โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

มหาศาสตราอาถรรพ์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 14 มี.ค. 2567 เวลา 03.05 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2567 เวลา 03.05 น. • Gemiinii
ศาสตราอาถรรพ์ เป็นอาวุธสายดำที่จะครอบงำผู้ใช้มัน หากแต่มีผู้หนึ่งที่เกิดมาเพื่อครอบครองของอาถรรพ์ทั้งปวง เหตุใดเขาถึงสามารถทำได้ ชะตาลิขิตให้เขาเกิดมาเพื่ออะไร

ข้อมูลเบื้องต้น

ภาคิน ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับแร่กายสิทธิ์ที่มีคุณสมบัติในการกลืนกิน ‘จิตอาฆาต’ และเพราะพลังนี้จึงทำให้เขาสามารถครอบครอง ‘ศาสตราอาถรรพ์’ ได้โดยไม่โดนครอบงำ

แต่เพราะอะไรแร่วิเศษที่ใครๆก็ต้องการครอบครองกับมาอยู่ในร่างของชายคนนี้ ชาติกำเนิดของภาคินเป็นมายังไง?

ติดตามได้ใน

มหาศาสตราอาถรรพ์

สวัสดีนักอ่านทุกท่านนะครับ ผม Gemiinii จากผู้แต่งเรื่อง มหาลัยไสยเวทย์ เรื่องนี้จะเป็นจักรวาลเดียวกัน หวังว่าจะยังเป็นที่ถูกใจของทุกท่านอยู่นะครับ

ถ้าใครยังไม่เคยอ่าน มหาลัยไสยเวทย์ แนะนำให้กลับไปอ่านก่อนนะครับเพราะจะทำให้เข้าใจและสนุกกับเรื่องนี้มากขึ้นครับ

ขอบคุณที่สนับสนุนนะครับ

Gemiinii

จากใจผู้แต่ง : เรื่องนี้เนื้อหาทั้งหมดเป็นเพียงการสมมติ จากจินตนาการ โดยการนำเรื่องเล่าต่างๆ ของไทยมาเป็นโครงเรื่อง

-นิยายเรื่องนี้เป็นแฟนตาซี ไม่ใช่แนว Dark น่ากลัว

- เนื้อหาจะพยายามใช้ภาษาที่อ่านง่ายทันสมัย

- รูปร่างหน้าตาของตัวละคร จะบรรยายแค่นิดหน่อยเป็นไกด์ เพราะอยากให้ทุกคนได้จินตนาการกันต่อว่าอยากให้ตัวละครตัวไหนหน้าตาเป็นแบบใด ผมเชื่อว่าทุกคนมีคนในจิตนาการอยู่แล้ว จะได้อินและสนุกกับเรื่องราวมากขึ้น

*คำเตือน เนื้อหาอาจมีการพูดเรื่อง คุณไสย หรือเรื่องความตาย เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ควรได้รับคำแนะนำ

สงวนสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558 ห้ามลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ไปเผยแพร่ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้นและไม่อนุญาตให้สแกนหนังสือ หรือคัดลอกเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใด เพื่อสร้างฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์แล้วเท่านั้น

[ภาค 1] สะกดภูตผี

ณ จังหวัดชุมพร

ท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงแสงไฟจากหลอดนีออนที่ติดอยู่บริเวณหน้าบ้านไม้สองชั้น กลิ่นชื้นของฝนที่พึ่งหยุดตกไปได้ไม่นาน อากาศเย็นเฉียบเหมือนอยู่ในช่องฟรีซของตู้เย็น

ที่อากาศเย็นผิดปกติแบบนี้ไม่ได้เป็นเพราะฝนพึ่งหยุดตก แต่เป็นเพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของพวกเราต่างหาก

“ภาคิน นายไปเป็นเหยื่อล่อให้มันอยู่นิ่งๆ ที เดี๋ยวฉันจะสะกดมันลงหม้อเอง” เสียงของหญิงสาวคนสนิทที่โตมาด้วยกันกับผมกำลังวางแผน ผมยาวสีดำถูกมัดรวบไว้อย่างเรียบร้อย เธอสวมใส่เสื้อกล้ามสีขาวคลุมทับด้วยเสื้อคลุมคาร์ดิแกนสีเขียวขี้ม้าอีกชั้น กางเกงยีนขายาวมีรอยขาดตรงหัวเข่า ซึ่งเธอเป็นคนดีไซน์เองโดยใช้ฝาเครื่องดื่มน้ำอัดลมกรีด

“นั่นผีโนรา ไม่ใช่แมวสก็อตติช ที่เอาขนมแมวเลียไปล่อแล้วจะอยู่นิ่งๆ” ผมสวนกลับไป พร้อมกับถอดเสื้อคลุมสีดำออก เหลือไว้เพียงเสื้อยืดสีครีมและกางเกงผ้าชิโน่สีน้ำตาล ในมือกำมีดลงอาคมสีดำไว้แน่น

ผีสาวผมยาวตรงหน้าแสยะยิ้มและเริ่มตั้งท่า เธอย่อขาทั้งสองข้างลงเหมือนกับกำลังนั่งเก้าอี้อากาศ แขนทั้งสองข้างยกขึ้นทำท่าเหมือนตั้งวง ที่ปลายนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อยของมือทั้งสองมีเล็บสีดำยาวงอกออกมาประมาณหนึ่งคืบและโค้งเข้าหาหลังมือ

บนหัวมีเครื่องหัวคล้ายกับชฎา ทั่วทั้งตัวเป็นชุดประดับไปด้วยลูกปัดสีต่างๆ ผมว่าชุดนี้สวยมากนะถ้าคนสวมไม่ใช่ผีสาวที่หน้าขาวซีดเหมือนกระดาษและทาปากแดงสดเหมือนเลือด

เสียงดนตรีเริ่มดังขึ้น มันแว่วดังออกมาจากร่างของเธอ ลักษณะเป็นเสียงจำพวกกลองสลับกับปี่ และหลังจากนั้นผีสาวก็เริ่มร่ายรำ

ทันทีที่เธอเริ่มออกสเต็ป ชะพลู เพื่อสาวของผมก็นิ่งไป ปากบางที่อยู่บนใบหน้าเรียวเล็กกำลังอ้าค้าง ดวงตากลมโตของเธอเบิกโพลง ผมรู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังโดนมนต์สะกดของผีโนราตนนั้นสะกดอยู่

ผีร้ายเข้าหาชะพลูด้วยการร่ายรำ และเมื่อเข้าถึงตัวเธอ มันก็อ้าปากกว้างโชว์ฟันแหลมที่เหมือนใบเลื่อย และเล็งที่จะกัดลงไปบนคอ

‘อ้อก’ เสียงของผีสาวร้องออกมาในจังหวะที่ผมหวดหน้าแข้งไปตรงชายโครงของเธอจากด้านหลัง ส่งให้ร่างผีร้ายลอยละลิ่วไปชนกับผนังบ้าน

“ทำไมมึงไม่ต้องมนต์สะกดกู” ผีสาวตวาด ชุดสวยหลากสีของเธอมีสีน้ำตาลจากดินโคลนแต่งแต้มเพิ่มขึ้นมา เครื่องหัวก็หลุดกระเด็นกลิ้งไปบนพื้น ผมยาวกระเซิงไม่เหลือความสวยแบบตอนแรกแล้ว

“ไม่บอก” ผมเอียงคอ

ผีสาวกรีดร้องออกมาแบบโกรธเกรี้ยว ร่างของเธอห่อหุ้มไปด้วยมวลแสงสีดำ ซึ่งแสงเหล่านั้นเราเรียกมันว่า ‘จิตอาฆาต’

ผมเริ่มตั้งสมาธิและรวบรวมจิต ความรู้สึกเย็นเยียบแผ่ไปทั่วร่าง มวลแสงสีขาวค่อยๆ ปะทุออกมาจากทั่วทุกรูขุมขน นี่คือการนำเอาพลังจาก ‘ปรอท’ ในร่างออกมาใช้

พริบตาเดียวร่างที่สูง180 ของผมก็ไปโผล่ที่ด้านหลังของโนราผีแล้ว มีดอาคมสีดำในมือแทงทะลุหน้าอกของผีร้ายจากด้านหลัง

เสียงกรีดร้องดังแสบแก้วหูอยู่ครู่หนึ่ง ร่างของเธอก็ลุกไหม้และกลายเป็นดวงไฟสีดำ

“ไอ้ชะ จะนั่งเหม่ออีกนานไหม?”

หลังสิ้นเสียงตะโกน ชะพลูก็สะบัดหัว เธอหันไปคว้ากระเป๋าเป้สะพายข้างสีขาวแดงใบโปรดที่ทำจากผ้าใบของรถบรรทุก ซึ่งด้านในเธอจะเก็บของใช้ส่วนตัวและเครื่องรางของขลังไว้ปนๆ กัน (เธอเคยหยิบลิปสติกขึ้นมาสวดคาถาเพราะคิดว่าเป็นตะกรุดด้วย)

หลังจากควานหาอยู่ครู่หนึ่ง ชะพลูก็ยิ้มและหยิบหม้อดินสีน้ำตาลขนาดเท่ากำปั้นออกมา เธอเปิดฝาและวางมันลงไว้ตรงหน้า

“นะโม พุทธายะ อิทธิมันโต อานุภาเวนะ”

"เหล่าดวงวิญญาณที่หลงทางเอ๋ย จงมาตามเสียงเรียกแห่งข้า"

ดวงไฟสีดำถูกดูดเข้าไปในหม้อดิน หลังจากปิดฝา ชะพลูคว้าเอาผ้าสีแดงขึ้นมาและใช้มันห่อหม้อดินไว้อีกชั้นอย่างคล่องแคล่ว แท่งสีขาวยาวหนึ่งคืบในมือบรรจงเขียนอักขระสะกดลงบนผ้าสีแดง ปากก็สวดอาคมขมุบขมิบ

“เรียบร้อย” หม้อดินถูกยัดกลับลงไปในกระเป๋า เธอลุกขึ้นพร้อมกับปัดก้นกางเกง ที่ตอนนี้เป็นรอยชื้นจากดินที่เปียกฝน

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ฮัลโหล ไอ้ปื้ด เรียบร้อยแล้ว เข้ามารับได้เลย”

เสียงปลายสายตอบรับอย่างกระตือรือร้น พักหนึ่ง แสงไฟจากรถยนต์ก็สาดเข้ามา

รถกระบะสี่ประตูสีสีดำที่ขึ้นชื่อว่าดุดันไม่เกรงใจใครแล่นมาจอดที่ด้านข้างของผมพอดี ผมและชะพลูขึ้นรถ โดยผมนั่งข้างคนขับและชะพลูนั่งด้านหลัง

“ทำไมรอบนี้ไม่ให้ปื้ดอยู่ดูด้วยละเฮีย ให้ไปรอตั้งไกล” ไอ้ปื้ดบ่น มันใส่เสื้อยืดตัวโคร่งสีเขียวกับกางเกงขาสั้นสีดำ ผมสกินเฮดของมันทำให้หน้าตาดูกวนบาทาขึ้นไปอีก

“ที่เจอวันนี้ไม่ใช่ระดับสัมภเวสี แต่เป็นระดับภูตผี กูไม่มีเวลาคอยปกป้องมึง”

“แล้วมันต่างกับที่ผ่านๆ มายังไงอะ”

ชะพลูแหลมหน้ามาตรงกลางระหว่างคนขับ “ฟังเจ๊นะ”

“เราจะแบ่งเหล่าวิญญาณออกเป็น 3 ระดับ”

“1.ระดับสัมภเวสี เป็นเพียงดวงวิญญาณของคนตายที่ทำอะไรไม่ได้ แม้แต่สัมผัสสิ่งของก็ยังทำไม่ได้ ทำได้เพียงปรากฏตัวให้เห็นเพื่อขอส่วนบุญเท่านั้น

2.ระดับภูตผี พวกนี้สามารถรวบรวมจิตอาฆาตมาสร้างเป็นกายหยาบ และบางตนอาจจะใช้มนต์แปลกๆ ได้ด้วย มันจะทรงพลังขึ้นเมื่อดูดกลืนพลังชีวิตมนุษย์ หรือได้รับการเซ่นไหว้ของสดจากผู้เล่นคุณไสยสายดำ

3.ระดับอสุรกายหรือปีศาจ ระดับนี้แบ่งเป็นสองแบบ แบบแรกคือพวกภูตผีที่อัพเลเวลจนเปลี่ยนคลาส กับอีกแบบคืออสุรกายที่มีมาแต่โบราณซึ่งเกิดขึ้นจากตำนานหรือเรื่องเล่าต่างๆ”

นี่เป็นครั้งที่สาม ที่ปื้ดออกมาทำงานกับพวกเรา จึงต้องอธิบายข้อมูลเพิ่มให้มันทราบถึงสิ่งที่ต้องเจอ

มันส่งเสียง ‘โหวว’ เป็นระยะตลอดเวลาที่ฟังอธิบาย

ปื้ดเป็นวัยรุ่นที่อยู่แถวบ้านเรา ก่อนหน้านี้มันชอบออกไปแว๊นตอนกลางคืนแล้วโดนสัมภเวสีสาวซ้อนตามกลับมา

สัมภเวสีตนนั้นพยายามดูดกลืนชีวิตของมัน โชคดีที่แม่มันพาไปหาหลวงตา และหลวงตาก็ส่งไม้ต่อมาให้พวกเราช่วยอีกที

หลังจากนั้นมันก็กลายเป็นคนที่มองเห็นวิญญาณ และอาสามาช่วยงานพวกเราเป็นการตอบแทนที่ช่วยชีวิต

“จะถึงชลบุรีกี่โมงเนี่ย” ชะพลูพูดพร้อมหาว

“พวกพี่พักกันเลย เดี๋ยวปื้ดพากลับบ้านเอง ปลอดภัยหายห่วง”

รถแล่นมาสักพัก เสียงกรนของชะพลูก็เริ่มดังขึ้นทำให้คนนอนยากแบบผมนอนไม่หลับ แต่ไม่เป็นไรผมมีวิธี

โทรศัพท์สมาร์ตโฟนต่อบลูทูธเข้ากับลำโพงรถและผมก็เปิดรายการโปรด

‘สวัสดีครับคุณบอส นี่เราคุยกันเป็นครั้งแรกใช่ไหมครับ ปกติฟังสดหรือว่าฟังย้อนหลัง ที่นั่นฝนตกไหมครับเนี่ย’

แค่นั้นแหละครับผมก็จอดับไป…

‘ติ๋ง…’ เสียงหยดน้ำที่หล่งลงพื้นจากหินงอกหินย้อยบนเพดานของถ้ำ

ผมพบว่าตัวเองนั่งอยู่ตรงกลาง โดยมีคนอีก 3-4 คนนั่งล้อมรอบอยู่ คนเหล่านั้นกำลังสวดคาถาแปลกๆ ยัดใส่ผม ความรู้สึกทรมานที่อธิบายไม่ได้ถาโถเข้ามาราวกับคลื่นทะเลอันบ้าคลั่ง

บางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่เหนือหัวของผม เมื่อเงยหน้าขึ้นความเย็นเยือกก็ถาโถมลงมาใส่…

[ภาค 1] เฝ้าร้าน

ทันทีที่เงยหน้าขึ้นไปความหนาวเย็นก็ถาโถมลงมา ผมหายใจไม่ออกรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ และสุดท้ายก็สะดุ้งตื่น…

“เฮีย ปื๊ดไม่เกี่ยวนะ” ไอ้ปื้ดพยายามแก้ตัว

ผมสะบัดหัวและเอามือลูบใบหน้า ที่เปียกชุ่ม พอสายตาโฟกัสได้ก็พบว่าชะพลูกำลังยืนหัวเราะอยู่ด้านข้างประตูรถที่เปิดอยู่ ในมือของเธอมีขวดน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าในขวดนั้นไม่เหลือน้ำแล้ว

“เห็นแกนอนขมวดคิ้ว นึกว่าผีอำ”

ผมมองตาขวางใส่และลงจากรถ เพราะไม่มีแรงจะไปต่อล้อต่อเถียง

นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ที่ผมฝันแบบนี้ และทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ร่างกายจะอ่อนเพลีย เหมือนไปวิ่งเลียบหาดวอนนภามาสิบรอบ

“เฮียงั้นปื้ดเอารถไปจอดหลังบ้านแล้วกลับเลยนะ”

ผมเดินเข้าบ้านพร้อมโบกมือให้มันแบบหันหลัง

บ้านของเราอยู่จังหวัดชลบุรี ติดกับทะเลบางแสน เรียกได้ว่าสามารถเปิดประตูหลังบ้านและกระโดดลงน้ำได้เลย พวกคุณอาจจะพูดว่า ‘ว้าว น่าอิจฉาจัง’ แต่ผมบอกเลยว่ามันไม่ได้วิวดีหรือโรแมนติกแบบในทีวีหรอกนะ สีของน้ำที่ขุ่นดำ บางทีก็เขียวไปเลย ส่วนกลิ่นไม่ต้องพูดถึง เพราะโรงงานน้ำปลาอยู่หน้าปากซอย

บ้านกึ่งไม้กึ่งปูนสามชั้น ที่เก่าแบบสุดๆ ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านผีสิง เคยมีคนถ่ายรูปบ้านเราตอนกลางคืนไปลงโซเชียลว่าเห็นเด็กผู้ชายนั่งห้อยขาอยู่บนหลังคา (นั่นคือไอ้หมูหวานกุมารของที่บ้านเรา)

ชั้นล่างสุดเราเปิดเป็นร้านขายของโบราณ ที่นานๆ จะมีลูกค้าเข้ามาที ชั้นสองเป็นห้องพัก และชั้นบนสุดจะเป็นห้องแห่งความลับที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าตาทองเก็บอะไรไว้ในนั้น

ข้างบ้านจะมีโกดังเล็กๆ พื้นเทปูนแบบหยาบๆ ผนังและหลังคาทำจากสังกะสี ในนั้นจะมีชั้นวาง สำหรับหม้อดินสะกดวิญญาณไว้มากมาย ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องอากาศร้อน เพราะในนั้นหนาวเย็นยิ่งกว่าเปิดแอร์เนื่องจากมีจิตอาฆาตของเหล่าวิญญาณฟุ้งอยู่ด้านใน

ในส่วนของร้านเราจัดเป็นสองโซน ฝั่งซ้ายของร้านจะเป็นตู้โชว์ที่ใส่พวกเครื่องปั้น จาน ชาม และของเล็กๆ แบบโบราณ ส่วนฝั่งขวาจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าที่หายาก

*เสียงจากทีวี

“ตอนนี้กำลังเป็นที่ฮือฮาในโลกโซเชี่ยล คือมีการพบกับโบราณสถานร้างที่อยู่ใต้น้ำ ในทะเลสองห้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช”

“อ่ะ เรื่องมันเป็นยังไง ไหนน้องไบร์ทเล่าทีซิ”

“มีเรือดำน้ำของเอกชนลงไปสำรวจบริเวณใต้ทะเลสองห้อง เพื่อเตรียมเปิดการท่องเที่ยวแนวใหม่ คือการนั่งเรือดำน้ำเที่ยวชมถ้ำที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งเมื่อลงไปก็ได้พบกับสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ค่ะ”

“อ่ะ ทีมงาน ขึ้นภาพสักหน่อยซิ” พิธีกรชายสวมแว่นพูดแทรกขึ้นมา “เชิญน้องไบร์ทต่อ”

“เนี่ยแหละค่ะ คุณผู้ชม ที่ใต้น้ำมีสิ่งปลูกสร้างคล้ายกับปราสาทอยู่ ซึ่งตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเข้าไปตรวจสอบ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ค้นพบสถานที่แห่งนี้”

“ทะเลสองห้องเคยเป็นปล่องภูเขาไฟเมื่อหลายล้านปีที่แล้ว ซึ่งมันดับไปแล้วนะคุณผู้ชม ชาวบ้านในพื้นที่เชื่อว่าสถานที่แห่งนี้ลึกแบบไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นทางเชื่อมลงไปสู่เมืองบาดาลของพญานาค”

“ไอ้พวกนี้หาเรื่องกันแล้ว” ชายชราใบหน้าเหี่ยวย่นเส้นผมมีสีขาวแซมดำ บ่นออกมาขณะกำลังใช้ไม้ขนไก่ปัดหีบโบราณสีน้ำตาลอมดำอยู่ แกสวมชุดสีขาวคงจะพึ่งกลับมาจากวัด เมื่อหันมาเจอผมที่กำลังเดินเข้ามา

“เมื่อคืนเป็นไงบ้าง เจอศึกหนักเหรอ ดูหมดแรง”

“ป่าวอะตา ไม่เท่าไหร่”

“แล้วทำไมหน้าซีดแบบนี้”

ชะพลูเดินตามเข้ามา “มันฝันร้ายอีกแล้วค่ะ ตา”

ตาทองทำตาโต “เอ็งดึงพลังของปรอทออกมาใช้อีกแล้วเหรอ?”

“เมื่อคืนเจอระดับภูตผีอะตา ให้ทำไงอ่ะ”

ตาทองถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เอามือเท้าเอว และตั้งท่าจะด่า แต่เสียงโทรศัพท์ของแกดังช่วยชีวิตผมไว้ก่อน

“สวัสดีครับ”

“เรียบร้อยแล้วครับผู้ใหญ่”

“ไม่เป็นไรครับ เอาเงินส่วนนั้นไปทำบุญเถอะครับ”

ผมพอจะเดาออกว่าตาทองคงกำลังคุยกับใคร

นั่นคือผู้ใหญ่นุ้ย แกเป็นญาติกับหลวงตา ที่ขอให้เราช่วยสะกดผีโนรา ที่ออกมาสร้างความเดือดร้อนในหมู่บ้านของแกให้ หลังจากวางสายก็หันมาหาผม

“เฝ้าร้านด้วย เดี๋ยวตากับน้องชะจะเอาหม้อนี้ไปสะกดไว้ในโกดัง”

พูดจบก็เดินฟึดฟัดไปทางข้างบ้าน ชะพลูรีบเดินตามไป ในมือของเธอถือหม้อดินที่ห่อด้วยผ้าสีแดงอยู่

‘เฝ้าร้าน’ เป็นช่วงเวลาที่ผมชอบที่สุด เพราะปกติร้านเราแทบจะไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว การเฝ้าร้านจึงถือเป็นการพักที่ดีที่สุดของผม เอาละตอนนี้มีเวลาแล้ว ผมขอแนะนำตัวหน่อย

ผมชี่อ ภาคิน ปีนี้อายุครบ 20 ปี โตมากับคุณตาที่รักเด็กเก็บมาเลี้ยงอย่างยัยชะพลูมากกว่าหลานในไส้ของตัวเอง

และใช่ครับพวกเราไม่ใช่คนปกติ แต่พวกเราเป็นมนุษย์ที่เกิดมาพร้อมกับ 'จิต' ที่มากกว่าคนทั่วไป

ตาทองเคยบอกว่า จิต คือสิ่งที่ติดตัวมนุษย์บางคนมาตั้งแต่เกิด คนที่มีจิตจะสามารถมองเห็นสิ่งที่คนปกติมองไม่เห็น เช่น วิญญาณ ภูตผีและอสูรกาย

เหล่าผู้ที่มีจิตสามารถฝึกฝนและใช้มันเป็นพลังงานในการใช้คาถาอาคมต่างๆ ตามความถนัดและพรสวรรค์ของแต่ละคน

ตาทองเป็นผู้ใช้อาคมประเภทเขียนยันต์อักขระที่เก่งมาก ซึ่งสาเหตุที่บ้านของเราสามารถเก็บของอาถรรพ์หรือของต้องสาปต่างๆ ไว้ได้ก็เป็นเพราะวิชาของแก

ชายแก่คนนี้เคยพยายามสอนวิชาเหล่านั้นให้ผม แต่ไม่สำเร็จ รอยหยักในสมองของผมไม่เพียงพอต่อการจดจำคาถาและลวดลายอักขระเหล่านั้นได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้แกเอ็นดูชะพลูมาก เพราะเธอหัวไว ความจำดี แถมยังมีความสามารถพิเศษ เรียกได้ว่าเป็นความหวังในการสืบทอดวิชาเขียนอักขระของแกได้เลย

ครอบครัวของเราประกอบอาชีพขายของโบราณ ซึ่งบางชิ้นก็ไม่มีอะไร แต่บางชิ้นก็ยังมีวิญญาณของเจ้าของอยู่ แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะวิญญาณเหล่านั้นไม่ใช่วิญญาณร้าย พวกเขาแค่รอเวลาไปเกิดตามอายุขัย

นอกจากนี้เรายังมีจ้อบเสริมเป็นบริการไล่ผีหรือวิญญาณอาฆาตด้วยโดยมีหลวงตาเป็นเอเจ้นคอยส่งงานมาให้

คือเวลาคนที่โดนผีเข้าหรือผีรังควานและมาให้หลวงตาช่วย ท่านก็จะแนะนำให้มาหาพวกเรา

*เกร็ดความรู้ พระไม่ได้ปราบผีได้ทุกองค์

‘ปิ๊นนน’ *เสียงแตรรถ

พอชะโงกหน้าไปมองที่หน้าร้านก็เห็นรถเบนซ์หรูสีขาวมุกจอดอยู่

ลูกค้าชายท่านหนึ่งอายุประมาณ 50 กว่าๆ ผิวขาวใส่เสื้อเชิ๊ตสีแดงตัวโคร่งๆ ที่รักแร้หนีบกระเป๋าหนังสีน้ำตาล เขาเดินลงมาจากรถและยืนพิจารณาหีบไม้สักสีน้ำตาลอยู่ครู่หนึ่ง

"หีบนี่ราคาเท่าไหร่"

[ภาค 1] หีบไม้โบราณ

“ไอ้หนุ่ม หีบนี้ขนาดเท่าไหร่”

“ขนาดลึก 31 ซม. ยาว 63 ซม. สูง 38 ซม. ครับ”

“โอ้ จำแม่นแฮะ”

“เปล่าครับ มันเขียนอยู่ตรงนี้” ผมพูดพร้อมชี้ไปที่กระดาษ A4 เคลือบพลาสติก ชายคนนั้นรีบเดินวนทำเป็นพิจารณาหีบไม้ ใช้มือจับๆ ลูบๆ เคาะๆ เพื่อแก้เขิน

“เท่าไหร่”

ในขณะที่กำลังจะตอบ เสียงกระซิบของผู้หญิงก็ดังขึ้นที่ข้างหูผม

‘อย่าขายให้มันนะ บุญก็น้อย วัดก็ไม่ค่อยเข้า ฉันไม่อยากไปอยู่กับมัน’

เสียงของเธอพูดแบบไม่ค่อยพอใจ เธอเป็นวิญญาณที่ถูกฆ่าและเอาศพมายัดไว้ในหีบนี้ ปกติตอนกลางคืนเธอจะนั่งอยู่บนหีบ แต่เพราะช่วงเวลากลางวันวิญญาณส่วนใหญ่จะอ่อนแรงและไม่ปรากฏตัวออกมา

“อ๋อ ใบนี้มีคนจองแล้วครับ” ผมพยายามปฏิเสธแบบอ้อมๆ

“ผมถูกใจมากเลย จ่ายให้สองเท่าก็ได้”

“มีคนจองแล้วจริงๆ ครับ”

“ห้าหมื่น”

“ให้ ห้าหมื่นเลย”

“คุณลูกค้าสะดวกจ่ายเป็นเงินสดหรือโอนดีครับ”

‘ไอ้คิน!!!'

“เอาน่าเจ๊ ยังไงตาทองก็ทำบุญให้เจ๊อยู่แล้ว หรือถ้าไม่อยากอยู่ด้วยจริงๆ เจ๊ก็ออกมาหลอกเขาตอนกลางคืนก็ได้เดี๋ยวเขาก็พาเจ๊มาส่งเอง” ผมกระซิบเบาๆ

หลังจากนั้นเจ๊หีบไม้ก็ด่าผมด้วยคำหยาบอีกพักหนึ่ง แต่ผมทำเป็นหูทวนลม

“ว่าน!!! ไปส่งของให้ลูกค้า” ผมตะโกน

“ครับลูกพี่”

ร่างสูงประมาณ 190 หุ่นล่ำในเสื้อกล้ามและกางเกงวอร์มขายาวสีดำเดินมาจากหลังบ้าน ชายหนุ่มวัยรุ่น ผิวสีแทนมาพร้อมกับใบหน้ายิ้มแฉ่ง

“เดี๋ยวผมให้น้องเอาไปส่ง เฮียขับนำไปได้เลยครับ”

ว่านพยักหน้าและเดินไปเอารถกระบะที่จอดหลังบ้านมา พร้อมทั้งยกหีบขึ้นด้วยตัวคนเดียว แต่ดูเหมือนเจ๊หีบไม้จะไม่พอใจมาก เธอพยายามแสดงอภินิหารทำให้หีบไม้หนักแบบสุดๆ

“ไปตอนที่ผมยังพูดด้วยดีๆ เถอะครับ” ไอ้ว่านทำเสียงเข้ม

หลังจากนั้นหีบไม้ก็เบาหวิว และยกขึ้นรถได้แบบสบายๆ ไร้ปัญหาใดๆ

รถเคลื่อนตัวออกจากหน้าร้าน ผมยืนโบกมือลาเจ๊หีบไม้ เสียงตะโกนดังแว่วมากับสายลม “ไอ้คิน ไอ้เวx”

หลังจากนั้นร้านก็เงียบยาวๆ จนถึงบ่ายแก่ๆ

ผมนั่งเล่นเกมอยู่บนโซฟาสีน้ำตาลที่อยู่ด้านในสุดของร้าน รู้สึกว่ามีของแข็งมากระทบกับขมับอย่างแรง

บนพื้นมีก้อนหินสีขาวที่ใช้ตกแต่งสวนหน้าร้านตกอยู่ พอหันไปมองทางหน้าร้านก็เห็นตาทองยืนทำหน้าเหมือนพร้อมจะฆาตกรรมหลานตัวเอง ทางซ้ายมีชะพลูยืนยิ้ม ส่วนทางขวามีเด็กผู้ชายผิวขาวตัวอ้วนอายุประมาณห้าขวบ ใส่เสื้อยืดสีขาวทับด้วยเอี๊ยมสียีน หน้าตาจิ้มลิ้มไว้ผมหน้าม้า ยืนยักคิ้วให้ผม

มันคือไอ้หมูหวาน กุมารทองของตาทอง

สมองของผมทำงานอย่างหนักเพื่อประมวลเหตุการณ์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

“เอ็งขายของอาถรรพ์โดยที่วิญญาณเจ้าของไม่ยินยอมใช่ไหม”

อ่าา เข้าใจแล้ว ไอ้กุมารอ้วนมันไปฟ้องตาทองเรื่องขายเจ๊หีบไม้นี่เอง

“เขาให้ตั้งห้าหมื่นเลยนะตา”

“จะกี่บาทก็ไม่ควรขาย” ตาทองยังด่าต่อ

และจังหวะดีสุดๆ ที่ไอ้ว่านกลับมาพอดี “ส่งของเรียบร้อยครับ” มันพูดพร้อมกับใบหน้ายิ้มสดใส แบบไม่ดูบรรยากาศอันขุ่นมัวเลย

“พวกมึงไปเอากลับมา” ตาทองยื่นคำขาด

“เขาโอนเงินมาแล้ว”

“ก็โอนคืนเขาไป”

“อือ”

ผมเดินคอตกไปที่รถ ไอ้ว่านวิ่งตามมาติดๆ “มีอะไรเหรอครับลูกพี่”

“พาคินกลับไปรับเจ๊หีบหน่อย”

เราออกจากบ้านช่วงเย็น แต่บางแสนช่วงวันหยุดรถติดมาก ผมไม่ค่อยเข้าใจคนจากที่อื่นว่าทำไมทุกวันหยุดต้องพากันมาเล่นน้ำที่นี่ทั้งขุ่นทั้งดำแถมมีกลิ่นแปลกๆ อีกด้วย

กว่าเราจะไปถึงบ้านของลูกค้าคนนั้นก็หัวค่ำพอดี

บ้านหลังใหญ่ รั้วสีขาวสูง ด้านข้างมีป้ายเขียน “บ้านกำนันจุ่น” เรากดกริ่งอยู่พักใหญ่ ก็มีคนออกมาเปิดประตูให้เรา

เธอเป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่ดูไม่น่าใช่คนไทย ใส่เสื้อยืดสีเทาและกางเกงขายาวสีน้ำตาลเก่าๆ เดาว่าคงเป็นแม่บ้าน

“ผมมาหาคุณผู้ชายที่ซื้อหีบไม้ครับ”

“รอสักครู่นะคะ” เธอตอบด้วยสำเนียงแปลกๆ

หลังจากนั้นเธอก็วิ่งเข้าไปในบ้าน ประมาณสอง สามนาที ก็มีเสียงกรี๊ดดังขึ้น

ผมหันไปมองหน้ากับว่าน และพากันวิ่งเข้าไปดู

บ้านคนรวยนี่มันรวยจริงๆ จากหน้ารั้ววิ่งไปถึงตัวบ้าน ระยะไกลพอสมควร เราผ่านน้ำพุ และเหล่าต้นไม้ที่ตัดแต่งเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น กวาง กระต่าย และช้าง

ในที่สุดก็ถึงประตูบ้านสักที ลักษณะเป็นประตูไม้บานคู่ ซึ่งตอนนี้เปิดอ้าอยู่

ภายในบ้านหรูหราสมฐานะ กระเบื้องสีขาวมุกสะอาดตา โคมไฟแชนเดอเรียเพชรสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ ทางซ้ายมือเป็นบันไดไม้สวยหรูหราแบบในละคร ทางขวาจะมีตู้โชว์ของโบราณมากมาย ทั้งของไทยและของต่างประเทศ

ถัดจากตู้โชว์เหล่านั้น มีชุดโซฟาสีน้ำตาลเข้ม ตั้งอยู่บนพรมขนนุ่มสีขาว ซึ่งบนพรมตอนนี้มีร่างของลูกค้าที่ผมเจอตอนกลางวันนอนสลบอยู่ เลือดจากบริเวณท้องไหลออกมาเหมือนก๊อกน้ำที่ลืมปิด ทำให้ครึ่งหนึ่งของพรมสีขาวกลายเป็นสีแดง

ข้างร่างของคุณกำนันคนนั้น มีชายคนหนึ่งยืนอยู่เขาน่าจะอายุไล่ๆ กับผม ผิวขาว ตัวสูง ทำผมทรงคอมม่า ตาชั้นเดียวจมูกโด่ง ซึ่งดูจากโหงวเฮ้งพอจะเดาได้ว่า น่าจะเป็นลูกชายของกำนันจุ่น ในมือของเขาถือดาบโบราณสีดำ อักขระมากมายสลักอยู่บนใบดาบ ที่พื้นข้างตัวของเขามีผ้ายันต์สีแดงตกอยู่

"ดาบนั่นเป็นของอาถรรพ์สินะ"

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...