โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อดีตซีอีโอ Blockbuster เปิดใจธุรกิจล้มละลายมาจากสาเหตุอื่น ไม่ได้ถูก Netflix โค่น

TODAY

อัพเดต 10 เม.ย. 2567 เวลา 02.13 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. 2567 เวลา 13.15 น. • workpointTODAY

เป็นตำนานเรื่องเล่ากึ่งอุทาหรณ์ในวงการธุรกิจไปแล้วกับเรื่องราวการล่มสลายของ Blockbuster แฟรนไชส์ร้านเช่าวิดีโอยักษ์ใหญ่ของสหรัฐที่ว่าต้องล้มลงเพราะพลาดโอกาสซื้อ ธุรกิจเน็ตฟลิกซ์ยุคแรกเริ่มที่ตอนนั้นมีมูลค่าเพียง 50 ล้านดอลลาร์เท่านั้น จนต่อมา Blockbuster ล้มละลาย ส่วน Netflix กลายเป็นบริษัทที่เติบโตมีมูลค่าพุ่งสูงมหาศาลดิสรัปต์วงการภาพยนตร์ ซีรีส์

เรื่องราวนี้มักถูกนำมาเล่าขานเป็นเครื่องเตือนใจเวลาจะบอกให้ผู้ประกอบการ คนทำธุรกิจตระหนักถึงความล้มเหลวของการปรับตัวก้าวไม่ทันยุคสมัย และเรียนรู้ช้าเกินไปเพื่อที่จะปรับโครงสร้างธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม อดีตซีอีโอ Blockbuster ‘เจมส์ คีย์’ ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Management Today บอกว่า การตัดสินของสื่อในการนำเสนอข่าวคือสิ่งที่ฆ่า Blockbuster ต่างหาก ไม่ใช่ Netflixเพราะตอนเขามารับตำแหน่งซีอีโอ Blockbuster เขาเพิ่งประสบความสำเร็จจากการฟื้นฟูธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในสหรัฐ ช่วงปี 2543-2548 จนต่อมาเข้ามาบริหาร Blockbuster ไม่ถึงหนึ่งปีบริษัทก็เผชิญปัญหา อยู่ในสถานะที่ไม่มั่นคง และช่วงนั้นเขากลับมาใช้ระบบเก็บค่าปรับคืนวิดีโอล่าช้า และเข้าซื้อบริษัทสตรีมมิ่งวิดีโอ Movielink

เจมส์ คีย์ บอกว่า ตอนนั้นอยู่ในจุดที่ดีมากที่จะประสบความสำเร็จเหนือ Netflix เพราะมีข้อเสนอที่เหนือกว่า และสามารถเลี่ยงวิกฤตขาดสภาพคล่องของบริษัทได้ และยังมีข้อตกลงที่น่าตื่นเต้นกับกูเกิ้ลที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

แต่ทุกอย่างพังทลายลงเมื่อสื่อได้รับข่าวประชาสัมพันธ์จาก Moody’s (บริษัทจัดอันดับเครดิตระดับโลก) ว่า Blockbuster มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้เพิ่มมากขึ้น โดย 1 ใน 3 ของหนี้ 1,000 ล้านดอลลาร์ มีกำหนดรอบชำระในปี 2552 และ Moody’s เตือนว่าบริษัทอาจไม่สามารถรีไฟแนนซ์หนี้ได้ จากนั้นเมื่อสื่อนำประเด็นนี้ไปพาดหัว

อดีตซีอีโอ Blockbuster บอกว่า ทันทีที่สื่อพาดหัวข่าวนี้ก็เหมือนเป็นนักฆ่าในทันที เมื่อสื่อเริ่มพูดว่า Blockbuster กำลังจะล้มละลาย ซึ่งเราไม่ได้มีความคิดที่จะยื่นขอฟื้นฟูกิจการ

ในตอนนั้นหนังสือพิมพ์ New York Post พิมพ์ภาพถ่ายครึ่งหน้าของ เจมส์ คีย์ ซีอีโอ Blockbuster โดยที่แต่งภาพบริเวณจมูกของเขาใหม่ให้เป็นจมูกพินอคคิโอ เมื่ออดีตซีอีโอตอนนั้นปฏิเสธข่าวเรื่องล้มละลาย

เขาบอกว่า ตอนนั้นเรามีพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่อาจเป็นผู้เปลี่ยนเกม ซึ่งมีฐานที่แข็งแรงมาก แต่ท้ายที่สุดพาดหัวข่าวเรื่องล้มละลายก็ส่งผลให้สตูดิโอภาพยนตร์หวาดกลัว และค่ายหนังต่างๆ ก็ลดเงื่อนไขเครดิตเทอมของ Blockbuster จากมีเวลา 90 วัน เป็นการชำระด้วยเงินสด ทำให้เงินออกจากระบบของ Blockbuster เกือบ 300 ล้านดอลลาร์ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ และต่อมาช่วงกันยายน 2553 Blockbuster ได้ยื่นขอฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายมาตรา 11

เจมส์ คีย์ ที่พยายามจะอธิบายสาเหตุจากต้นเรื่องบอกว่ามองย้อนไปเรื่องนี้ยังหลอกหลอนเค้าอยู่

“วันนี้เมื่อผมกูเกิ้ลค้นชื่อตัวเอง ชื่อผมยังคงติดอยู่กับการเป็นคนที่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน ซึ่งเป็นเรื่องเจ็บปวดมากเมื่อพิจารณาจากเรื่องจริงที่ว่าจุดประสงค์ที่ผมเข้าไปทำหน้าที่บริหารตอนนั้นคือ การอยู่ที่นั่นเพื่อเปิดรับเทคโนโลยีและยกระดับองค์กรในเรื่องเทคโนโลยีขึ้นไปอีก”

อย่างไรก็ตาม เจมส์ คีย์ บอกว่า นี่เป็นบทเรียนอันดับหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ว่าเมื่อเจออุปสรรค และดูเหมือนจะเลวร้ายมากในตอนนั้นจนคิดว่าไม่มีวันผ่านมันไปได้ แต่จากนั้นเวลาผ่านไปคุณก็จะไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง และเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น

เขาบอกว่าเรื่องนี้ทำให้นึกถึงคำพูดของ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ที่เคยพูดไว้ว่า “ผมไม่เคยพ่ายแพ้ มีแค่ผมชนะ หรือผมได้เรียนรู้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...