กว่าจะได้ฟังต้องชักแม่น้ำมาหลายสาย ถึงจะได้รู้เรื่องของครอบครัวเจ้าของร่างที่มาอยู่

ไม่สินางต้องเรียกว่าครอบครัวนาง!

ตอนนี้นางคือจางลี่อินคนนี้แล้ว

เรื่องอื่นพอจะหาเหตุผลมาถามได้ แต่เรื่องครอบครัวกว่าจะรู้เรื่อง ต้องบอกบิดาว่านางอยากฟังว่าบิดากับมารดาพบกันได้อย่างไร ดูเหมือนเป็นเหตุผลดูท่าจะฟังไม่ขึ้นเลยสักนิดเดียว ทว่าผู้เป็นบิดากลับยอมเล่าให้ฟังตามที่ร้องขอ

เดิมทีบ้านจางไม่ได้มีแค่สี่คน แต่มีท่านปู่อีกคน เรื่องที่ลี่อินคิดว่าโดนไล่ออกจากสกุล ถูกบ้างจางสายหลักขับไล่ออกมา ส่วนบ้านนางคือบ้านจางสายรองอะไรทำนองนั้น แท้จริงไม่ใช่

ไม่ใช่อย่างที่ลี่อินคิดสักนิดเดียว

นางมโนผิด…

จางเยว่เล่อบิดาของลี่อินเป็นเด็กกำพร้า ท่านปู่หรือปู่จางได้ไปเจอจางเยว่เล่อที่ป่าหลังเขาในตอนที่ไปหาของป่ามาขาย เมื่อเห็นเด็กท่ารกที่อยู่ในห่อผ้าจึงเกิดความสงสาร ปู่จางเลยได้ขอภรรยาให้รับเอาจางเยว่เล่อมาเลี้ยง พร้อมตั้งชื่อและให้ใช้แซ่จางดั่งเช่นตน

แต่พอจางเยว่เล่อเติบโตมาได้อายุห้าหนาวภรรยาของปู่จางก็มาจากไป

ส่วนการพบรักกันของท่านพ่อและท่านแม่ เป็นจางเยว่เล่อได้ไปพบเจอเหมยหนิงเอ๋อในป่าอีกฟากของภูเขาลูกนี้ ในสภาพที่ตามตัวมีแต่บาดแผลอย่างคนหนีอะไรมาสักอย่าง ท่าทางที่ดูเหมือนคนหนีตายมา กลับทำให้จางเยว่เล่อเกิดความสงสารจึงได้เข้าไปช่วยเหลือ

จากสภาพตอนนั้นที่เห็นท่านพ่อได้บอกกับลี่อินว่าท่านแม่นางบาดเจ็บหนักมาก หมอบอกว่าจะไม่รอดด้วยซ้ำ แต่ท่านแม่ของนางเก่งและอดทนเลยผ่านมันมาได้

เหมยหนิงเอ๋อหลังจากที่พักรักษาตัวมาเป็นเดือน จึงได้เอ่ยเล่าเรื่องราวที่พบเจอมาให้ผู้มีพระคุณอย่างจางเยว่เล่อฟังว่าตนนั้นโดนโจรดักปล้นระหว่างทาง จากขบวนเดินทางขนาดใหญ่เหลือรอดแค่นางคนเดียว

ตอนที่ได้ฟัง คำแรกในหัวเลยคือ เหมือนในพล็อตนิยายเป๊ะๆ แล้วตอบจนเฉลยออกมาว่า มารดานางเองต้องเป็นลูกของคนมีอำนาจแต่โดนตามทำร้ายจากผู้ไม่หวังดี พระเอกตามมาช่วยพบรัก พานางเอกไปเอาคืน

ตอนที่ลี่อินฟังบิดาเล่าใฟ้ฟังนางว่าต้องใช้แน่ๆ! ใช่เลย!! นางอาจจะเป็นหลานคนมีอำนาจผู้หนึ่ง เป็นคุณหนูผู้ผลัดพรากแล้วนางก็จะพามารดาไปทวงทุกอย่างคืน ต้องหาหยกพกที่ติดตัวมารดามา นี่คือทางรวยของนาง

เยี่ยมไหมละความคิดของนาง หึ! นี่แหละหนทางแห่งการเป็นคนรวย

แต่เหมือนฝันลี่อินจะสลาย สิ่งที่นางคิดมาทั้งหมดไม่มีตรงไหนพอจะเชื่อมโยงได้สักนิดเดียว!

ความจริงทำลายความมโนไปจนไม่เหลือให้วาดฝัน

มารดาของนางเป็นแค่ครอบครัวชาวบ้านที่จะย้ายมาอยู่อีกที่แค่นั้น หวังจะมาตั้งหลักปักฐานทำการค้าขายที่เมืองนี้ ก็คือเมืองที่บิดาอยู่ อนิจจังชะตาชีวิตโชคร้าน ถูกดักปล้นจนไม่เหลืออะไร

เอาจริงเรื่องการคิดไปเอง

นางก็ไม่ได้คิดผิดหมดซะทีเดียว ที่บอกว่าเอกพระเอกพบรักกันอันนี้ลี่อินคิดถูก ผู้เป็นบิดาอย่างจางเยว่เล่อได้พาเหมยหนิงเอ๋อผู้เป็นมารดามารักษาตัวที่บ้าน อยู่กันไปนานๆเข้าเกิดเป็นความรัก ได้แต่งงานกันมีจางลี่หยาง และจางลี่อิน จบปิ้งนิยายรัก

แต่จะจบดีกว่านี้ถ้ารวย!!

ส่วนท่านปู่นั้นเสียไป ในตอนที่เหมยหนิงเอ๋ออุ้มท้องจางลี่หยาง

ซึ่งหมูบ้านที่อาศัยอยู่มีชื่อว่า ‘ชางไห่’ ตั้งอยู่ในเขตการดูแลของเมืองหยู่เปี๋ยน แคว้นเหว่ย

ยังมีเรื่องราวที่ได้ฟังจากบิดาที่แปลกมากถึงมากๆที่สุดสำหรับนางเลยก็ว่าได้อีกเรื่อง

อย่างเรื่องของผู้ปกครองแคว้น

ในนิยายหรือแม้กระทั่งละครที่ดู ฮ่องเต้ผู้ทรงปกครองของแคว้นต้องมีสนมมากมายเป็นร้อยเป็นพันไม่ใช่หรอ แต่เหตุใดท่านพ่อบอกว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระองค์ทรงมีเพียงแค่ฮองเฮาเคียงคู่บัลลังก์เท่านั้น ไม่มีสนมสักคนเดียว และไม่เคยคิดที่จะรับเข้ามา

ที่บอกว่าไม่คิดที่จะรับเข้ามานี่ เป็นเพราะฮ่องเต้เป็นคนประกาศราชโองการว่าจะไม่มีทางรับสนม ไม่ต้องคอยเสนอลูกหลานตัวเองมาให้ ‘ถ้าอยากยุ่งเรื่องหลังบ้านของพระองค์นักพระองค์ก็จะยุ่งเรื่องหละงบเานพวกเจ้านี่คือคำพูดที่ถูกเล่ากันมาต่อปาก’

พระองค์ทรงสุดๆไปเลย ประกาศใส่หน้าขุนนางในเมืองหลวง ส่วนฮ่องเต้พระองค์ก่อนหน้านี้ท่านพ่อไม่ได้ลงรายละเอียดเล่าให้ฟัง นางจึงไม่รู้ว่าเป็นแค่รุ่นนี้หรือเป็นทุกรุ่นมาตลอด

ตอนท่านพ่อเล่าให้ฟังทีแรก นางไม่อยากจะเชื่อด้วยซ้ำถึงขั้นต้องถามย้ำกับบิดาตั้งหลายครั้งหลายคราว่าจริงหรือที่ฮ่องเต้จะมีเมียแค่คนเดียว เรื่องผัวเดียวเมียเดียวในสมัยนี้มีจริงๆหรอ หรือแค่เรื่องเล่า แต่เมื่อบิดายืนยันมาแล้วนางคงต้องเชื่อ

ไหนๆฮ่องเต้ก็มีเมียแค่คนเดียว ท่านพ่อของนางก็มีแค่ท่านแม่คนเดียว อีกทั้งยังไม่เคยได้ออกไปไหนตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ลี่อินเลยคิดว่าที่นี่อาจจะไม่เหมือนในนิยายที่เคยอ่านมา

ในเมื่อสงสัยก็ต้องถาม

ลี่อินเลยถามผู้เป็นบิดาว่าแคว้นเหว่ยถือเรื่องภรรยาเดียวหรือเปล่า

ทำให้ลี่อินได้ข้อสรุปจากการถามบิดาในเรื่องการมีภรรยาคนเดียวมาแล้วว่า ‘ใครมีเยอะมีน้อยอันนี้ก็แล้วแต่คน แต่ส่วนมากชาวบ้านมีแค่ภรรยาคนเดียว พวกขุนนางหรือคหบดีต่างมีหลายเมียกันทั้งนั้น’

Talk…

นิยายเรื่องนี้ไม่เน้นใช้คำราชาศัพท์นะคะ ขอแจ้งไว้ตั้งแต่เนิ่นๆเด้ออ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...